ผมเพิ่งเสร็จภารกิจการสอนวันแรกให้กับนักศึกษา (ครูประจำการ) หลักสูตร ป.บัณฑิตวิชาชีพครู  ของ มรภ.พระนคร ณ ศูนย์การศึกษา โรงเรียนเทคโนโลยีบริหารธุรกิจสมุทรปราการ   เข้ามานั่งในรถตู้เพื่อเดินทางกลับ  และก็ถือโอกาสเขียนบันทึกนี้ไปในรถเช่นที่ทำมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อเช้านี้
 
      หลายอย่างที่ดำเนินไป สร้างความสุขใจให้ผมได้มากกว่าที่คาดคิดครับ  มันให้ลงตัว สะดวกโยธินไปหมด 
   
       ด้วยเหตุที่ไม่รู้ว่าเขาจะมีอะไรให้แค่ไหน ในเรื่องเครื่องไม้เครื่องมือสื่อการสอน  ผมจึงหอบหิ้วไปเอง เพื่อกันเหนียวหลายรายการ  ขืนประมาทมีสิทธิ์เดือดร้อนได้มากครับ  สิ่งที่เตรียมไปได้แก่ Notebook คู่ชีพ  มือถือ NOKIA N-73 พร้อมเครื่องชาร์จแบตทั้งแบบ Wallcharge และเครื่องชาร์จฉุกเฉินที่ใช้ถ่าน AA ก้อนเดียว  และ สาย Data Link เผื่อว่าเขาไม่มีอินเตอร์เน็ตจะได้ใช้ระบบ GPRS แทนได้  และจะไม่ยอมให้แบตฯหมดกลางคันเป็นอันขาด   ควบคู่ไปกับอุปกรณ์ดังกล่าว  ผมไม่ไว้ใจว่าจะมีเครื่องขยายเสียงให้ใช้จึงได้พกพาวิทยุ ธานินทร์ ที่ดัดแปลงให้ใช้ไมค์ได้ และยังช่วยขยายเสียงจากเครื่องเล่นอื่น เช่น เทป Notebook Mp-3 และโทรศัพท์มือถือ ติดตัวด้วย

       เมื่อไปถึงห้องธุรการที่ชั้น 4 ผอ.ศูนย์คือ อ.วลัยพร และน้องๆได้ช่วยอำนวยความสะดวกอย่างดี ไม่ว่าการ Print งาน  หรือเรื่องอุปกรณ์พวกเครื่อง ขยายเสียงแบบพกพา ซึ่งมีทั้งตู้ขยาย  ไมโครโฟน และสายนำสัญญาณเพื่อต่อเสียงจากคอมพิวเตอร์  ที่สำคัญท่านผอ.ศูนย์ฯ ยังได้ประสานเพื่อให้ผมได้ใช้ห้องคอมพิวเตอร์ในการสอนได้ตั้งแต่วันแรกคือวันนี้   เป็นห้องคอมพิวเตอร์ 3 อยู่ที่ชั้น 6 ของอาคาร  เราจึงย้ายถาวร จากห้อง 406 ซึ่งเป็นห้องเรียนธรรมดา มาใช้ห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ได้ตั้งแต่ครั้งแรก และจะใช้ทุกครั้ง ตลอด 5 เสาร์ที่มีการเรียนการสอนวิชานี้ 

     พูดถึงเรื่องเครื่องเสียง  ผมสามารถเลือกได้ว่าจะใช้แบบพกพา หิ้วขึ้นไป หรือจะใช้ชุดที่ติดตั้งถาวรไว้ในห้องคอมฯแล้ว    ประสบการณ์อันยาวนาน สอนให้ผมรู้ว่า อย่าไว้ใจเครื่องที่ยังไม่เคยใช้  ไม่รู้เขาทำอะไรไว้  เจอผิดๆถูกๆมาก็มาก  จึงเลือกที่จะหิ้วเครื่องขยายแบบพกพาขึ้นไปด้วย เพื่อจะได้เลือกสิ่งที่ดีที่สุด  แต่คนอย่างผมไม่ผลีผลามสรุปหรอกครับว่า เครื่องที่ผมนำออกมาจากตู้รวมทั้งไมโครโฟน และสายทุกเส้นจะเชื่อถือได้  มันอาจมีอาการไม่พึงประสงค์แฝงอยู่ก็เป็นได้  เจอมาบ่อยจนไม่รู้สักกี่ครั้งกี่หนแล้วครับ  ด้วยเหตุดังกล่างจึงเอาเครื่องและอุปกรณทุกชิ้นมาทดสอบจนมั่นใจได้ว่าไม่มีอะไรบกพร่อง  และยังนึกชมอยู่ในใจว่าคนดูแลเรื่องการจัดซื้อตู้ลำโพงขยายเสียงนั้น ตาถึง ทีเดียว คือจัดหาเครื่องที่มีคุณลักษณะเหมาะสมกับงาน  มีฟังก์ชั่นที่จำเป็นครบถ้วน พอดีๆ ไม่ขาด ไม่เกิน เช่น

  • มีช่องเสียบไมค์ 2 ช่อง และปุ่มควบคุมความดัง (Volume) ของไมค์ 1 และ ไมค์ 2 มี 2 ปุ่ม เป็นอิสระแยกจากกัน  ทำให้การใช้ไมค์ ต่างรุ่น ต่างขนาด พร้อมกัน 2 ตัวทำได้ง่าย ไม่มีปัญหา  สามารถปรับชดเชยเสียงให้สมดุลกันได้ง่าย
  • มีปุ่มปรับเสียงทุ้มแหลมแยกอิสระจากกัน 2 ปุ่ม คือ Bass และ Treble แทนที่จะเป็นวงจรง่ายๆที่ใช้เป็นปุ่ม Tone ปุ่มเดียว  ทำให้ปรับ Tone เสียงให้ คมชัด นุ่มนวล น่าฟัง สอดคล้องกับธรรมชาติของเสียงผู้พูดที่แตกต่างกัน และสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปได้ง่าย
  • มีช่อง AUX. สำหรับต่อสัญญาณจากเครื่องเล่นอื่น เข้ามาขยายได้  และมี Aux. Volume ปรับเสียงดัง-ค่อยได้อิสระ  ไม่มีผลกระทบต่อเสียงของไมค์ที่เราปรับไว้ดีแล้ว 

        เมื่อถึงห้องคอมฯก็ได้พบว่ามีตู้ลำโพงขยายเสียงขนาด 6 นิ้ว เป็นของนอก กำลังขยายประมาณ 15 วัตต์ ติดตั้งไว้แล้ว  แต่ที่เขาทำผิดหลักการมี 2-3 ประการคือ

  • แขวนตู้ลำโพงไว้สูง  ปรับเสียงไว้ถาวร  ถ้าจะปรับใหม่ต้องปีนเก้าอี้ขึ้นไปปรับ .. ไมค์แต่ละรุ่นไม่ได้มีคุณสมบัติเหมือนกันนะครับ ปรับเป็นมาตรฐานไว้ไม่ได้ครับ
  • เดินสายมาเข้ากล่องแจ๊คเสียบไมค์ ไว้ใต้กระดานไวท์บอร์ด  แต่ใช่กล่องพลาสติคแทนที่จะเป็นโลหะ  ทำให้มีสัญญาณรบกวนมาก
  • เมื่อลองเอามือแตะตัวถังคือขั้ว Ground ของแจ๊คก็ได้ยินเสียงฮัม 50 Hz. ออกทางลำโพงชัดเจน  แปลว่าการเดินสายยังไม่ถูกต้องทางเทคนิค 

     ผมเลยตัดสินใจใช้ชุดที่หิ้วขึ้นมาครับ  แล้วก็ได้เหยื่อแห่งการเรียนรู้ คือสิ่งที่ผิดพลาด และปัญหาทั้งหลายดังกล่าว มาเป็นสาระการเรียนรู้ที่เกิดอย่างธรรมชาติ  ไม่ได้มีแผนล่วงหน้า  เราเรียนกันทันทีที่สถานการณ์เหมาะสม  นอกจากเรื่องเสียงแล้ว เมื่ออ.เจริญนำ เครื่อง Data Projector มาติดตั้งก็ยังมีประเด็นเรื่องการปรับสภาพแวดล้อม การควบคุมแสงให้เหมาะสม  การแก้อาการจอเบี้ยวเฉ ไม่ได้ส่วนทั้งแนวตั้ง แนวนอน  ที่เรียกกันว่า Keystone Effect อีกด้วย  ผมได้ใช้วิทยายุทธ อันเป็น Tacit Knowledge แก้ปัญหาทั้งแบบแก้ไขทางกายภาพ และใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่ช่วย  รวมๆ แล้วได้สอนเรื่องน่าเรียนนอกหลักสูตรได้มากมาย และดูจะถูกใจผู้เรียนไม่น้อยเลยทีเดียว  เรียนด้วยการพูดให้ฟัง และทำให้ดูธรรมดานี่แหละครับ แต่มีชีวิตชีวา เพราะไม่ได้จำขี้ปากใครมา  พูด-นำเสนอวิธีแก้/ป้องกันปัญหา ด้วยองค์ความรู้ที่เราค้นคว้า วิจัย ทดลองมาแล้วด้วยตัวเอง

       ผมมีเรื่องพูดคุยเพื่อปูฐานความคิดกับผู้เรียนอีกหลายประเด็น  ไปจนถึงเวลาพักกลางวัน   เมื่อนักศึกษาไปทานข้าว ผมยังอยู่ต่ออีกครึ่งชั่วโมง เพื่อบันทึกภาพวัสดุ อุปกรณ์ ที่เป็นร่องรอยของการสอนแบบธรรมชาติดังกล่าวมาแล้ว  แล้วจึงรีบไปหาข้าวราดแกงที่ร้านข้างๆโรงเรียนทานแบบเร่งด่วน ในเวลาไม่เกิน 15 นาที  ส่วนภาคบ่ายมีอะไรต่อคงต้องยกยอดไปไว้บันทึกหน้าบ้าง น่าจะดีกว่านะครับ .. ยาวเกินไปใช่ว่าจะดีนะ  อิ อิ อิ.

      11.03 น. 17 สค. 51 ... มาต่อเติมด้วยรูปภาพ  ร่องรอยของเหตุการณ์ครับ  ภาพไหน เป็นอะไร  ใช้อธิบายอะไร  ลองพิจารณาดูเองนะครับ