...ด้วยเหตุนี้เองเพียงดอกไม้ดอกเดียว จึงส่งผลต่อเนื่องกระทบไปได้ถึงดวงดาว หรือกระทั่งทั่วทั้งจักรวาล...

เรื่อง-

                   หลายคนคงได้ยินกันจนคุ้นหูกับวลีที่ว่า “เด็ดดอกไม้กระเทือนถึงดวงดาว” เมื่อก่อนยังไม่ค่อยรู้จักความหมาย แล้วก็มีความคิดด้วยว่าคนพูดหยิบเอาเรื่องไกลตัวเกินจะนึกได้มาเปรียบจนจินตนาการตามไปไม่ถึง

                   ถึงวันนี้หลายสิ่งหลายอย่างที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ความรู้ใหม่ๆ วุฒิปัญญา และการมีเวลาไตร่ตรองแนวคิดเชิงปรัชญามากขึ้น ทำให้ความเข้าใจและทัศนคติที่มีต่อโลกเปลี่ยนไป จากเมื่อก่อนพอเจอปัญหายากๆ เข้าก็พาลจะทิ้งจะหนีปัญหาอยู่ร่ำไป กับอะไรที่เห็นไม่ถูกไม่ต้องเป็นคิดแต่จะไปเปลี่ยนแปลงโลกเสียอย่างเดียว กลับกลายมาเป็นความนิ่งคิด และยอมรับความเป็นไปของโลกมากขึ้น (แต่ไม่ใช่จะยอมให้โลกมากระทำกับเราง่ายๆ นะ)

                   หลักความคิดหนึ่งที่เข้ามามีส่วนอย่างมากในระยะหลังคือ หลักความเป็นเหตุเป็นผล ตามปรัชญาพุทธศาสนา นั่นก็จะโยงกลับไปอธิบายวลีที่ยกมาอ้างตั้งแต่เริ่มต้นว่า ทำไมการ “เด็ดดอกไม้” จึงมีผล “สะเทือนถึงดวงดาว” ทุกอย่างจะเกิดขึ้นได้ต้องมีเหตุและผลในตัวของมันเองเสมอ ไม่มีสิ่งใดเลยในโลกที่เกิดผลได้โดยไม่มีเหตุนำ และเมื่อเกิดเหตุขึ้นย่อมไม่มีทางที่จะไม่มีผล และเมื่อเกิดเหตุอย่างหนึ่งขึ้นแล้วย่อมส่งให้เกิดผลกระทบต่อเนื่องกันไปยังเหตุอื่นเป็นทอดๆ

                   ด้วยเหตุนี้เองเพียงดอกไม้ดอกเดียว จึงส่งผลต่อเนื่องกระทบไปได้ถึงดวงดาว หรือกระทั่งทั่วทั้งจักรวาล

                   บ่นพร่ำพรรณนามายืดยาวนี้ก็เพื่อแสดงให้เห็นถึงความสอดคล้องพ้องกันระหว่างหัวข้อที่ยกขึ้นไว้ข้างต้นเรื่องมาตรการการปรับความสมดุลทางธรรมชาติแห่งโลก กับหลักแห่งเหตุและผลที่แทนด้วยสำนวนง่ายๆ แต่เห็นภาพได้เด่นชัดว่าเด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว

                   แล้วลองมองย้อนกลับมาดูข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์ระยะหลังมานี้ นับแต่คราวเกิดคลื่นยักษ์สึนามิ ซัดฝั่งอันดามันคร่าชีวิตมนุษย์รวมแล้วร่วมสองแสนเมื่อ ๒ ปีก่อน ไล่เรียงมาจนถึงพายุนากีสถล่มพม่า น้ำท่วมที่อินเดีย อเมริกา และแผ่นดินไหวเกิน ๗ ริกเตอร์ที่ประเทศจีนมีคนตายหลายหมื่น

                   ล่าสุดมีคำเตือนภัยจากศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดเหตุน้ำทะเลซัดเข้าฝั่งอ่าวไทย ซึ่งคาดว่าจะสร้างความเสียหายใหญ่หลวงให้กรุงเทพฯ--กล่องดวงใจของประเทศ ในระดับที่เกินคาดคิด

                   หลังคำประกาศเตือน มีหลายฝ่ายออกมาท้วงติงการออกมาให้ข่าวนี้ของนายสมิธ ธรรมสโรจน์ เพราะเห็นว่าจะสร้างความแตกตื่นโกลาหลแก่ประชาชนไปเกินกว่าเหตุ หลายฝ่ายออกมาแสดงข้อมูลคัดค้านถึงความเป็นได้ว่าอยู่ในระดับต่ำที่สุด (แต่ก็ไม่มีใครปฏิเสธว่ายังมีความเป็นได้อยู่)

                   เราเองไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะไปแสดงความเห็นสนับสนุน หรือคิดค้านความคิดของผู้ใด เพราะมิใช่นักอุทกศาสตร์ แถมความรู้ทางธรณีวิทยาก็น้อยแค่หางอึ่ง แต่จะทำตัวเหมือนไม่รู้ไม่เห็นเคยคงเป็นไปไม่ได้ เพราะผลสะท้อนของข่าวนี้มีผลรุนแรงกระทบกระเทือนมาถึงส่วนอื่นๆ ด้วยอย่างเลี่ยงไม่ได้ เพราะทั้งหมดทั้งมวลนี้ก็อยู่ภายใต้ประเทศไทยเช่นเดียวกัน

                   แน่นอนว่าหากเกิดภัยพิบัติจากจุดหนึ่งขึ้นย่อมส่งผลต่อระบบอื่นๆ ทั้งประเทศอย่างแน่นอน หากเหตุการณ์ที่ว่านี้เกิดขึ้นแถบภูมิภาคต่างจังหวัดคงไม่เท่าไหร่ (ยกตัวอย่างเหตุการณ์สึนามิซึ่งถือว่ารุนแรงมาก แต่คนไทยกลับลืมไปแล้วอย่าง่ายดาย) แต่หากบังเอิญว่าเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นที่กรุงเทพฯ เมืองที่ถือเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของประเทศบ้าง คิดดูว่าผลเสียหายที่เกิดกับแค่กรุงเทพฯจังหวัดเดียวนั้นจะส่งผลสะท้านสะเทือนไปยังทุกระบบทุกภูมิภาคของประเทศระดับใด (ดูได้จากเมื่อคราวเรื่อรบฝรั่งเศสเพียงสองลำล่วงผ่านสมุทรปราการเข้ามาได้เมื่อ ร.ศ.๑๑๒ ถึงกับทำให้ไทยต้องยอมยกดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงและเขมรบางส่วนให้เขาไป ...เทียบตามหลักเหตุและผลเรื่องนี้อาจดูไม่สมเหตุสมผลนัก-- แต่ก็นี่แหละเหตุและผลตามแบบประเทศไทยล่ะ)

                   มีนักคิดหลายฝ่ายหลายท่านพยายามจะอธิบายถึงหลักการปรับความสมดุล และการลงโทษของธรรมชาติ โดยยกเอาจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนแทบจะล้นโลกเป็นสาเหตุใหญ่ แล้วอ้างอุบัติภัย ภัยธรรมชาติ และภัยสงคราม มาเป็นผลอันเนื่องมาจากเหตุเบื้องต้นนั้น ซึ่งดูเหตุผลและน่าเชื่อถืออยู่มาก

                   ในที่นี้เราจะขออธิบายการเกิดภัยธรรมชาติต่างๆ เหล่านี้ด้วยหลักแห่งเหตุและผล อันเป็นหลักธรรมสำคัญ มีความเป็นสากลของพระพุทธศาสนา

                   สาเหตุใหญ่ที่อุบัติภัยทางธรรมชาติเกิด และทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ในระยะที่ผ่านมานี้ มีสาเหตุสำคัญจัดได้ ๒ ประเภท คือ การปรับสมดุลในตัวของมันเองตามธรรมชาติซึ่งมีอยู่เป็นปกติของโลก แต่ที่ทำให้กลายเป็นภัยพิบัตินั้นเพราะจำนวนมนุษย์มีมากมายจนแทบจะล้นโลก ดังนั้นไม่ว่าเกิดอะไรขึ้นที่ไหนก่อก็ความเสียหายทิ้งสิ้น ประการที่สองเป็นสาเหตุอันเกิดจากมนุษย์เราเองเป็นผู้ไปกระทำ หรือบังคับให้ธรรมชาติต้องเร่งปรับความสมดุลของมันในรูปแบบไม่ปกติ

                   มีหลักความจริงที่พระพุทธเจ้าอธิบายไว้เมื่อ ๒,๐๐๐ กว่าปีมาแล้วว่า แท้จริงโลกเราประกอบไปด้วยธาตุ ๔ อย่างเป็นพื้นฐาน คือ ดิน น้ำ ไฟ และลม ในอัตราส่วนที่สมดุลกัน (มิได้หมายความว่าทุกส่วนเท่ากัน) และธาตุทั้ง ๔ อย่างนี้จะเป็นเข้าไปประกอบกันขึ้นเป็นสิ่งต่างๆ (เรียกว่าสังขาร) ในอัตราส่วนที่สิ่งนั้นต้องการ เช่น มนุษย์เราส่วนที่เป็นเนื้อ หนัง กระดูก หรืออวัยวะอื่นใดที่มีลักษณะเป็นของแข็งนั้นมีส่วนผสมของธาตุดินอยู่มาก ส่วนที่เหลวๆ เป็นน้ำ เช่น เลือด น้ำลาย น้ำเหลือง มีส่วนประกอบของธาตุน้ำอยู่มาก ลมหายใจคือธาตุลม และอุณหภูมิ ระบบพลังกาย ระบบย่อยอาหารคือธาตุไฟ

                   การที่ธาตุเหล่านี้จะประกอบกันขึ้นเป็นรูปร่างตัวตนของอะไรนั้น จะเป็นการเกิดขึ้นในลักษณะ “ยืมเขามา” ทั้งสิ้น ท้ายที่สุดเมื่อสังขารเหล่านั้นถึงเวลาแตกทำลายลง (หมดอายุขัย) ธาตุทั้งหมดก็กลับไปสู่สภาพเดิมของมันตามธรรมชาติ

                   ฉะนั้นจะเห็นได้ว่า ไม่ว่าโลกจะเจริญไปแค่ไหน จะมนุษย์จะเพิ่มจำนวนขึ้นเท่าไหร่ หรือทรัพยากรธรรมชาติจะถูกเผาผลาญลงไปมากมายก่ายกองเพียงไร แต่ธาตุพื้นฐานทั้ง ๔ (อยากเรียกว่าสารตั้งต้น ๔ ชนิดมากกว่า) ก็จะคงอยู่ในปริมาณเท่าเดิม แต่จะไปแฝงตัวอยู่ในสังขาร (รูปแบบ) อื่น หรืออยู่เปลี่ยนไปอยู่ที่อื่นของโลก ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น ในตำราภูมิศาสตร์ตั้งแต่เล่มแรกที่มีสอนกันบนโลกจนกระทั่งบัดนี้ยังใช้ข้อมูลเดิมตลอดมาว่า โลกของเราประกอบด้วยน้ำ ๓ ใน ๔ ส่วน ที่เหลือเป็นพื้นดิน ก็ในเมื่อกลับมาดูภูมิอากาศบ้างจะพบว่า ปริมาณน้ำฝนแต่ละปีมีปริมาณเท่ากันก็หาไม่ บางปีฝนแล้งรุนแรง หรือบางปีฝนตกจนน้ำท่วมอย่างหนักในพื้นที่บางแห่งของโลก แต่ก็ไม่ปรากฏว่าปริมาณน้ำที่โลกโลกมีคิดเป็นอัตราส่วนเทียบกับแผ่นดินจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงแต่อย่างใด

                   ในตำราพิรุณศาสตร์ และวรรณคดีโบราณหลายเรื่อง ได้กล่าวถึงเหตุที่มาแห่งการเกิดฝนว่า ขึ้นอยู่กับปีนั้นจะมีนาคเล่นน้ำกี่ตัว เป็นผลให้ฝนตกกี่ห่า แบ่งมาตกบนมนุสโลกกี่ห่า ตกในป่าหิมพานต์กี่ห่า ตกในมหาสมุทรกี่ห่า ตกในอุตรกุรุทวีปกี่ห่า ซึ่งจำนวนฝนในแต่ละปี และแต่ละที่จะไม่เท่ากัน นั่นเป็นเพราะว่าฝนไม่ได้จำเพาะมาตกในชมพูทวีป (หมายถึงบนแผ่นดิน) แต่เพียงแห่งเดียว ถ้าปีใดฝนพลัดไปตกในที่อื่นๆ จำนวนมาก ปีนั้นจะเหลือมาตกในมนุษย์โลกน้อยลงเป็นเหตุให้ฝนแล้ว ตรงกันข้ามถ้าเกิดว่าฝนในซีกอื่นของจักรวาล (หมายถึงทั่วโลก) ตกน้อย ฝนที่เหลือกี่ห่าๆ ก็จะมารุมตกในมนุสโลกทำให้เกิดน้ำท่วมในปีนั้น

                   นี่คือตัวอย่างที่ยกมาให้เห็นการปรับสมดุลในตัวเองในระบบที่เป็นไปตามธรรมชาติของโลก

                   คราวนี้ก็มาวิเคราะห์กันว่า แล้วส่วนของธาตุตั้งต้นที่แฝงอยู่ในธรรมชาติที่ถูกทำลายลงไปด้วยมือมนุษย์นั้นล่ะอยู่ที่ไหน ก็ในเมื่อมนุษย์เป็นผู้เข้าไปรุกรานทรัพยากรธรรมชาติเพื่อนำมาบริโภคในชีวิตตนเอง ธาตุทั้ง ๔ ดิน น้ำ ไฟ ลม ที่มีอยู่นั้นจึงถูกถ่ายเทเข้ามาแฝงอยู่ในตัวมนุษย์ ในรูปของเนื้อหนังมังสาอวัยวะน้อยใหญ่ พลังกาย พลังสมอง ตลอดจนอยู่ในสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ ที่มนุษย์สร้างขึ้นมาแล้วเรียกว่า “นวัตกรรม” ก่อนจะถ่ายเทธาตุส่วนเกินหรือเหลือใช้แล้วออกมาในรูปของเสียและมลพิษ (ทั้งในขั้นตอนการผลิตและการบริโภค)

                   ด้วยสารตั้งต้นทั้ง ๔ เหล่านี้ตกอยู่ภายใต้กฎแห่งความเป็นจริง ๓ อย่าง (ที่พระพุทธเจ้าทรงอธิบายไว้ชัดเจน) ที่ว่าอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา คือ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ และไม่มีตัวตนอย่างแท้จริง จึงไม่แสดงตัวอยู่ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งโดยเฉพาะ มันจึงสามารถแปรผันไปอยู่ในรูปของธาตุอื่นๆ ได้ด้วย (ซึ่งก็พร้อมจะแปรสภาพกลับมาหรือกลายเป็นธาตุอื่นไปอีกตามความเหมาะสม)

                   ยกตัวอย่างง่ายๆ น้ำที่เราเห็นมีอยู่ทั่วไปว่ามีสภาพเป็นของเหลวนั้น เมื่ออยู่ในสภาวะที่เหมาะสม เช่น ถูกน้ำไปต้มในอุณหภูมิถึงร้อยองศา หรืออยู่กลางแดดนานๆ ก็สามารถกลายสภาพเป็นไอหรืออากาศได้ ซึ่งในทางพุทธศาสนาจัดอยู่ในกลุ่มธาตุลม หากนำไปใส่ช่องฟีซของตู้เย็นจะกลายเป็นของแข็ง (ธาตุดิน) หรือหากนำน้ำนั้นไปแยกส่วนประกอบตามกรรมวิธีทางวิทยาศาสตร์จะพบว่าภายในประกอบด้วย ก๊าซ ๒ ตัว คือ ไฮโดรเจน และออกซิเจน ในปริมาณ ๒ ต่อ ๑ นั่นแสดงให้เห็นว่าไม่มีธาตุใดมีลักษณะคงที่ในตัวของมันเอง

                   โดยปกติแล้วธรรมชาติจะมีกระบวนการปรับความสมดุลระหว่างธาตุทั้ง ๔ นี้ด้วยตัวของมันเองอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว บางเหตุการณ์จะเป็นไปในลักษณะค่อยเป็นค่อยไปจนมนุษย์ไม่สามารถสังเกตได้ ยกตัวอย่างเช่นกระบวนการเปลี่ยนซากอินทรีย์สารเป็นน้ำมันดิบเป็นต้น แต่ก็มีบางเหตุการณ์ที่ต้องปรับกันอย่างรุนแรงจนสามารถสังเกตได้ง่ายๆ เช่น การเกิดกระแสลมโดยอากาศจากที่หนึ่งไหลไปทดแทนอีกที่หนึ่งซึ่งลอยตัวสูงขึ้น การเกิดแผ่นดินไหวเพราะเปลือกโลกเลื่อนไปสู่ช่องว่างและเกิดการเสียดสีกัน การเกิดฝนจากการควบแน่นของไอน้ำในอากาศ เป็นต้น

                   ตามธรรมดาหากกระบวนการแลกเปลี่ยนสถานะของธาตุต่างๆ ยังอยู่ในระดับปกติ ก็จะเกิดเป็นปรากฏการณ์ต่างๆ ที่ไม่ใหญ่โตนัก และมักเกิดขึ้นเป็นประจำจนมนุษย์คุ้นไปแล้ว เรียกว่า “ฤดูกาล” นานๆ ครั้ง เมื่อมีความจำเป็นต้องปรับความสมดุลครั้งใหญ่ ธรรมชาติจึงจะสำแดงฤทธิ์เดชในรูปของ “ภัยพิบัติ” ให้เห็นกันเสียทีหนึ่ง เฉกเช่นเดียวกับร่างกายของคนที่เมื่อขาดธาตุอาหาร หรือเกิดความผิดปกติขึ้นที่อวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งร่างกายจะแสดงผลออกมาเพื่อเป็นพยายามปรับสมดุล ซึ่งทำให้สมองรับรู้ว่าตอนนี้ร่างกายกำลังเจ็บป่วยต้องรีบหาทางรักษา

                   ก็แล้วทำไมช่วงนี้จึงเกิดภัยธรรมชาติรุนแรงและบ่อยครั้งนัก... นั่นย่อมแสดงให้เห็นว่า ณ ขณะนี้โลกของเรากำลังเกิดความไม่ปกติขึ้นอย่างใหญ่หลวงในกระบวนการแลกเปลี่ยนสถานะต่างๆ ของธาตุพื้นฐานทั้ง ๔ เป็นเหตุให้มันต้องสร้างกระบวนการปรับสมดุลครั้งใหญ่อย่างเร่งด่วน

                   ...โลกกำลังเจ็บป่วยอย่างรุนแรง จำเป็นอย่างยิ่งต้องได้รับการเยียวยารักษา หาไม่แล้วหายนะใหญ่หลวงอาจเกิดขึ้น ถ้าเป็นคนธาตุในร่างกายเกิดวิปริตแปรปรวน หากรักษาไม่ทัน อันตรายนี้อาจถึงขั้นเสียชีวิต ...มนุษย์ตระหนักถึงความจริงข้อนี้หรือไม่

                   เมื่อมนุษย์ผู้ได้ชื่อว่ามีมันสมองอันฉลาดเลิศล้ำกว่าสัตว์ทั้งหลาย ได้ทำการเข้าไปยึดครองทรัพยากรธรรม ซึ่งล้วนเกิดขึ้นจากกระบวนการต่างๆ ภายใต้กฎอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา และหลักของสารตั้งต้น ๔ ชนิด เอามาเป็นของตน และนำออกไปใช้อย่างสุรุ่ยสุร่าย เป็นเหตุให้ทรัพยากรบางอย่างที่ธรรมชาติสร้างไว้เพื่ออนาคต และเพื่อค้ำจุณระบบอื่นๆ เช่น ป่าไม้ น้ำมัน ถ่ายหิน ก๊าซธรรม น้ำบาดาล แร่ธาตุต่างๆ ถูกทำลายลงอย่างรวดเร็ว นั่นก็เท่ากับว่ามนุษย์เองเป็นผู้ไปเร่งปฏิกิริยาของธรรมชาติให้สร้างความสมดุลในตัวของมันเร็วขึ้นกว่าปกติ

                   ความจริงธรรมชาติ หรือสิ่งแวดล้อมไม่ได้ตั้งใจกลั่นแกล้ง หรือทำร้ายมนุษย์ด้วยภัยพิบัติร้ายแรงถึงเพียงนี้ แต่ด้วยความจำเป็นที่จะต้องปรับสภาพในตัวของมันเองทำให้มันต้องเร่งรัดปฏิกิริยาต่างๆ ขึ้น เพื่อปรับความสมดุลโดยเร็วที่สุด ทำให้กระบวนการนั้นไม่เป็นไปตามลักษณะธรรมชาติและฤดูกาลปกติ และด้วยความสูญเสียทรัพยากรในบางประเภทไปอย่างรวดเร็วก็ทำให้มันเกิดการปรับตัวอย่างรุนแรงตามไปด้วย ผลก็คือกลายมาเป็นภัยพิบัติขนาดใหญ่อันเกิดแก่มนุษยชาติ

                   อย่างที่กล่าวไว้ในตอนต้นแล้วว่าการเด็ดดอกไม้แม้ดอกหนึ่งยังมีผลสะเทือนถึงดวงดาว แล้วนับประสาอะไรกับการแผ่ขยายของเมืองขนาดใหญ่ การเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็วของประชากรโลก การบริโภคทรัพยากรอย่างไร้ขีดจำกัด การเกิดใหม่มากมายของธุรกิจกิจการอุตสาหกรรม แล้วสำรอกกากเดนการบริโภคเหล่านั้นออกมาในรูปของมลภาวะโดยไม่เคยมีสำนึกของการนำทรัพยากรเหล่านั้นกลับสู่ธรรมชาติเลย จะไม่ทำให้โลกที่มีธาตุพื้นฐานอยู่เพียง ๔ อย่างนี้กระทบกระเทือนไปด้วย

                   เมื่อธาตุพื้นฐานในธรรมชาติเริ่มขาดหายไปจนเสียความสมดุล เมื่อตึกคอนกรีตหนักๆ ตอกตรึงลึกลงไปบนพื้นแผ่นดิน (ซึ่งยังดิ้นได้เพราะข้างล่างคือของเหลว--แมกม่า) เมื่อเหล็กถูกนำขึ้นมาแปรสภาพเป็นสิ่งของเครื่องใช้ เมื่อน้ำมันถูกดูดไปใช้เป็นพลังงาน เมื่อน้ำใต้ดินถูกนำไปใช้ในวงการอุตสาหกรรมจนไม่มีรองรับชั้นหิน ฯลฯ และเมื่อทรัพยากรส่วนเกินที่เหลือจากการผลิตและการบริโภคเหล่านี้ถูกปล่อยทิ้งออกไปและถูกแปรสภาพให้ไปอยู่ในรูปแบบอื่นมากๆ เข้าจนขาดความสมดุล

                   ธรรมชาติจึงต้องดำเนินกระบวนการ “ทวงคืน” สารตั้งต้นเหล่านั้นกลับคืนมา เพื่อรักษาอาการเจ็บป่วยก่อนที่จะสายเกินไป และแล้วมันก็เริ่มกระบวนการนั้นอย่างทันท่วงที...

                   พระพุทธเจ้าเคยตรัสตอนพุทธสาวกเอาไว้ตั้งแต่คราวแรกที่ประดิษฐานพระพุทธศาสนาลงบนพื้นโลก (ปฐมเทศนาแก่ปัญจวัคคีย์ที่เมืองพาราณสี) ว่า ภิกษุเอ๋ย ความสุดโต่งสองอย่างนั้นพวกเธอไม่พึงเสพอย่างยิ่ง อย่างหนึ่งคือความตึงเกินไปมันเป็นอันตราย อีกอย่างคือความหย่อนยานเกินไปมันไม่ดี พวกเธอควรดำเนินอยู่บน “ทางสายกลาง” ซึ่งเป็นทางอันเกษม

                   นั่นคือหลักการอันเป็นหัวใจของธรรมเทศนา ซึ่งพระองค์วางไว้สำหรับสาวกใช้เป็นทางดำเนินไปสู่พระนิพพาน เป็นทางแห่งความหลุดพ้น ซึ่งเป็นเรื่องสูงส่งของผู้ปรารถนาระดับอริยภูมิท่านใช้เดิน แต่เพราะธรรมะของพระพุทธเจ้ามีความเป็นสากล ถ้าจะเรียกเป็นภาษาวิทยาศาสตร์ก็ต้องว่าบอกเป็น “ทฤษฎีสัมบูรณ์” ที่สามารถนำไปเปรียบใช้ได้กับทุกสรรพสิ่งบนโลกนี้ (หมายรวมถึงเอกภพทั้งหมดด้วยไม่เฉพาะโลกมนุษย์)

                   จึงนำมาอธิบายได้ในเรื่องนี้ว่า ไม่ควรนำทรัพยากรที่มีอยู่ในธรรมชาติมาใช้เฉพาะเพื่อความเจริญทางด้านเทคโนโลยีอย่างสุดโต่ง และไม่ได้สนับสนุนให้ย่ำอยู่กับที่ดำรงอยู่ในวัฒนธรรมยุคคนป่าโดยไม่รู้จักใช้ทรัพยากรหรือสร้างพัฒนาการให้กับเผ่าพันธุ์มนุษย์ แต่การพัฒนาและการใช้ทรัพยากรธรรมชาติควรยืนอยู่บนพื้นฐานของความพอดี ให้สมดุลกับการผลิตซ้ำและการทดแทนทรัพยากรที่สูญเสียไป

                   เพราะไม่เช่นนั้นธรรมชาติจะดำเนินการ “จัดการ” ทวงคืนทรัพยากรด้วยวิธีของเขาเองอย่างที่กำลังเกิดขึ้น

                   ...ก็อย่างที่บอกไปแล้วว่า เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว

 

                                            #############################