ก่อนไฟกีฬาโอลิมปิกจะถูกจุด ด้วยความพิสดาร แต่อาหารสำรับนี้ หมดเป็นอัศจรรย์ยิ่งกว่าค่ะ

 

ค่ำวันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๕๑

 หลังเลิกสัมมนาสถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติทั่วประเทศ

ผู้เขียนกับลูกและเพื่อนของลูกอีกคน

ก็พากันไปเยี่ยมคุณตาสกล - คุณยายเพียรวิชญ์  วรฉัตร ที่บ้านฝั่งธน

รถติดตั้งแต่ ห้าโมงเย็น ไปจนเกือบทุ่ม ยังไม่ได้ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาเลย

 ครั้นพอข้ามไปฝั่งธนได้ ก็เหมือนอยู่ในแดนสนธยา

ทั้งๆที่เคยมาบ้านท่านแล้ว แต่ทำไมวันนี้จึงหลงทางเสียยกใหญ่

เจอป้ายจุดที่เรากำลังอยู่ และบอกเส้นทางที่กำลังจะไป ทำไมหันหน้ากลับกรุงเทพทุกที วนเวียนเวียนวนอยู่อย่างนั้น

 แต่ตั้งใจแล้วต้องไปเยี่ยมท่านทั้งสองให้ได้

เพราะท่านแท้ๆ ที่ทำให้ผู้เขียนมีโอกาสได้ไปเป็นอาสาสมัครที่กุสินารา

 เนื่องจาก เป็นผู้พาไปกราบท่านเจ้าคุณ พระราชรัตนรังษี

เพื่อแนะนำตัว และแจ้งความประสงค์จะไปช่วยงานที่อินเดีย

 และอีกหลายความห่วงใย ที่ท่านมีให้ผู้เขียนตลอดมา

 ซึ่งเคยบันทึกไปแล้ว

 ครั้นกลับมาเมืองไทย ทั้งที่ตั้งใจต้องไปกราบขอบคุณให้ได้

 แต่ก็เนิ่นมาจนถึงวันนั้น

  เสียงโทรศัพท์จากคุณพ่อสกล สอบถามความก้าวหน้าในการเดินทาง

แรกๆตั้งใจว่าจะพากันไปกินข้าว ที่พุทธมณฑล สายสี่

ครั้นเวลาล่วงเลยไปเรื่อยๆ โปรแกรมก็เปลี่ยนไป

เป็นเดี๋ยวเราจะกินข้าวกันแถวๆห้างใกล้บ้านก็แล้วกัน

คุณพ่อสกลกำหนดใหม่

แล้วก็ถามว่าถึงไหนแล้ว คำถามนี้ที่ผู้เขียนไม่อยากบอกเลยว่า

 ทำไมมันหลงขนาดนี้ หยุดเปิดแผนที่ ก็พบว่า มันอีกไกลเหลือเกิน

   ใกล้สองทุ่ม ก็โทรศัพท์มาอีกว่า ถึงถนนเพชรเกษมหรือยัง

 แต่มันก็ยังอีกนั่นแหละ

รู้สึกเกรงใจท่านมาก กำลังจะบอกว่า

ไว้โอกาสหน้าค่อยไปกินข้าวด้วยกันเถอะ

แต่ยังไม่ทันไร ท่านก็ว่า

ไม่เป็นไรนะ ค่อยๆมา เดี๋ยวกินกันที่บ้านนี่แหละ

 กำลังทำกับข้าวไว้รอ

  อึ้งกันไปทั้งรถ

 ผู้เขียนมองออกไปนอกรถ เห็นร้านรวงข้างทาง

ออกมาผัดอาหารโขมงโฉงเฉง

ได้เวลาอาหารกันแล้ว

ผู้คนขวักไขว่ กำลังเป็นเวลาอาหารของทุกครอบครัว

 ผู้เขียนและทุกคนก็กำลังหิว

แต่ต่อให้มีอาหารวิเศษขนาดไหน ผู้เขียนก็ไม่กิน

เพราะมีผู้เฒ่าสองคน กำลังทำอาหารรออยู่ที่บ้าน

ต้องไปให้ถึง

  ไม่อยากบอกเวลาแห่งการหลงกรุง ว่านานเท่าไหร่

รู้แต่ว่าดึกพอสมควร ขนาดว่ากินข้าวเสร็จ ก็พอได้เวลา

จุดไฟกีฬาโอลิมปิกค่ะ

 ติดต่อกันครั้งสุดท้าย

พร้อมกับขอให้ท่านกินข้าวกันก่อน

และบอกไปว่าเจอถนนเพชรเกษมแล้ว

เหลือเพียงนับซอยเท่านั้น

จะเชื่อหรือไม่

 ผู้เขียนมาคนละฝั่งกับซอยเข้าบ้าน

คาดการณ์ผิดว่าฝั่งนี้แค่ ซอยเจ็ด-แปดสิบ

ฝั่งโน้นคงยังไม่ถึง ร้อย

ผู้เขียนต้องยูเทิร์นไปเข้าซอย ๑๐๐

แต่เป็นการเข้าใจผิดมากๆจึงขับไปไกลมาก

ต้องเสียเวลาย้อนกลับมา

  แต่เมื่อรถเลี้ยวเข้าบ้าน สิ่งแรกที่เห็นคือ คุณพ่อสกล ยืนอยู่หน้าบ้าน

 พร้อมส่องไฟฉาย

ไม่รู้ว่ารอมานานเท่าไหร่แล้ว

ผู้เขียนทำความลำบากให้ท่านเสียแล้ว

  ขอบรรยายด้วยภาพ แทนคำพูดต่อจากนี้ไป

ให้ได้ร่วมรู้เห็นพร้อมกัน กับความรู้สึกชนิดหนึ่ง

ที่ผู้เขียนไม่รู้จะบรรยายอย่างไรดี

 เสมือน ได้ย้อนเวลากลับไปสู่อดีตอีกครั้ง

ที่พอเข้าบ้าน ก็มีคุณพ่อคุณแม่ เรียกมากินข้าวปลาที่เตรียมไว้แล้ว

 พร้อมบ่นแต่ว่า อาหารจะเย็นไปหน่อยแล้ว

จะอร่อยหรือเปล่า กินเยอะๆนะ ไปสั่งเขากินมันช้าจะหิวมากไป...ฯลฯ

  นี่คือภาพแรกที่แสดงถึงความยินดีที่พวกเราไปถึง

ห่วงใย และเอื้ออาทร ไม่โกรธสักนิด ที่ผิดเวลาขนาดนี้

อาหารที่ท่านบอกว่า ไม่ได้เตรียมไว้ก่อน

เห็นว่ามีดค่ำมากแล้ว จึงทำเท่าที่ข้าวของจะมี

แต่นี่มันอาหารสุดวิเศษแล้วค่ะคุณพ่อ-คุณแม่ขา

แล้วอาหารที่โอชะที่สุด ก็ถูกจัดการอย่างรวดเร็ว

และเพิ่งรู้ว่า ท่านยังรอกินข้าวพร้อมพวกเรา

ได้แต่รองท้องไปนิดหน่อยเมื่อเย็น

 ความอบอุ่น เสมือนครอบครัวที่แท้จริง

ก็บังเกิดอย่างต่อเนื่องนับจากเวลานั้นเป็นต้นมา

 

คุณแม่มีขนมหวาน เป็นสลิ่ม และ เฉาก๊วย

เลือกได้ใครชอบแบบไหน

 

ก่อนไฟกีฬาโอลิมปิกจะถูกจุด ด้วยความพิสดาร

แต่อาหารสำรับนี้ หมดเป็นอัศจรรย์ยิ่งกว่าค่ะ

เมื่อเล่าเรื่องการไปเป็นอาสาสมัครให้ท่านฟัง

จนเรียบร้อยแล้ว ก็ได้เวลาอำลา

จึงขอถ่ายภาพ มาฝากทุกๆท่าน

ในวันสำคัญคือ"วันแม่"

เป็นดั่งของขวัญที่ผู้เขียนได้รับ

และ

ขอให้ความรู้สึกที่เรียกว่า"อิ่มอุ่น"ที่เกิดขึ้นนี้

จงส่งผลไปถึงทุกท่านอย่างเป็นสุข

กราบขอบพระคุณ ทั้งสองท่าน ที่บันดาลให้ผู้เขียน

 ได้มีโอกาสกอดและได้รับถ่ายทอดความรู้สึกที่แสนดี

ที่ไม่เคยได้รับมานแล้ว ถึง ๒๑ ปี

My Music - อิ่มอุ่น