ถ้าพระองค์ได้ตรัสรู้เมื่อใด ขอจงทรงกลับมาโปรดข้าพระองค์ด้วยเทอญ

  วันหนึ่งที่ผู้เขียนได้พักอยู่ที่วัดไทยพุทธคยา

เพื่อรอการเดินทางไปวัดไทยกุสินาราฯ เป็นเวลาอีก๖ วันต่อมานั้น

ครั้งนั้นด้วยความเมตตา ของพระอาจารย์ที่นั่น

ได้พาผู้เขียนไปเที่ยวชมกรุงราชคฤห์

ที่มีประวัติศาสตร์เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาหลายประการ

  จากการได้ฟังการบรรยายจากพระอาจารย์แล้ว

 ทำให้ผู้เขียนต้องกลับมาค้นคว้าเรื่องราวของเมืองนี้เพิ่มเติม

รวมถึงเจ้าผู้ครองเมืองพระองค์สำคัญ "พระเจ้าพิมพิสาร"

และในโอกาสนี้ จะได้เล่าเรื่องราวที่ได้รับรู้มา เผยแผ่ต่อไป

           นี่คือรอยล้อเกวียน ที่บรรทุกสินค้าเข้าออก กรุงราชคฤห์ ตลอดเวลา

 จนรอยเกวียนนี้จมลึกลงไปในพื้นที่เป็นหิน

ก็ลึกขนาดนี้แหละค่ะ  แม้เวลาจะผ่านล่วงเลยมา

เกือบสามพันปีแล้วก็ตาม

รอยดังกล่าวยังปรากฏเป็นหลักฐาน

แสดงถึงความเจริญรุ่งเรือง ของแคว้นมคธ

ที่มีกรุงราชคฤห์เป็นเมืองหลวงได้อย่างดี

จะขอเล่าเรื่องพระเจ้าพิมพิสารผู้ยิ่งใหญ่

พระเจ้าพิมพิสารได้เป็น"อทิฏฐสหาย" กับเจ้าชายสิทธัตถะ

 คือเป็นสหายที่ไม่เคยเห็นหน้ากันมาก่อน

 พบกันครั้งแรกเมื่อพระพุทธเจ้า ออกบรรชา

 เสด็จผ่านมาทางแคว้นมคธ พระองค์ทรงชื่นชอบ

ถูกพระราชอัธยาศัยมาก ขนาดชวนให้มาครองราชสมบัติ

คนละครึ่งแคว้นด้วยกัน แต่เจ้าชายสิทธัตถะทรงปฏิเสธ

 พระเจ้าพิมพิสารจึงทรงขอคำปฏิญญาว่า

 ถ้าพระองค์ได้ตรัสรู้เมื่อใด

ขอจงทรงกลับมาโปรดข้าพระองค์ด้วยเทอญ

การที่คนเราเกิดมา ได้พบกัลยาณมิตร ที่มีไมตรีบริสุทธิ์ต่อกันเช่นนี้

 ก็นับเป็นบุญอย่างยิ่ง

น้ำพระทัยผู้เป็นสหายต่อกัน ยิ่งใหญ่

 ถึงกับยินดีแบ่งสมบัติให้ครองราชร่วมกัน

และพระพุทธองค์ ก็มีน้ำพระทัยที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน

ไม่ลืมสัญญาที่ให้ไว้

เมื่อได้ตรัสรู้ จึงทรงย้อนกลับมาโปรดพระสหาย

จนบรรลุโสดาบัน และได้ทำกุศลครั้งยิ่งใหญ่คือ

 ถวายสวนไผ่เพื่อสร้างวัดแห่งแรก นับเป็นการตั้งฐาน

แห่งการเผยแผ่พระพุทธศาสนาครั้งแรกเช่นกัน

พระเจ้าพิมพิสาร มีเรื่องราวที่น่าสนใจมากมาย

ซึ่งจะได้นำมาเล่าต่อในโอกาสหน้า

แม้ในวาระสุดท้ายของพระองค์

จะสวรรค์คตด้วยน้ำมือของพระราชโอรสก็ตามที

เล่านานไปจะเบื่อ คราวหน้ามีเรื่องเกี่ยวกับเปรตที่ราชคฤห์ด้วยนะ