นายบูเป็นเด็กเวียงสา คำว่าเด็กเป็นภาษาพูด อันที่จริงนายบูแก่แล้ว ดูจากหนวดและรูปร่างรวมทั้งน้ำหนักร่วม ๑๐๐ กิโลกรัม แม้ว่านายบูอยู่ไกลบ้านมาทำงานกรุงเทพฯ ยังคงห่วงใยและอยากที่จะมีส่วนร่วมในการพัฒนาบ้านเกิดเมืองน่าน เหมือนหลายท่านที่คิดและได้ลงมือทำไปก่อนหน้า ขณะที่มีอีกหลายคนยังจด ๆ จ่อง ๆ อยู่ว่า จะเอาเวลาไหน ช่องทางไหน พัฒนาแผ่นดินถิ่นเกิด
เช้าวันนี้พบว่า นายบูได้จัดทำเว็ปขึ้นมาเพื่อให้ตัวเขา และเพื่อนผอง น้องพี่ เข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ขณะเมื่อเข้ามาอยู่ในโลกอินเทอร์เน็ต ขอขอบคุณ ขอขอบใจ ทุกท่านที่คิดและลงมือทำ สำหรับที่ยังจดจ่องอยู่ไม่นานคงได้ฤกดิ์ดีที่จะเริ่มต้น http://www.nancity.in.th/pg/pages/view/19/
อันที่จริงนายบูได้จัดทำเว็ปหลังเขา และสร้างกิจกรรมในนามกลุ่มฅนหลังเขา นักสืบสายน้ำในช่วงปี พศ.๒๕๔๕ มีการผลิตสื่อและจำหน่ายเสื้อ ฯลฯ ได้รับทุนจากมูลนิธิกองทุนไทย สำหรับที่ จ.น่าน ได้รับความกรุณาจาก นพ.บุญยงค์ วงศ์รักมิตร นพ.คณิต ตันติศิริวิทย์ นพ.ชาตรี เจริญศิริ มูลนิธิพระครูพุทธมนต์โชติคุณ เคยจัดอบรมนักสืบสายน้ำครั้งแรกที รร.ปงสนุก ต่อมาที่วัดศรีกลางเวียง และนักสืบสายน้ำ ที่วิทยาลัยสารพัดช่างน่าน มี นร.สตรีศรีน่าน ศรีสวัสดิ์วิทยาคาร ฯลฯ ร่วมกิจกรรม
เมื่อต้นเดือน มิ.ย.ศกนี้ นายยุทธ ได้จัดทำเว็ป http://www.nan2day.com สำหรับเด็กน้อยนาท่านนี้ถือว่าไม่ธรรมดาเช่นกัน ขอแสดงความชื่นชมยกย่องครับ ที่คิดและคงมือทำ ทำดีอยู่ที่ไหนก็ทำได้ เป็นความจริงที่จับต้องกันกับผลงานที่นายบูและนายยุทธ ขอนำคำที่นายบูเขียนไว้ว่า จุดตะเกียงดีกว่าสาบแช่งความมืด มาแบ่งปันชาวGotoKnow ครับ.