นับถึงวันนี้ "ชุดโครงการระบบออนไลน์เพื่อการจัดการความรู้สุขภาวะ" หรือที่รู้จักในชื่อย่อว่า Digital KM ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก สสส. ได้ดำเนินงานมาเป็นเวลาสองเดือนครึ่งแล้วครับ เป็นสองเดือนครึ่งที่มีการพัฒนาการในด้านต่างๆ หลายอย่างทีเดียว บันทึกนี้ผมจะเล่าถึงความก้าวหน้าเหล่านั้นครับ

บันทึกนี้เป็นบันทึกพิเศษที่สรุปรวมหนึ่งเดือนครึ่ง เพื่อปรับเวลาการรายงานให้เขากับตารางเวลาของ สสส. ครับ

เรียนรู้บริการวิชาการ

สิ่งแรกสุดที่เป็นเรื่องน่ายินดีคือ ในวันที่ 15 ส.ค. ที่ผ่านมา เราได้รับเงินที่ได้โอนมาจาก สสส. เข้าในบัญชีของโครงการเรียบร้อยแล้วครับ

ในการดำเนินงานก่อนหน้านี้นั้นเราได้ใช้เงินสำรองจ่ายที่ "แผนงาน ICT เพื่อเสริมสร้างสุขภาวะ" ได้ให้มาใช้จ่ายก่อน แต่เริ่มต้นภายในวันจันทร์หน้านี้ Digital KM จะสามารถดำเนินงานภายใต้เงินทุนของตัวเองได้อย่างเต็มที่ครับ

ท่านอาจสงสัยว่าทำไมใช้เวลาถึงสองเดือนครึ่งกว่าจะได้เงินทุนมาทำงาน ทั้งๆ ที่ สสส. โอนเงินให้มาตั้งแต่หนึ่งเดือนครึ่งที่แล้ว คำตอบในเรื่องนี้อยู่ที่ความไม่เข้าใจในระบบการบริหารจัดการของการบริการวิชาการของพวกเราเองครับ

Digital KM เป็นโครงการความร่วมมือระหว่าง สสส. และ ม.สงขลานครินทร์ อย่างเต็มรูปครับ หมายความว่ากระบวนการบริหารจัดการทั้งหมดเป็นรูปแบบที่ผ่านกฎระเบียบการบริการวิชาการของมหาวิทยาลัยทั้งหมด

แต่พวกเราไม่มีประสบการณ์ในการทำงานที่ผ่านระบบการบริการวิชาการเลย การทำงานที่ผ่านมาในอดีตเป็นการทำงานตรงผ่านผู้ทำงานกับแหล่งทุนโดยแจ้งมหาวิทยาลัยเพื่อทราบเท่านั้น ดังนั้นช่วงเวลาที่ผ่านมาจึงเป็นเรื่องของการเรียนรู้เข้าใจในระบบการบริการวิชาการเต็มรูปเพื่อสามารถทำงานได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ ซึ่งแน่นอนว่าการเรียนรู้ในสิ่งใหม่ก็ย่อมมีเรื่องความผิดพลาดที่เกิดจากความไม่เข้าใจและต้องใช้เวลาอยู่บ้างครับ

สิ่งที่น่าชื่นชมคือคณะทำงานใน ม.สงขลานครินทร์ได้ให้การสนับสนุน Digital KM อย่างเต็มที่ในทุกส่วน ช่วยให้พวกเราเรียนรู้และเข้าใจในระบบการทำงานได้อย่างรวดเร็วครับ

ระบบต่างๆ ของมหาวิทยาลัยที่จริงแล้วเอื้อหนุนในการให้บริการวิชาการอย่างดี เท่าที่ผมได้ค้นหาข้อมูลในแวดวงมหาวิทยาลัยนั้น พบว่า ม.สงขลานครินทร์ มีกลไกในการให้บริการวิชาการที่คล่องตัวอย่างเรียกได้ว่าเป็นอันดับต้นๆ ในประเทศไทยทีเดียวครับ

โดยสรุปแล้วในช่วงสองเดือนครึ่งที่ผ่านมาเป็นการ "วอร์มอัพ" Digital KM ด้วยทุนสำรองจ่ายจากแผนงาน ICT แต่เริ่มต้นวันจันทร์นี้ด้วยทุนของเราเอง Digital KM จะเริ่มออกวิ่งให้เต็มกำลังแล้วครับ

บัญชี: ใกล้เกลือกินด่าง

ในการจัดการระบบบัญชีของ Digital KM นั้น เราไม่ได้มีนักบัญชีทำงานเต็มเวลาในปัจจุบันครับ ตามแผนที่วางไว้คือจะว่าจ้างบริษัทรับทำบัญชีดูแลเรื่องงานบัญชีทั้งหมด โดยเราจะมีเพียงพนักงานการเงินดูแลรายรับรายจ่ายเท่านั้น เนื่องจากเราเห็นว่างานบัญชีเป็นงานละเอียดอ่อน ดังนั้นการให้มืออาชีพเป็นผู้จัดการให้ทั้งหมดนั้นย่อมลดปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากการบริหารจัดการ จะได้เปิดโอกาสให้คณะทำงานได้มุ่งในการทำงานของชุดโครงการเป็นหลักโดยไม่ต้องพะวักพะวงกับงานบัญชี ด้วยเหตุนี้เราจึงได้ติดต่อกับสำนักงานบัญชีที่รู้จักกันมาก่อนเพื่อให้ช่วยเหลือในการจัดทำบัญชีของโครงการครับ

อย่างไรก็ตามสำนักงานบัญชีก็ไม่ได้มาดำเนินการช่วยเหลือวางระบบดำเนินงานทางบัญชีให้แก่เราด้วยติดภาระในงานอื่นๆ ของสำนักงานเอง ต้องผลัดผ่อนกันมาหลายครั้ง ในขณะที่กิจกรรมของ Digital KM ก็เริ่มดำเนินงานไปเรื่อยๆ

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่กังวลใจมากของเรา เพราะจะทำอะไรก็ไม่เต็มที่ด้วยความตั้งใจที่จะให้งานบัญชีเข้ารูปเสียก่อน จะได้ไม่ต้องมาตามเก็บตามแก้อยู่ภายหลังครับ

หลังจากเลื่อนนัดผัดเวลากันมาหลายครั้ง พวกเราจึงเกิด "ปิ๊งแว้ป" ที่ทำให้อยากเขกหัวตัวเองดังๆ ด้วยความที่ "ใกล้เกลือแต่พยายามจะไปกินด่าง"

Digital KM ดำเนินงานอยู่ในคณะวิทยาการจัดการซึ่งมีสาขาวิชาบัญชีที่มีการเรียนการสอนด้านบัญชีที่สร้างนักบัญชีในระดับปริญญาตรีให้แก่องค์กรต่างๆ ทั่วประเทศไทยมาสามสิบกว่าปี ในขณะนี้เรียกได้ว่ามีผู้ตรวจสอบบัญชีที่จบการศึกษาจากคณะนี้กระจายอยู่ในแทบทุกพื้นที่ในประเทศไทยทีเดียวครับ

ในคณะนี้มีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถด้านบัญชีเดินไปเดินมาผ่านหน้าห้องทำงานของพวกเราโดยเฉลี่ยทุก 5 นาที แต่เรากลับพยายามโทรศัพท์ขอความช่วยเหลือจากสำนักงานบัญชีนอกมหาวิทยาลัย โทรแล้วก็โทรอีก โทรอยู่นั่น

ใครช่วยเขกหัวผมที

ทันทีที่เรา "ปิ๊งแว้ป" เราจึงรีบไปปรึกษา รศ.สมแก้ว รุ่งเลิศเกรียงไกร ซึ่งท่านก็ได้ให้คำแนะนำทางการบัญชีที่มีค่ามากในการทำสมุดรายวันรับและสมุดรายวันจ่าย ท่านยังกรุณาอนุญาตให้แนท (ปาณิก) สามารถมาถามข้อมูลได้ทุกเวลาอีกด้วย ห้องทำงานท่านอยู่ชั้นสอง ส่วนห้อง lab เราอยู่ชั้นสามตรงกันพอดี ใกล้กันนิดเดียว เราจึงเริ่มต้นการทำบัญชีอย่างมีระบบตั้งแต่นั้นมาครับ

ตอนนี้เรื่องการทำบัญชีจึงอยู่ที่การทำความเข้าใจของเราเองให้สามารถบันทึกสมุดรายวันทั้งสองอย่างให้ได้ถูกต้อง เรื่องนี้แนทกำลังพยายามทำให้เรียบร้อย แล้วเราจะ share สมุดรายวันเหล่านั้นที่เราทำใน Google Spreadsheet ให้แก่ทีมบริหารของ สสส. เพื่อให้สามารถตรวจสอบการใช้เงินของเราได้อย่าง real-time อีกด้วยครับ

ในส่วนการทำบัญชีแยกประเภทและสรุปออกเป็นงบการเงินนั้น ในสัปดาห์หน้านี้เราจะติดต่อกับเจ้าหน้าที่การเงินในโครงการพิเศษภายในคณะเพื่อให้ช่วยเหลือทำให้เราด้วย หากเราพบว่ารายการมีเยอะขึ้นเราก็จะรับพนักงานบัญชีมาทำงานเต็มเวลาด้วยเช่นกันครับ

สำหรับการตรวจสอบบัญชีประจำทุกงวดหกเดือนนั้น เราจะขอความกรุณา รศ.สมแก้ว ซึ่งเป็นผู้สอบบัญชีรับอนุญาตช่วยกรุณาตรวจสอบให้ครับ

ขยายทีมงาน เตรียมความพร้อม

ในตอนนี้ทีมทำงานเต็มเวลาของเรานั้น นอกเหนือจาก ผม อ.จันทวรรณ มะปราง และต้นกล้า สี่คนเดิมแล้ว เรายังได้ แนท (ปาณิก) มาร่วมทำงานด้วย โดยแนทช่วยดูแลเรื่องการบริหารจัดการงานภายในสำนักงานทั้งหมดโดยแนทเริ่มทำงานเต็มเวลาตั้งแต่เดือนนี้เป็นต้นไปครับ

ส่วนไป๋และจอยนั้นไม่ได้มาช่วยเราทำงานแล้ว เนื่องจากไป๋และจอยอยู่กรุงเทพฯ การทำงานร่วมกันไม่สะดวกครับ โดยเฉพาะในช่วงเริ่มต้นโครงการที่ทุกอย่างต้องตั้งต้นใหม่เช่นนี้ครับ

ทีมงานเพียง 5 คนเท่านี้ย่อมไม่เพียงพอต่อการทำงานของ Digital KM ตามที่เราตั้งเป้าหมายไว้แน่นอน ดังนั้นตอนนี้เรากำลังรับสมัครงานตำแหน่ง "นักข่าวออนไลน์" และตำแหน่ง "ผู้ดูแลชุมชนออนไลน์" รวมทั้งเรากำลังเปิดรับสมัคร "โปรแกรมเมอร์" ด้วยครับ

สำหรับตำแหน่ง "นักข่าวออนไลน์" และ "ผู้ดูแลชุมชนออนไลน์" นั้น ในขณะนี้มีผู้มาสมัครจำนวนพอประมาณทีเดียวครับ คาดว่าภายในสิ้นเดือนนี้ที่เราปิดประกาศรับสมัครเราน่าจะได้มือดีมาช่วยเหลืองานของเราแน่นอนครับ

ในเทอมหน้านั้นนกและเบิร์ดจะจบการศึกษาและจะเข้ามาทำงานเต็มเวลากับเราอีกด้วยครับ โดยนกเป็นโปรแกรมเมอร์และเบิร์ดดูแลงานออกแบบกราฟฟิค นกกับเบิร์ดเป็นเพื่อนกันตั้งแต่สมัยเรียน ปวส. ถ้าเจอเบิร์ดก็จะเจอนก ถ้าไม่เจอนกถามหาเบิร์ดได้ เวลาเรียกชื่อสองคนนี้ผมงงชมัด

Digital KM ภายในบรรทัดเดียว

ชุดโครงการ Digital KM เป็นชุดโครงการใหญ่ครับ เราพบว่าการจะอธิบายความหมายว่าชุดโครงการนี้ทำอะไรนั้นต้องใช้เวลาในการอธิบายอย่างมากทีเดียว เราเลยคิดว่าในขั้นแรกสุดเราต้องสรุปความหมายของ Digital KM ให้เหลือบรรทัดเดียวให้ได้ มิฉะนั้นเราคงไม่สามารถทำงานได้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ได้เสนอไว้กับ สสส. แน่นอนครับ

แต่การสรุป proposal จำนวนห้าสิบกว่าหน้าให้มาเหลือบรรทัดเดียวเพื่อการสื่อสารที่ถูกต้องได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายครับ เราใช้เวลาคิดกันนานทีเดียวกว่าจะได้คำสรุปที่ "คิดว่าน่าจะใช่" ครับ

เราสรุปว่า

Digital KM is "the free technology outsourcing center for social organizations in Thailand."

สรุปเสร็จแล้วยังไม่เป็นภาษาไทยเลย

สรุปอีกทีว่า

"ท่านมีความรู้ เรามีเทคโนโลยี" ได้แก่ ถ้าชุมชน โครงการ หรือหน่วยงานเพื่อสังคมใดต้องการเผยแพร่ความรู้และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ออนไลน์ Digital KM ยินดีช่วยจัดการเรื่องเทคโนโลยีให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายครับ

ขยายความให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นอีกหน่อยว่า

"Digital KM ยินดีช่วยเหลือทุกชุมชน ทุกโครงการ และทุกหน่วยงานเพื่อสังคมจัดทำเว็บไซต์โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย และเรายังมีเทคโนโลยีอีกหลายอย่างที่นอกเหนือจากเว็บไซต์ที่จะเสนอเป็นทางเลือกให้ด้วย"

ยิ่งกว่านั้นเราทำงานแบบ user-centered technology development นั่นคือ

"เราจะทำเว็บไซต์ให้ท่านอย่างที่ท่านต้องการ ไม่ใช่อย่างที่เราต้องการ เพราะความต้องการของผู้ใช้คือสิ่งที่ถูกต้องที่สุดในการสร้างเทคโนโลยี"

สาเหตุที่เราทำได้เช่นนี้เพราะ Digital KM เป็นชุดโครงการที่อยู่ภายใต้แผน 12 ของ สสส. ซึ่งเป็น "แผนสนับสนุนแผน 1-11" ดังนั้นหน้าที่หลักของโครงการภายใต้แผนนี้คือการสนับสนุนให้ภาคีของ สสส. สามารถทำงานได้บรรลุวัตถุประสงค์ของโครงการนั่นเองครับ

โดย "ภาคี" ของ สสส. ไม่ได้หมายถึงผู้รับทุนจาก สสส. แต่เพียงอย่างเดียว แต่หมายถึง "ทุกคน" เพราะแม้วันนี้ชุมชน โครงการ หรือหน่วยงานเพื่อสังคมใดมิได้รับทุนจาก สสส. แต่ สสส. คาดหวังว่าวันหนึ่งจะสามารถมีส่วนร่วมสนับสนุนการดำเนินงานของทีมทำงานเหล่านั้นครับ

ดังนั้นในวันนี้ ชุมชน โครงการ หรือหน่วยงานใด ไม่ว่าจะรับทุนจาก สสส. หรือไม่ก็ตาม หากต้องการความช่วยเหลือทางเทคโนโลยีออนไลน์ Digital KM ยินดีช่วยเหลือโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายครับ

ปัญหาใหญ่อย่างหนึ่งของทุกโครงการในทุกองค์กรคือการจัดการเทคโนโลยีออนไลน์ เพราะในปัจจุบันนี้เทคโนโลยีออนไลน์เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของการทำงานในเกือบทุกเรื่อง อย่างไรก็ตามโครงการโดยส่วนใหญ่ไม่ได้ดำเนินงานโดยบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี ดังนั้น technology outsourcing center จึงเป็นส่วนประกอบที่สำคัญมากในการช่วยเหลือให้โครงการเหล่านั้นประสบความสำเร็จในการทำงานครับ

และที่สุดแล้ว การได้เผยแพร่ความรู้และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผลนี่เองคือ "การจัดการความรู้" ครับ

เพราะ Digital KM เป็นโครงการเพื่อส่งเสริม "การจัดการความรู้ที่มีชีวิต" ครับ เราไม่ได้ทำ data center หรือ information center ที่ตัดแปะข้อมูลจากแหล่งต่างๆ แต่เราทำ "ความรู้" ให้ได้ "แตกหน่อ ฝังราก ยืนต้น เติบโต ออกดอก ออกผล" ดังนั้น technology outsourcing center เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เป้าหมายนี้เป็นจริงได้ครับ

Outsourcing Center ทีละขั้น

จากวัตถุประสงค์บรรทัดเดียว (ซึ่งยาวเกินบรรทัดเดียวไปมาก) ข้างต้นนั้น Digital KM เป็นโครงการใหญ่ครับ

ถ้าจะเป็น outsourcing center แล้วไม่มีเล็กครับ

แต่จะใหญ่ได้นั้นต้องเริ่มต้นทีละขั้น

ขั้นแรกเรื่องบุคลากรครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไม่น่ากังวลใดๆ เพราะเราอยู่ภายใน ม.สงขลานครินทร์ ที่มีการสร้างบัณฑิตด้านต่างๆ มากมายในแต่ละปี บัณฑิตเหล่านี้จะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อน technology outsourcing center นี้ครับ

ขั้นต่อไปเรื่องเครื่องมือและอุปกรณ์ครับ เรื่องนี้ก็ไม่เป็นปัญหาเช่นกัน ด้วยการสนับสนุนจาก สสส. เราสามารถจัดหาเพื่อให้บุคลากรทำงานได้เต็มที่ครับ

ขั้นท้ายสุดคือขั้นความมั่นคงของ outsoucing center นี้ครับ ถ้าโครงการไหนใช้บริการจาก Digital KM แล้ว จะมั่นใจได้อย่างไรว่า Digital KM จะยังอยู่ตลอดรอดฝั่งเพื่อให้บริการตลอดไปได้จริงๆ หรือจากบริการฟรีเปลี่ยนไปเป็นเก็บเงินในราคาสูงในที่สุด

เรื่องนี้ไม่มีปัญหาเลยครับ ตราบใดที่ท่านใช้บริการจาก Digital KM แล้ว Digital KM ก็จะยังอยู่ให้บริการท่านแน่นอน เพราะ Digital KM เป็นโครงการระดับมหาวิทยาลัยของ ม.สงขลานครินทร์ ครับ ไม่ใช่เป็นของคณะทำงานกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งครับ

ม.สงขลานครินทร์ตั้งเป้าหมายในความเป็นเลิศด้านการวิจัยและบริการชุมชนเพื่อเป็นส่วนขับเคลื่อนการพัฒนาสังคมครับ ดังนั้น techonology outsourcing center อย่างในโครงการ Digital KM นี้เป็นส่วนประกอบสำคัญที่จะพัฒนาสังคมไปในทิศทางที่ดีงามโดยส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และความเข้าใจอันดีของสมาชิกในสังคม ด้วยเหตุนี้โปรดวางใจใช้บริการของ Digital KM เถอะครับ ม.สงขลานครินทร์ ไม่ทิ้งท่านแน่นอน

Outsourcing Center ทีละก้าว

การจะเป็น technology outsourcing center ที่สามารถให้บริการผู้ขอใช้บริการในปริมาณมากได้อย่างดีโดยมีประสิทธิภาพนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายครับ ไม่ใช่เรื่องที่สามารถทำได้ภายในเวลาข้ามคืนแน่นอน ที่จริงแล้วเป็นเรื่องท้าทายมากในการทำด้วยซ้ำ บอกตรงๆ ว่าโอกาสไม่ประสบความสำเร็จมีมากกว่าโอกาสของความสำเร็จ แต่ถ้ามนุษย์เลือกทำแต่สิ่งที่มีโอกาสประสบความสำเร็จสูงไปหมด พัฒนาการของมนุษยชาติก็คงไม่ไปถึงไหน มันต้องมีใครสักคนที่เชื่อว่ามนุษย์บินได้ และต้องมีใครสักคนอยากค้นหาขอบโลกครับ

สิ่งที่เราต้องการจะทำใน Digital KM นี้ไม่ยากเท่ากับความพยายามที่จะบินหรือการค้นหาขอบโลก แต่ก็ยากเพียงพอที่จะทำให้สิ่งที่เขียนทั้งหมดนี้เป็นเพียงความฝันที่น่าขบขันครับ

ดังนั้นเราจึงเลือกที่จะทำทีละก้าว ทดลองทีละขั้น จากเล็กไปใหญ่ เพื่อค้นหา best practices ในการทำสิ่งที่เราต้องการนี้ครับ

ในขณะนี้เราได้ติดต่อโครงการที่ต้องการ outsource งานด้านเทคโนโลยีมายัง Digital KM แล้วหลายโครงการ เราจะเริ่มจากโครงการเหล่านี้ซึ่งโดยส่วนใหญ่อยู่ภายใน ม.สงขลานครินทร์ หรือพื้นที่ใกล้เคียงครับ ทั้งนี้เพื่อให้การติดต่อสื่อสารและการทดลองการพัฒนาเทคโนโลยีและการใช้งานร่วมกันนั้นดำเนินไปได้อย่างเป็นระบบเพื่อจะได้ขยายผลนั้นไปยังหน่วยงานอื่นที่อยู่ไกลขึ้นต่อไปครับ

เครื่องมือ อุปกรณ์ และที่สำคัญ "หนังสือ"

ในช่วงหนึ่งเดือนครึ่งที่ผ่านมานี้ เราใช้เวลาในการ "ซื้อ" ครับ

ก่อนหน้านี้เรามีทุนจำกัด เราทำงานภายใต้เงื่อนไขว่าอุปกรณ์ทุกอย่างต้องใช้อย่างคุ้มค่าที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ อะไรที่พอจะหาทางประหยัดเงินได้ เราก็จะพยายามประหยัดให้ได้มากที่สุด ที่ผ่านมานั้นเราถือว่าทำได้มีประสิทธิภาพใช้ได้ทีเดียว เราเชื่อว่างานที่เราทำได้เมื่อเปรียบเทียบกับขนาดทุนที่เราได้รับนั้นคุ้มค่าอย่างยิ่งครับ

ใน Digital KM เราได้รับทุนสนับสนุนในปริมาณมากขึ้น ดังนั้นในตอนนี้เรามุ่งประหยัดสิ่งที่ "แพง" ที่สุดครับ

เพราะสิ่งที่แพงที่สุดและจะไม่มีอะไรแพงกว่านี้ได้อีกแล้วได้แก่ "คน" ครับ ไม่ว่าจะใช้ทุนปริมาณขนาดไหน ถ้าไม่มี "ใจ" ก็ไม่มีทางได้ "คน" ที่ยอมอุทิศเรี่ยวแรงเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่มีประโยชน์ต่อเพื่อนร่วมสังคมอย่างแท้จริงได้ครับ

เราจะเห็นคนมากมายพูดถึงการทำงานเพื่อสังคมในวงเหล้ากลางร้านหรู พูดถึงการอนุรักษ์พลังงานกลางร้านอาหารในห้างดังที่ใช้ไฟฟ้าแต่ละเดือนมากกว่าบางจังหวัดในประเทศไทย ที่จริงแล้วมีร้านเหล้าประเภทหนึ่งเรียกว่า "ร้านเพื่อชีวิต" ตั้งอยู่ทุกหัวระแหงในประเทศไทยด้วยซ้ำ สิ่งที่เขาพูดคุยกันในร้านเหล่านี้ช่างเบาบางและห่างไกลจากความเป็นจริงเหลือเกิน พื้นที่เหล่านี้เป็นพื้นที่อโคจร ไม่ได้ต่างจากพื้นที่อื่นๆ เลยครับ

แต่ยังมีคนอีกมากมายที่ทำงานเพื่อให้คนอื่นมีความสุขขึ้นด้วยใจ ทำอยู่ทุกวันในฐานะสิ่งปกติของชีวิต เป็นหน้าที่ เป็นส่วนหนึ่งของการดำรงชีวิตอยู่โดยปกติของเขา คนกลุ่มนี้คือเป้าหมายที่แท้จริงของ Digital KM ที่จะเผยแพร่สิ่งที่เขาทำให้เป็นต้นแบบ เป็นตัวอย่างของสังคมทั่วไปครับ

ทีมทำงานของเราตอนนี้ทำงานด้วย "ใจ" ทั้งนั้นครับ เรามีมะปรางที่พร้อมช่วยเหลือทุกท่านอยู่ตลอดเวลา เรามีต้นกล้าที่พร้อมดูแลปัญหาทุกอย่างทางเทคนิคทันทีที่ได้รู้ เรามีแนทที่กำลังเริ่มตามแบบรุ่นพี่ทั้งสองคน

ดังนั้นสิ่งที่เราจะซื้อด้วยทุน Digital KM คือซื้อเพื่อประหยัดทรัพยากรที่แพงที่สุดที่เรามีอยู่ตอนนี้ ทำอย่างไรให้บุคคลเหล่านี้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด การทำงานอย่างมีประสิทธิภาพไม่ได้หมายความว่าทำงานหนักขึ้น แต่ทำงานได้ผลลัพธ์มากขึ้นภายในเรี่ยวแรงในการทำงานที่ลงไปเท่าเดิมครับ

ผมถามหนุ่มสาวเหล่านี้ว่ามีอะไรบ้างที่ซื้อแล้ว จะทำให้พวกเขาสามารถทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น พวกเขาตอบผมว่าไม่มี เท่านี้ก็พอแล้ว ประหยัดภาษีประชาชน ดังนั้นผมซื้อให้เองครับ

ผมซื้อให้ตัวผมเองและ อ.จันทวรรณ ด้วยครับ เพื่อตอบโจทย์ให้ได้ว่าทำอย่างไรเวลาที่เรามีอยู่จำกัดในแต่ละวันนั้นจะสามารถเกิดผลลัพธ์ที่มีประสิทธิผลสูงได้มากที่สุด

ตัวอย่างเช่น ผมซื้อจอขนาด 24" สองจอเพื่อใช้ในการเขียนโปรแกรม เพราะ more screen space = more productivity ถ้าผมมี productivity ได้เท่ากับโปรแกรมเมอร์สองคน ค่าจอขนาดใหญ่นี้ถูกกว่าเงินเดือนโปรแกรมเมอร์มากครับ

นอกจากอุปกรณ์คอมพิวเตอร์แล้ว สิ่งสำคัญอีกอย่างที่ผมทุ่มซื้อด้วยทุน Digital KM ได้แก่ "หนังสือ" ครับ เพราะประสิทธิภาพในการทำงานเกิดขึ้นได้ด้วย "ความรู้" ครับ และไม่มีแหล่งความรู้อะไรดีเท่า "หนังสือ" อีกแล้วครับ

ผมซื้อรายงานจาก Nielsen Normal Group ซึ่งแพงอย่างมหาศาล เพราะผมเชื่อว่าถูกกว่าการให้มะปรางอดนอนลองผิดลองถูกข้ามวันข้ามคืน ผมสั่งหนังสือจาก Amazon.com หลายต่อหลายเล่มเพราะเชื่อว่าดีกว่าให้ต้นกล้าเสียเวลาค่อนวันเพื่อค้นหาเทคนิคการเขียนโปรแกรมที่มีอยู่แล้วในหนังสือเหล่านั้นครับ

เมื่อเราทำงานเกี่ยวกับการจัดการความรู้ สิ่งแรกสุดที่ควรทำคือ "ใช้ความรู้ทำงาน" ครับ

เครื่องแม่ข่าย

สิ่งสำคัญที่เราได้จัดซื้อในช่วงเดือนที่ผ่านมาได้แก่เครื่องแม่ข่ายประสิทธิภาพสูงจำนวนสามเครื่องด้วยกันครับ

เครื่องแม่ข่ายเป็นปัญหาหลักของเรามาตลอดเวลา เราไม่เคยมีเครื่องแม่ข่ายที่มีกำลังพอใช้เลย ที่ผ่านมาเราต้องเสียเวลาพยายามทำให้โปรแกรมทำงานเร็วขึ้นด้วยกลวิธีต่างๆ เพื่อเอาชนะกำลังที่มีจำกัดของเครื่องแม่ข่ายของเรา การทำงานเหล่านี้สูญเสียเวลาไปมากมายมหาศาลแต่ไม่มีผลลัพธ์ที่มองเห็นได้ชัดเจนครับ ด้วยทุนจาก Digital KM นี้ เราจะมีเครื่องแม่ข่ายที่มีกำลังมากขึ้นและทำให้เรามีเวลามากขึ้นในการทำงานเชิงรุกครับ

คาดว่าเครื่องแม่ข่ายใหม่น่าจะติดตั้งได้ในเดือนหน้านี้ครับ

portals, portals, portals, lots of portals

งานสำคัญที่เราทำในช่วงหนึ่งเดือนครึ่งที่ผ่านมาคือทำเรื่อง "เว็บท่า" หรือ portal site ครับ โดยเราพยายามพัฒนาองค์ความรู้ในการทำ portal site ที่ดีและมีประสิทธิภาพตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานได้ดีครับ

เราพยายามพัฒนา best practices ของ portal sites เพื่อเป็นองค์ความรู้ในการพัฒนา portal sites ให้แก่ภาคีต่างๆ ในอนาคต เพราะเวลาพูดถึง "การทำเว็บไซต์" แล้วโดยส่วนใหญ่จะหมายถึงการทำ portal site ทั้งสิ้น

โดยในช่วงที่ผ่านมานั้น เราพัฒนาองค์ความรู้ในการทำ portal site โดยทำงานควบคู่กับการจัดทำเว็บไซต์ใหม่ของ ม.สงขลานครินทร์ และองค์กรต่างๆ ที่เราได้มีสัญญาไว้ด้วยก่อนเริ่มโครงการ Digital KM ครับ

เวลาพูดถึงการ "ทำเว็บไซต์" นั้น จะมีสองประเด็นด้วยกันที่ผู้คนมักสับสน

ประเด็นแรกเป็นประเด็น computer science and engineering ครับ ประเด็นนี้แก้ปัญหาการ "ทำ" ให้เว็บไซต์สามารถเกิดขึ้นได้สามารถเข้าใช้ได้ ซึ่งก็คือการจัดทำหรือติดตั้งซอฟต์แวร์ให้ทำงานได้ถูกต้อง งานนี้คืองาน "วิศวกรรม" ครับ

ส่วนประเด็นถัดมาคือประเด็น information systems ซึ่ง "ทำ" เพื่อให้เว็บไซต์สามารถ "ใช้งานได้" นั่นคือให้เว็บไซต์สามารถให้ข้อมูลหรือเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนข้อมูลได้จริง ข้อมูลสามารถเข้าถึงได้จริงตามความประสงค์ของผู้ใช้ มีระบบให้สามารถเกิดการปรับปรุงข้อมูลได้ตรงตามความต้องการผู้ใช้เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของจัดตั้งเว็บไซต์ขึ้น งานนี้คืองาน "สถาปัตยกรรม" ครับ

ในปัจจุบันการสร้างสิ่งก่อสร้างใหญ่ๆ นั้น ผู้คนจะเข้าใจโดยทั่วไปว่างานวิศวกรรมกับงานสถาปัตยกรรมนั้นแตกต่างกัน แต่ในการทำเว็บไซต์นั้น งาน "วิศวกรรม" และ "สถาปัตยกรรม" ของเว็บไซต์มักจะถูกเข้าใจผิดเสมอโดยมีความคิดว่าคนที่สามารถทำงานวิศวกรรมของเว็บไซต์ได้จะสามารถทำงานสถาปัตยกรรมของเว็บไซต์ได้ด้วย และสาเหตุนี้เองที่ทำให้เกิดเว็บไซต์จำนวนมากมายที่แม้มีข้อมูลอยู่แต่ก็ไม่สามารถใช้งานจริงได้ครับ

ในการพัฒนา best practices เพื่อการทำ portal sites ของเรานี้ เราครอบคลุมทั้งงานวิศวกรรมและงานสถาปัตยกรรม และไม่ได้พัฒนาองค์ความรู้เพื่อการพัฒนาเว็บไซต์เพียงหนึ่งหรือสองเว็บด้วย แต่เรากำลังพัฒนาว่าทำอย่างไรเราจึงสามารถให้บริการการทำเว็บทั้งบริการด้านวิศวกรรมและด้านสถาปัตยกรรมในปริมาณมากๆ พร้อมๆ กันได้ครับ

เราตั้งโจทย์ไว้ว่าภาคีของ สสส. มีทั้งหมด 2,000 ภาคี ทำอย่างไรเราจึงสามารถช่วยให้ภาคีเหล่านี้มี portal sites ที่ดีได้พร้อมๆ กันทั้งหมด เพราะไซต์ที่ดีย่อมดึงเอาทั้งความรู้ชัดแจ้งและความรู้ฝังลึกของภาคีออกมาแสดงได้เป็นประโยชน์ต่อสังคมครับ

โจทย์นี้คือโจทย์สองชั้นครับ เพราะเป็นโจทย์ของคุณภาพและเป็นโจทย์ของปริมาณในเวลาเดียวกัน ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ครับ ส่วนผลลัพธ์จะเป็นเช่นไรต้องติดตามกันต่อไป เพราะเรายังคงค้นหาแนวทางที่ลงตัวที่สุดอยู่ครับ

เริ่มต้นเขียนโปรแกรมของ GotoKnow ใหม่

อีกสิ่งที่เป็นส่วนสำคัญมากของงานที่เราตัดสินใจในการทำในเดือนนี้คือการ "เขียนโปรแกรมของ GotoKnow" ใหม่ครับ

ก่อนหน้านี้โปรแกรมที่ใช้กับเว็บไซต์ GotoKnow.org พัฒนาด้วยเทคโนโลยีชื่อ Ruby on Rails ครับ เทคโนโลยีนี้ที่จริงแล้วเป็นเทคโนโลยีที่ดีมากในการพัฒนาเว็บซอฟต์แวร์ เพราะได้ผลลัพธ์ที่ต้องการภายในเวลาอันรวดเร็วและสามารถใช้งานได้ดี อีกทั้งปัจจุบันมีผู้ที่สามารถพัฒนาซอฟต์แวร์ด้วยเทคโนโลยีนี้ได้เพิ่มจำนวนขึ้นมาก ที่จริงแล้วในช่วงสองปีที่ผ่านมานี้เรียกได้ว่าเทคโนโลยี Ruby on Rails จัดได้ว่าเป็นเทคโนโลยีในการพัฒนาเว็บที่ได้รับความนิยมมากที่สุดทีเดียวครับ

อย่างไรก็ตาม Ruby on Rails ยังมีปัญหาในการใช้งานในเว็บไซต์ที่มีการใช้งานปริมาณมาก เช่น GotoKnow.org โดยเทคโนโลยีนี้ทำงานได้ช้าและต้องการเครื่องแม่ข่ายที่มีกำลังสูง นอกจากนี้ซอฟต์แวร์ประกอบในเทคโนโลยีนี้ (modules) ยังใหม่และมีปัญหาบ่อยครั้ง ทำให้งานพัฒนาไม่สามารถดำเนินได้ด้วยความรวดเร็วอย่างที่เราต้องการครับ

ตลอดสองปีที่ผ่านมา เราเรียนรู้กับ Ruby on Rails ว่าด้วยเทคโนโลยีนี้การเริ่มต้นทำเว็บสามารถทำได้รวดเร็วมาก แต่เมื่อการใช้งานมีมากแต่กำลังทุนในการขยายเครื่องแม่ข่ายไม่สามารถตอบรับได้ การพยายามปรับแต่ง Ruby on Rails เพื่อให้รองรับการใช้งานได้ในสภาวะที่ทรัพยากรมีจำกัดนั้นเป็นเรื่องที่กินกำลังการทำงานเป็นอย่างยิ่งครับ

ด้วยเหตุนี้เองเราจึงเลือกที่จะเขียนโปรแกรมใหม่ด้วย Catalyst ครับ โดย Catalyst เป็นเทคโนโลยีในการพัฒนาเว็บซอฟต์แวร์ด้วยภาษา Perl ซึ่งเป็นภาษาที่ทำงานได้รวดเร็วมากภายใต้ทรัพยากรที่มีจำกัด นอกจากนี้ Catalyst ใช้ส่วนประกอบต่างๆ ที่มีการพัฒนามาอย่างยาวนาน หมายความว่าความเสถียรของเทคโนโลยีเหล่านี้มีสูงมาก คาดว่าจะทำให้ทีมพัฒนาซอฟต์แวร์ของเราทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยมีเวลาเพิ่มเติมความสามารถใหม่ๆ ตามความต้องการของผู้ใช้ได้อย่างรวดเร็วเนื่องจากลดเวลาในการแก้ไขปัญหาความไม่เสถียรของระบบลงครับ

การพัฒนาซอฟต์แวร์ใหม่นี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้งานแต่อย่างใดครับ ข้อมูลทุกอย่างจะยังมีอยู่ในระบบเช่นเดิมครับ ที่จริงแล้วจากมุมมองของผู้ใช้งานนั้น จะไม่เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีซอฟต์แวร์ครับ

ThaiHealth Info Center

ชุดโครงการ Digital KM นี้ที่จริงแล้วแบ่งการทำงานเป็นสองส่วนด้วยกัน คือส่วนสงขลากับส่วนกรุงเทพฯ ครับ

ส่วนกรุงเทพฯ ของ Digital KM รับผิดชอบจัดทำเว็บไซต์ ThaiHealth Info Center เพื่อเป็นศูนย์รวมสื่อทุกประเภทที่ภาคี สสส. ได้จัดทำไว้ตั้งแต่อดีตถึงในปัจจุบัน เพื่อให้การสืบค้นเข้าถึงสามารถทำได้ง่ายโดยประชาชนทั่วไป

OpenDream โดยสองหนุ่มสาวไฟแรง เก่งและหนึ่ง รับผิดชอบในส่วนนี้ครับ ซึ่งในตอนนี้งานพัฒนา Info Center ได้เสร็จเกือบหมดแล้วพร้อมทดลองใช้งานจริงได้แล้ว ยังขาดอยู่เพียงส่วนเดียวคือการตกแต่งหน้าเว็บให้สวยงามเท่านั้นครับ

คาดว่าภายในเดือนหน้านี้เว็บจะสามารถเปิดตัวให้ผู้ใช้ได้เข้าถึงสื่อต่างๆ ที่ สสส. และภาคีได้ผลิตไว้เพื่อนำไปใช้งานได้ครับ

สื่อเหล่านี้มีประโยชน์มาก ผมเชื่อว่า สสส. มีความยินดีอย่างยิ่งที่จะให้ชุมชนและองค์กรต่างๆ ได้เข้าถึงสื่อเหล่านี้และนำไปใช้ต่อยอดเพื่อให้เกิดประโยชน์ในการส่งเสริมสุขภาวะในประเทศไทยครับ

ก้าวต่อไปในเดือนหน้า

ในเดือนต่อไปนี้ เรายังคงมุ่งในเรื่องเดิมให้มีผลลัพธ์ที่ต้องการ ได้แก่การพัฒนา best practices ในการทำงานร่วมกันในฐานะ technology outsourcing center สำหรับภาคี และ best practices ในการทำ portal sites ในปริมาณมากๆ ให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลทั้งทางสถาปัตยกรรมสารสนเทศและวิศวกรรมซอฟต์แวร์ เพื่อเริ่มต้นดึง "ความรู้ที่มีชีวิต" ให้ได้ออกมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้เผยแพร่และใช้งานให้มากที่สุด

นอกจากนี้เราจะยังเริ่มต้นการใช้งานระบบ mailing lists ที่เราพัฒนาเพื่อภาคี สสส. ด้วย โดยจะเริ่มแนะนำเหตุผลของการใช้ระบบ mailing lists พร้อมสนับสนุนการใช้งานต่อไปตามลำดับ โดยการใช้งาน mailing lists นั้นมีประเด็นด้าน computer science และ information systems ด้วยเช่นกัน

mailing lists เป็นระบบที่มีการนำไปใช้ในองค์กรแล้วโดยส่วนใหญ่จะไม่ประสบความสำเร็จ ในขณะบางองค์กรที่นำไปใช้แล้วประสบความสำเร็จจนกล่าวเป็นเครื่องมือที่ถือได้ว่าดีที่สุดในการสื่อสารภายในองค์กร สาเหตุของความสำเร็จและไม่สำเร็จนี้ พวกเราในฐานะ information scientists มีคำตอบว่าทำไม ซึ่งเรื่องนี้ต้องติดตามกันต่อไปครับ เราจะมาเฉลยในเดือนหน้าครับ