สมรรถนะ (Competency) เป็นเครื่องมือที่นำมาใช้ในการพัฒนาคุณภาพของผู้ให้บริการ หรือพัฒนาบุคลากรโดยวัดจากความสามารถของบุคคลในด้านต่างๆ หน่วยงานต่างพูดถึงหลักสมรรถนะกันมากเมื่อ 1-2 ปีที่ผ่านมา เช่นเดียวกันกับมหาวิทยาลัยขอนแก่นที่มีแนวคิดในการใช้หลักสมรรถนะเพื่อพัฒนาผลการปฏิบัติงานของบุคลากรตำแหน่งต่างๆ ในปี 2548 มหาวิทยาลัยได้จัดทำคำจำกัดความและรายละเอียดของสมรรถนะเพื่อเป็นกรอบในการประเมินสมรรถนะ โดยแบ่งเป็นสมรรถนะหลัก และสมรรถนะประจำกลุ่มงาน ซึ่งข้อมูลที่สนับสนุนการจัดทำสมรรถนะส่วนหนึ่งมาจากการประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการเพื่อระดมความคิดเห็นของบุคลากรมหาวิทยาลัยที่เกี่ยวข้องและประกาศใช้ระบบบริหารจัดการเพื่อพัฒนาผลการปฏิบัติงาน โดยให้มีการประเมิน ด้านปริมาณงาน คุณภาพ และสมรรถนะ คน มข. หลายคนจึงเริ่มคุ้นชินกับคำว่าสมรรถนะมากยิ่งขึ้น


และเมื่อเดือนกรกฏาคม 2551 สำนักวิทยบริการ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้นำเกณฑ์การประเมินสมรรถนะมาทดลองใช้ เพื่อให้บุคลากรได้ศึกษาเชิงประจักษ์ ขอใช้บันทึกนี้เป็นเวทีเล่าถึงระบบการประเมินเพื่อพัฒนาผลการปฏิบัติงานที่สำนักวิทยบริการนำมาใช้นั้น เป็นระบบที่สอดคล้องกับแนวทางของมหาวิทยาลัย ด้วยว่าประกอบด้วย 3 ส่วน คือ
1)ส่วนของปริมาณงาน มีค่าคะแนน 40 คะแนน วัดจากค่ามาตรฐานภาระงาน (Load Unit-LU.) โดยมีค่ากลางโดยประมาณในรอบ 6 เดือนอยู่ที่ 770 LU. ซึ่งค่านี้ได้ใช้วัดจากการเวลาที่ใช้ในการทำงานต่อหนึ่งชิ้นงาน หรือเวลาที่ใช้ในการปฏิบัติงานจริง
2)ส่วนคุณภาพงาน มีค่าคะแนน 30 คะแนน ใช้วัดคุณภาพและผลสัมฤทธิ์ของงาน โดยดูจาก 4 ด้านคือ ความถูกต้องของงาน การตรงต่อเวลา การใช้ทรัพยากรอย่างประหยัด และผลงานที่ได้ตรงตามเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ของหน่วยงาน ทั้ง 4 ด้านมีมาตรวัด 4 ระดับ โดยค่า1 หมายถึง ต้องปรับปรุง 2 =พอใช้ 3=ดี และ4=ดีเด่น
3) การวัดสมรรถนะมีคะแนน 30 คะแนน
ในรอบการประเมินนี้สำนักวิทยบริการทดลองใช้เกณฑ์สมรรถนะหลัก ยังไม่ได้ใช้เกณฑ์สมรรถนะตามกลุ่มงานโดยเป็นการประเมินตามการประเมินของ ก.พ.ร. เพื่อศึกษาระบบและให้บุคลากรมีความรู้ความเข้าใจอย่างถ่องแท้ ก่อนนำมาได้มีการสร้างความรู้ความเข้าใจอย่างต่อเนื่องมาเป็นระยะๆ และจัดทำระบบบริหารจัดการเพื่อพัฒนาผลการปฏิบัติงานขึ้นมาใช้เป็นคู่มือในการใช้เกณฑ์ทั้ง 3 ส่วน (ปริมาณ, คุณภาพ, และสมรรถนะ)
สำหรับเกณฑ์การประเมินสมรรถนะที่ใช้มี 6 ด้านด้วยกันคือ
1. ความสามารถด้านการจัดการกลยุทธ์
2. ความสามารถด้านบริการที่ดี
3. ความสามารถด้านการมุ่งผลสัมฤทธิ์
4. ความสามารถด้านการสั่งสมความเชี่ยวชาญในงานอาชีพ
5. ความสามารถด้านการทำงานเป็นทีม และ
6. ด้านจริยธรรม
โดยทั้ง 6 ด้าน มีมาตรวัด 4 ระดับ โดยระดับที่ 1 หมายถึงต่ำกว่าเกณฑ์ ระดับที่ 2 ขั้นพื้นฐาน ระดับที่ 3 ขั้นดี และระดับที่ 4 ขั้นดีเด่น แต่ละระดับมีรายละเอียดอธิบายไว้ชัดเจน ซึ่งผู้ประเมินและผู้รับการประเมินต้องทำความเข้าใจให้ดี เพราะไม่ใช่การวัดตามความรู้สึกว่า เออดี เอ้ยอันนั้นไม่ดี เหมือนการวัดความพึงพอใจที่คุ้นเคยกัน
30 คะแนนของการวัดสมรรถนะมาจากการประเมินของคน 3 กลุ่ม และมีการคิดค่าคะแนนแบบถ่วงน้ำหนักได้แก่
-
การประเมินตนเอง มีสัดส่วนคิดเป็นร้อยละ 30
-
การประเมินจากเพื่อoร่วมงาน หรือผู้รับบริการ มีสัดส่วนคิดเป็นร้อยละ 20
-
และการประเมินจากผู้บริหารกลุ่มหรือผู้บังคับบัญชาขั้นต้น มีสัดส่วนคิดเป็นร้อยละ 50
และเมื่อแบ่งตามประเภทสมารถนะออกเป็น 2 ส่วนคือ คะแนนสมรรถนะหลัก 18 คะแนน และคะแนนสมรรถนะประจำกลุ่มงาน 12 คะแนน โดยรอบนีเคิดเฉพาะคะแนนสมรรถนะหลักเท่านั้น...
แล้วเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา อกอีแป้นแตกค่ะ เมื่อสิริพรถูกเชิญไปรับทราบผลการปฏิบัติงาน ซึ่งเน้นว่าผลในการประเมินนั้นเพื่อใช้ในการพัฒนางาน ส่วนปริมาณงานและคุณภาพงานนั้น OK. ผ่านค่ะ แต่คะแนนส่วนสมรรถนะได้ 13.08 จาก 30 แต้ม...เหวอเลยค่ะ หัวหน้าบอกว่า เธอเองก็ประเมินตัวเองต่ำ อ่านเกณฑ์ของ กพร.แล้วใครจะกล้าประเมินตัวเองเกินระดับ 2 หรือระดับ 3 หล่ะคะ ถ้าประเมินตัวเอง 3 หรือ 4 ก็นับเป็นขั้นเซียนแล้วหล่ะค่ะ ดูแล้วความสามารถเราก้อเทียบชั้นนั้นไม่ได้ แต่คะแนนที่ออกมาก็เป็นสิ่งที่สามารถสะท้อนตัวตนที่ดีให้กับเรานะคะ อย่างน้อยก็นับเป็นเครื่องมือที่บ่งบอกว่าในมิติ 3 ด้านเราต้องพัฒนาตัวเองอย่างไร (แต่เวลาผ่านไป...ข่าวดีค่ะ...ไม่ตกแล้วจ้า...เพราะคะแนนที่ได้นั้น เทียบจาก 18 คะแนนของคะแนนสมรรถนะหลักเท่านั้น...เอ้อโล่ง)

เพื่อมาตรฐานของการวัด นอกจากมีคู่มือเป็นแนวทางแล้ว หน่วยงานควรจะมีการให้ขอบเขตของรายละเอียดมาตรวัดแต่ละระดับของด้านทั้ง 4 ระดับ เช่น
ในการให้บริการที่ดีที่จะได้ระดับ 4 ขั้นดีเด่น ต้องผ่านขั้นที่ 3 มา และ “เล็งเห็นประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับผู้ใช้บริการในระยะยาวและสามารถเปลี่ยนแปลงวิธีหรือขั้นตอนการบริการ” ประโยคยาวๆ ที่ผ่านมามีขอบเขตเช่นไร ต้องสร้างความเข้าใจตรงกัน...แล้วการเปลี่ยนแปลงวิธีการนี้เป็นเรื่องของทีมหรือบุคคล...อ้าวจะต้องเลือกระดับคะแนนกันแล้ว สงสัยผู้ทำหน้าที่ประเมินต้องกุมขมับกันหน่อย
ความสามารถด้านการสั่งสมความเชี่ยวชาญในอาชีพ ระดับ 3 ขั้นดี ต้อง "เข้าใจประเด็นหลัก นัยสำคัญและผลกระทบของวิทยาการอย่างลึกซึ้ง”อิอิ... วัดยังงัย
นอกจากนั้นควรจะพิจารณาจำนวนผู้ประเมินในส่วนของผู้ร่วมงาน กำหนดจำนวนผู้ประเมินให้เท่ากันเลย หลายคนก็ตัวหารเยอะ แม้ว่าจะมีสถิติค่าเฉลี่ยรองรับ และควรกำหนดให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับงานเป็นผู้ประเมิน หากกลัวว่าจะมีผลต่อสัมพันธภาพ คัดก่อน 1 รอบแบบเพาะเจาะจงกับผู้ที่ปฏิบัติงานร่วมกัน (ไม่ใช่เป็นเพื่อนกินข้าวเที่ยงนะคะ เพราะคงวัดด้านการด้านกลยุทธ์ไม่ได้) แล้วจึงใช้การจับฉลากหรือสุ่ม หรือวิธีการอื่นๆ ที่ไม่เจาะจงบุคคล เพื่อป้องกันการลำเอียง
สำหรับการขอให้ผู้รับบริการ ซึ่งนินามศัพท์นั้นได้นิยามว่า เป็นบุคลากร/หน่วยงานภายในหรือภายนอกที่ไปใช้บริการ หมายรวมถึง อาจารย์ ข้าราชการ นักศึกษา และบุคคลภายนอก หากจะให้มีส่วนนี้ร่วมด้วย องค์กรต้องออกแบบในการเก็บข้อมูลให้ดี เพื่อการได้มาซึ่งข้อมูลจริงและความยุติธรรม อย่าลืมว่า การประเมินนี้มีผลต่อผลได้-ผลเสียนะคะ ด้วยเห็นใจผู้ให้บริการเหมือนกัน ว่า การชมหรือการประเมินเป็นทางการนี้นผู้ใช้บริการมักไม่แสดงเป็นลายลักษณ์อักษณ หากวีน-หรือโวย มีเอกสารแน่นอนค่ะ ดังนั้นเรื่องนี้จึงเป็นหินก้อนใหญ่ของหัวหน้างาน ที่จะเลือกหรือสุ่มผู้ใช้บริการในการให้ประเมินบุคลากร
สำหรับผู้ที่ได้รับเกียรติ ไม่ว่าจะเป็นโดยตำแหน่ง หรือได้รับการจัดสรรให้ทำหน้าที่ ควรที่จะศึกษาคู่มือและรายละเอียดของเกณฑ์วัดในแต่ละระดับให้ดี คิดอย่างรอบคอบ เพราะหากเป็นระบบที่ใช้จริง...อาจมีผลได้ผลเสียต่อผู้ถูกประเมิน...ผลได้คงไม่ว่ากัน แต่ที่โลกวุ่นวายอยู่ทุกวันนี้ก็เพราะมีคนเสียผลประโยชน์
แล้วจะมาเล่าต่อนะคะ แต่ขอเป็นกำลังใจสำหรับกรรมการที่รับผิดชอบด้านนี้ รู้สึกชอบใจมากที่หน่วยงานนำมาทดลองใช้ให้เราเตรียมตัว หากใช้จริงถูกปลดออกแน่เลย...แบบว่าขาดสมรรถนะ แต่ก้ออดหวั่นใจไม่ได้เมื่อต้องพัฒนาตนเองให้ประเมินผ่านในรอบถัดไป เอหรือเกณฑ์สมรรถนะจะสูงไป แอบคิดเข้าข้างตัวเอง...อิอิ แต่หน่วยงานต้องมีภาระที่หนักอึ้งในการทำให้เกณฑ์สมรรถนะเป็นเครื่องมือที่ทรงประสิทธิภาพ ไม่ใช่เครื่องมือที่ผู้คนหวาดกลัว จนขาดขวัญและกำลังใจ และขอให้ผู้เกี่ยวข้องร่วมแสดงความคิดเห็นเพื่อให้สมรรถนะเป็นเครื่องมือด้านคุณภาพที่ดี ไม่ใช่กลายเป็นหินที่หนักทับอก ด้วยว่าเราไม่สามารถแย้งเกณฑ์ ก.พ.ร. ได้
ไม่ซีเรียสไปใช่ไหมคะ...ขำขำได้
ขออนุญาตลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติมจากบันทึกของคุณ นันทา ติงสมบัติยุทธ์ ที่ http://gotoknow.org/blog/www-doae/37726
ก็เป็นคนหนึ่งที่ตกประเมินสมรรถนะเช่นเดียวกัน เพราะได้ไม่ถึงครึ่งหนึ่งของ 30 แต้ม ซึ่งขอร่วมแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมคือ
ในส่วนประเมินสมรรถนะของเพื่อนร่วมงาน ไม่รู้ว่ามีกี่คนที่ประเมินตัวเองบ้าง เพราะตัวเองประเมินเพื่อนร่วมงานภายในกลุ่มงานเดียวกัน ตัวเองได้ประเมิน~ 4-5คน (จำไม่ได้) ซึ่งก่อนประเมิน ผู้รับผิดชอบรวบรวมและแจกแบบประเมินสมรรถนะเพื่อนร่วมงานนั้น ไม่ได้ชี้แจงชัดเจน บอกเพียงแต่ว่า ให้จับฉลากรายชื่อเพื่อนร่วมงานเพียง 3 ชื่อ แต่พอตัวเองได้ประเมินเพื่อนร่วมงาน กับได้ประเมินถึง 4-5 คน ซึ่งไม่ตรงกับที่จับฉลาก และผู้รับผิดชอบฯ ก็แจ้งว่า ขึ้นอยู่กับคนที่จับได้ชื่อตัวเองว่ามีใครบ้าง ก็เท่ากับว่า แต่ละคนจะถูกประเมินโดยเพื่อนร่วมงานไม่เท่ากัน (หรือเปล่าน้อ)
ข้อสังเกต: หากมีเพื่อนร่วมงาน 5 คน ทุกคนจับคนละ 3 ชื่อ ซึ่งใน 5 คน อาจมี 2 คนที่จับได้ชื่อ นาย ก.ซ้ำกัน และมีอีก 1 คน จับได้ชื่อ นาง ข. ก็เท่ากับว่า นาย ก. ถูกประเมินโดยเพื่อนร่วมงาน 2 คน ส่วน นาง ข. ถูกประเมินโดยเพื่อนร่วมงาน1 คน ซึ่งการหาค่าเฉลี่ยก็คิดเหมือนกัน แต่นาย ก. จะถูกคิดค่าเฉลี่ยจากคนที่ประเมินมากกว่า
ซึ่งตรงนี้ ในแต่ละกลุ่มงานก็ไม่รู้ว่า วิธีการหาจำนวนประเมินจากเพื่อนร่วมงานเหมือนหรือต่างกัน ก็ต้องนำไปคิดอีกที
แต่ก็เห็นด้วยกับคุณสิริพรนะคะ ที่มีการประเมินสมรรถนะ ซึ่งเป็นการพัฒนาบุคลากรให้มีประสิทธิภาพในการทำงานมากขึ้น แต่ก็เห็นใจทั้งผู้ประเมิน ผู้ถูกประเมิน กรรมการฯ ทุกท่าน ที่จะต้องคิดพิจารณาให้ดีว่าจะประเมินให้ใคร ได้ระดับใด
ถ้ามีอะไรคืบหน้าจะมาร่วมแจมอีกนะคะ
แวะมาให้กำลังใจนะครับ
ผมเองทำงานแบบทุ่มเท แต่ไม่ติดยึดกับการประกันคุณภาพและการจัดการความรู้ หรือแม้แต่ ก.พ.ร แต่ทำไปเรื่อย ๆ ไม่เอากรอบทั้งหมดนั้นเป็นตัวตั้ง จะได้ไม่ตึงเครียด และมีชีวิตชีวากับการงาน
สรุปว่า....
เราผ่านไปได้ด้วยดีในระดับหนึ่ง
เป็นกำลังใจให้ นะครับ
มาเยี่ยมค่ะ
ขอบคุณการทักทายจากเพื่อนบ้าน มมส. จากคุณ panatung
มาเพิ่มเติมข้อมูลค่ะ เหวอไปพักหนึ่งแล้วว่าสอบตกสมรรถนะ แต่ด้วยรู้น้อยอ่านน้อย เพิ่งทราบว่า ในรอบที่ผ่านมานี้สำนักวิทยบริการ มข. ประเมินแค่สมรรถนะหลัก คือ 18 คะแนน ดังนั้นการคิดร้อยละ จึงคิดจากคะแนนเต็ม 18 คะแนน จึงสรุปได้ดังนี้ 1. คะแนนจากผู้บังคับบัญชา คิดร้อยละ 50 เท่ากับคะแนนเต็ม 9 คะแนน 2. คะแนนที่ประเมินตนเอง คิดร้อยละ 30 เท่ากับคะแนนเต็ม 5.4 คะแนน 3. คะแนนจากเพื่อนร่วมงาน คิดเป็นร้อยละ 20 เท่ากับคะแนนเต็ม 3.6 คะแนน อ้าวอย่านั้นสิริพร ก้อสอบไม่ตกสมรรถนะแล้วหล่ะสิ แต่เรื่องที่ยากต่อไปคือต้องรักษามาตรฐานสมรรถนะของตนเองที่เคยทำได้ไว้ให้ดี...และพัฒนายิ่งขึ้นไปอีก
จึงเห็นได้ว่าการสร้างความเข้าใจในเกณฑ์การวัด หรือคู่มือการวัดสมรรถนะหรือการประเมินเพื่อพัฒนาแก่บุคลากรนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญ ที่หน่วยงานควรให้ความสำคัญอย่างยิ่ง