องค์กรเพื่อการปฏิรูปกฎหมายที่ดำเนินการเป็นอิสระ: คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย

(ต่อจาก (๑))

มาตรา ๒๒  ให้จัดตั้งกองทุนขึ้นกองทุนหนึ่งในสำนักงาน เรียกว่า "กองทุนเพื่อการปฏิรูปกฎหมาย" โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนและใช้จ่ายสำหรับการวิจัย พัฒนา และดำเนินงานของคณะกรรมการ และสนับสนุนการดำเนินการร่างกฎหมายของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งประกอบด้วย

(๑)      ทุนประเดิมที่รัฐบาลจัดสรรให้

(๒)     เงินอุดหนุนที่รัฐบาลจัดสรรให้จากงบประมาณแผ่นดินประจำปี

(๓)      เงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้มอบให้เพื่อสมทบกองทุน

(๔) ดอกผลและรายได้ของกองทุน รวมทั้งผลประโยชน์จากค่าตอบแทนการใช้ประโยชน์จากการวิจัย และพัฒนาด้านการปฏิรูปกฎหมาย

(๕)เงินและทรัพย์สินอื่นที่ตกเป็นของกองทุน

การบริหารกองทุนและการจัดสรรเงินกองทุนเพื่อสนับสนุนการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของกองทุนให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด

 

มาตรา ๒๓  รายได้ของกองทุนให้นำส่งเข้ากองทุนโดยไม่ต้องส่งกระทรวงการคลัง

 

หมวด ๒

สำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย

มาตรา ๒๔  ให้มีสำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายเป็นหน่วยงานของรัฐมีฐานะเป็นนิติบุคคล และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของประธานกรรมการ

กิจการของสำนักงานไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม และกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน แต่พนักงานและลูกจ้างของสำนักงานต้องได้รับความคุ้มครองและประโยชน์ตอบแทนไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม และกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน

 

มาตรา ๒๕  ให้สำนักงานมีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับกิจการทั่วไปของ คณะกรรมการ และให้มีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้

(๑)      รับผิดชอบงานธุรการของคณะกรรมการ

(๒)  ศึกษา รวบรวม และวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับระบบกฎหมายไทย กฎหมายต่างประเทศและระหว่างประเทศ และงานวิจัยกฎหมายหรือศาสตร์อื่นที่เกี่ยวกับกฎหมายทั้งของไทยและต่างประเทศ รวมทั้งข้อมูลอื่นเพื่อประโยชน์แก่การปฏิบัติงานของคณะกรรมการ

(๓)      ปฏิบัติการอื่นตามที่คณะกรรมการมอบหมาย

 

มาตรา ๒๖  ให้คณะกรรมการมีอำนาจออกระเบียบหรือประกาศเกี่ยวกับการบริหารงานทั่วไป การบริหารงานบุคคล การงบประมาณ การเงินและทรัพย์สิน และการดำเนินการอื่นของสำนักงาน โดยเฉพาะในเรื่องดังต่อไปนี้

                   (๑) การแบ่งส่วนงานภายในของสำนักงาน และขอบเขตหน้าที่ของส่วนงานดังกล่าว

                   (๒) การกำหนดตำแหน่ง อัตราเงินเดือน และค่าตอบแทนอื่นของเลขาธิการ พนักงานและลูกจ้างของสำนักงาน รวมทั้งการให้ได้รับเงินเดือนและค่าตอบแทนอื่น

                   (๓) การกำหนดคุณสมบัติ การคัดเลือก การบรรจุ การแต่งตั้ง การทดลองปฏิบัติงาน การย้าย การเลื่อนตำแหน่ง การเลื่อนขั้นเงินเดือน การออกจากตำแหน่ง การสั่งพักงาน วินัย การสอบสวนและการลงโทษทางวินัย การร้องทุกข์ และการอุทธรณ์ การลงโทษ สำหรับเลขาธิการ  และพนักงานของสำนักงาน รวมทั้งวิธีการและเงื่อนไขในการจ้างลูกจ้างของสำนักงาน

                   (๔) การรักษาการแทนและการปฏิบัติการแทนในตำแหน่งของเลขาธิการและพนักงานของสำนักงาน รวมทั้งการรักษาการแทนในตำแหน่งเลขาธิการ ในกรณีที่เลขาธิการพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา ๒๙ หรือ มาตรา ๓๐

(๕) การจ้างและการแต่งตั้งบุคคลเพื่อเป็นผู้เชี่ยวชาญ หรือเป็นผู้ชำนาญการเฉพาะด้านอันจะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการ รวมทั้งอัตราค่าตอบแทนการจ้าง

(๖) การบริหารและจัดการงบประมาณ ทรัพย์สิน และการพัสดุของสำนักงาน

                   (๗) การจัดสวัสดิการหรือการสงเคราะห์อื่นแก่พนักงานและลูกจ้างของสำนักงาน

 

มาตรา ๒๗  ให้สำนักงานมีเลขาธิการคนหนึ่งรับผิดชอบการปฏิบัติงานของสำนักงาน ขึ้นตรงต่อประธานกรรมการ และเป็นผู้บังคับบัญชาพนักงานและลูกจ้างของสำนักงาน

ในกิจการของสำนักงานที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอก ให้เลขาธิการเป็นผู้แทนของสำนักงาน เพื่อการนี้เลขาธิการจะมอบอำนาจให้บุคคลใดปฏิบัติงานเฉพาะอย่างแทนก็ได้ ทั้งนี้ ต้องเป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา

 

มาตรา ๒๘  ให้ประธานกรรมการโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการเป็นผู้แต่งตั้งและถอดถอนเลขาธิการ

เลขาธิการต้องมีอายุไม่ต่ำกว่าสามสิบห้าปีบริบูรณ์ในวันแต่งตั้งและต้องมี                        คุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๘ รวมทั้งคุณสมบัติอื่นตามที่คณะกรรมการกำหนด

 

มาตรา ๒๙  เลขาธิการมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละสี่ปีนับแต่วันที่ได้รับแต่งตั้ง และอาจได้รับแต่งตั้งใหม่อีกได้

 

มาตรา ๓๐  นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระตามมาตรา ๒๙  เลขาธิการพ้นจากตำแหน่งเมื่อ

(๑) ตาย

(๒) ลาออก

(๓) เป็นบุคคลล้มละลาย

(๔)      เป็นบุคคลที่ต้องคำพิพากษาให้จำคุกและถูกจำคุกอยู่โดยหมายศาล

(๕)      ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๒๘ วรรคสอง

(๖)   คณะกรรมการมีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนกรรมการทั้งหมดให้ออกเพราะมีความประพฤติเสื่อมเสียอย่างร้ายแรง บกพร่องในหน้าที่อย่างร้ายแรงหรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้

 

มาตรา ๓๑  รายได้ของสำนักงานมีดังต่อไปนี้

(๑) รายได้หรือผลประโยชน์อันได้มาจากการดำเนินงานตามอำนาจหน้าที่ของ คณะกรรมการและสำนักงาน

(๒) รายได้จากทรัพย์สินของสำนักงาน

(๓) เงินและทรัพย์สินที่มีผู้บริจาคให้แก่สำนักงานตามระเบียบที่คณะกรรมการ กำหนด เพื่อใช้ในการดำเนินกิจการของสำนักงาน

(๔)      เงินอุดหนุนทั่วไปที่รัฐบาลจัดสรรให้

รายได้ของสำนักงานตามวรรคหนึ่ง เมื่อได้หักรายจ่ายสำหรับการดำเนินงานของคณะกรรมการและสำนักงาน ค่าภาระต่างๆ ที่เหมาะสม เหลือเท่าใดให้จัดสรรเข้ากองทุนเพื่อการปฏิรูปกฎหมายตามมาตรา ๒๒ 

ในกรณีรายได้ของสำนักงานมีจำนวนไม่พอสำหรับค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของ คณะกรรมการและสำนักงาน รวมทั้งค่าภาระต่างๆ ที่เหมาะสมและไม่สามารถหาเงินจากแหล่งอื่นได้ รัฐพึงจัดสรรเงินงบประมาณแผ่นดินให้แก่สำนักงานเท่าจำนวนที่จำเป็น

 

มาตรา ๓๒  เพื่อประโยชน์ในการจัดสรรเงินงบประมาณแผ่นดินให้แก่สำนักงานให้สำนักงานเสนองบประมาณรายจ่ายของปีงบประมาณที่ขอความสนับสนุนต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อจัดสรรเงินอุดหนุนทั่วไปของสำนักงานไว้ในร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีหรือร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม แล้วแต่กรณี ในการนี้คณะรัฐมนตรีอาจทำความเห็นเกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณของสำนักงานไว้ในรายงานการเสนอร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีหรือร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมด้วยก็ได้ และในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีหรือร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม สภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภาอาจขอให้เลขาธิการเข้าชี้แจงเพื่อประกอบการพิจารณาได้

 

มาตรา ๓๓  เพื่อประโยชน์ในการบริหารงานของสำนักงาน นายกรัฐมนตรีอาจมีคำสั่งให้ข้าราชการหรือลูกจ้างของส่วนราชการอื่นที่เกี่ยวข้อง หรือสำนักงานอาจขอให้คณะรัฐมนตรี   มีมติ ให้พนักงานหรือลูกจ้างของรัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานอื่นของรัฐ ไปช่วยปฏิบัติงานเป็นเจ้าหน้าที่ของสำนักงานได้โดยถือว่าเป็นการปฏิบัติราชการหรือปฏิบัติงานตามปกติ โดยจะให้ไปช่วยปฏิบัติงาน เต็มเวลา บางเวลา หรือนอกเวลาก็ได้

คณะกรรมการอาจกำหนดค่าตอบแทนให้แก่ผู้ไปช่วยปฏิบัติงานตามวรรคหนึ่งก็ได้

 

มาตรา ๓๔  ให้สำนักงานมีอำนาจในการปกครอง ดูแล บำรุงรักษา ใช้ และจัดหาผลประโยชน์จากทรัพย์สินของสำนักงาน ทั้งที่เป็นที่ราชพัสดุตามกฎหมายว่าด้วยที่ราชพัสดุและที่เป็นทรัพย์สินอื่น  ทั้งนี้ ตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด

ให้ทรัพย์สินของสำนักงานไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี

 

มาตรา ๓๕  บรรดาอสังหาริมทรัพย์ที่สำนักงานได้มาโดยการซื้อหรือแลกเปลี่ยนจากรายได้ของสำนักงานหรือที่มีผู้บริจาคให้ ให้เป็นกรรมสิทธิ์ของสำนักงาน

 

มาตรา ๓๖  การบัญชีของสำนักงานให้จัดทำตามมาตรฐานการบัญชี ตามแบบและหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการกำหนด และต้องจัดให้มีการตรวจสอบภายในเกี่ยวกับการเงินการบัญชี และการพัสดุของสำนักงาน ตลอดจนรายงานผลการตรวจสอบให้คณะกรรมการทราบอย่างน้อยปีละครั้ง

ในการตรวจสอบภายใน ให้มีผู้ปฏิบัติงานในสำนักงานทำหน้าที่เป็นผู้ตรวจสอบภายในโดยเฉพาะ และให้รับผิดชอบขึ้นตรงต่อคณะกรรมการ ตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด

 

มาตรา ๓๗  ให้สำนักงานจัดทำงบดุล งบการเงิน และบัญชีทำการส่งผู้สอบบัญชีภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันสิ้นปีงบประมาณ

ในทุกรอบปีงบประมาณ ให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินเป็นผู้สอบบัญชีและประเมินผลการใช้จ่ายเงินและทรัพย์สินของสำนักงาน โดยให้แสดงความคิดเห็นเป็นข้อวิเคราะห์ว่าการใช้จ่ายดังกล่าวเป็นไปตามวัตถุประสงค์ ประหยัด และได้ผลตามเป้าหมายเพียงใด แล้วทำบันทึกรายงานผลเสนอต่อคณะกรรมการ คณะรัฐมนตรี และรัฐสภา

ให้สำนักงานเป็นหน่วยรับตรวจตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน

 

หมวด ๓

ความสัมพันธ์กับรัฐบาลและรัฐสภา

 

มาตรา ๓๘  ให้คณะกรรมการจัดทำรายงานผลการปฏิบัติงานประจำปี ซึ่งต้องแสดงรายละเอียดแผนงานและผลการปฏิบัติงาน และแผนการดำเนินงานในระยะต่อไปเสนอต่อคณะรัฐมนตรีและรัฐสภาภายในสามเดือนนับแต่วันสิ้นปีปฏิทิน

นายกรัฐมนตรี สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา อาจขอให้กรรมการหรือเลขาธิการ  ชี้แจงการดำเนินงานในเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นหนังสือหรือขอให้มาชี้แจงด้วยวาจาก็ได้

 

มาตรา ๓๙  ในกรณีที่มีการเสนอร่างกฎหมายโดยคณะรัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ดี ศาลหรือองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญก็ดี หรือประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งก็ดี ให้สภาผู้แทนราษฎรหรือคณะรัฐมนตรี แล้วแต่กรณี อาจส่งร่างกฎหมายดังกล่าวให้คณะกรรมการให้ความเห็นประกอบด้วยก็ได้

  
บทเฉพาะกาล 
มาตรา ๔๐  ในวาระเริ่มแรก ให้ดำเนินการสรรหาและคัดเลือกคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายตามพระราชบัญญัตินี้ภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ประกาศ          ในราชกิจจานุเบกษา
 
มาตรา ๔๑  ให้โอนบรรดากิจการ ทรัพย์สิน สิทธิ หนี้สิน และเงินงบประมาณของสำนักงานกิจการยุติธรรมในส่วนของคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ไปเป็นของสำนักงานตามพระราชบัญญัตินี้
ให้โอนลูกจ้างของคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายไปเป็นพนักงานของสำนักงานตามพระราชบัญญัตินี้
 
มาตรา ๔๒  ในวาระเริ่มแรกให้สำนักงานกิจการยุติธรรมทำหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย และให้ผู้อำนวยการสำนักงานกิจการยุติธรรมทำหน้าที่เลขาธิการจนกว่าจะมีการจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย
มาตรา ๔๓  ในวาระเริ่มแรกให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาจัดสรรงบประมาณรายจ่ายเป็นเงินอุดหนุนการดำเนินการของคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย สำนักงานปฏิรูปกฎหมาย และกองทุนปฏิรูปกฎหมาย ตามที่คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายเสนอตามความจำเป็น
 
 

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

 

............................................

          นายกรัฐมนตรี

 

 

 

 

 

 

 

 

 

มติ คปก.เห็นชอบ ๑๕/๒๕๕๑ ลว.๑๕ สิงหาคม ๒๕๕๑

อัครพงษ์ เวชยานนท์