BURNOUT หมดไฟ

กิจกรรมที่สอง BURNOUT หมดไฟ

หลังจากกิจกรรมแรกเสร็จสิ้นไป บางคนยังคาใจ (ทำไมฉันถึงถูกฆ่าทุกที) บางคนยังมันไม่หาย (อยากฆ่าคนมานานแล้ว หรือไม่ทราบว่ามีอยากถูกฆ่ามานานแล้วรึเปล่า) พี่เต็มก็พาผู้เข้าร่วมไปสู่กิจกรรมต่อไป ซึ่งสำหรับอาสาสมัครทุกที่แล้ว ถือเป็น issue ที่สำคัญมากที่สุดประการหนึ่งทีเดียว นั่นคือ การ burn-out หรือ อาการหมดไฟ นั่นเอง

ทำไมอาสาสมัครจึงหมดไฟ?

หรือคำถามที่อาจจะเป็นคำตอบในตัว อาจจะถามใหม่ว่า "ทำไมอาสาสมัครจึงมีไฟ?" หรือ "อาสาสมัครเอาไฟมาจากไหน?" เพราะเราอาจจะต้องใช้ทั้งสองด้านประกอบกัน คือทั้งป้องกัน เสริมสร้าง และการเยียวยาเติมไฟ เติมพลังกันใหม่

พี่เต็มศักดิ์ถอดความ questionnaires ที่ใช้ในการประเมิน burnout of staff มาเป็นชุดฉบับภาษาไทยง่ายๆ เป็นคำถาม 14 ข้อ แต่ละข้อก็จะมีดีกรี เช่น ระดับ 1-5 ให้ทุกๆคนทำ คำถามก็มีประเภท "คุณรู้สึกว่างานนี้หมดความหมายแล้วหรือไม่?" หรือ "คุณรู้สึกเหนื่อยหน่ายกับงานแบบนี้หรือไม่?" ยิ่งเห็นด้วย คะแนนก็จะสูง สุดท้ายให้แต่ละคนรวมคะแนน เขียนลงกระดาษเล็กๆส่งให้กรรมการนับ

ป้าแดงกำลังทำแบบสอบถาม เห็นไฟกำลังไหม้กระดาษไหมครับ? อิ อิ

เสร็จแล้ว เราก็เอาคะแนนทั้งหมดมาจัดกลุ่ม orders เป็น very low risk, at risk, high risks, severe โดยเฉพาะสองกลุ่มหลังที่คะแนนสูงชน upper scale เป็นพวกที่ต้องการความช่วยเหลือแล้ว จาก exercise นี้ พบว่าเราไม่มีคนที่คะแนนออกมาอยู่ในสองกลุ่มท้านสุดเลย ส่วนใหญ่จะอยู่กลางๆ มีคนที่สบายมากๆอยู่นิดหน่อย แต่ก็มีทุกข์บ้าง สุขบ้างปนๆกัน ดูแล้วก็เป็น normal disrtibution ที่ค่อนไปทางดี

พี่เต็มศักดิ์ลองจัด categories ของบริบทต่างๆสี่บริบท ได้แก่ เรื่องส่วนตัว ลักษณะงาน เพื่อนร่วมงาน และที่ทำงาน แล้วให้แต่ละคนช่วยกันเติมลงไปในแต่ละหมวด ทั้งมิติที่ดี (ทำให้มีพลัง มีกำลังใจ มีความภาคภูมิใจ) และมิติด้่านลบ (ทำให้หมดพลัง ไม่อยากตื่น ท้อแท้ ฯลฯ) ว่ากลุ่มเห็นว่าเป็นอย่างไร และมีอะไรบ้างในแต่ละหมวด

สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ คนที่ทำ exercise นี้ ควรจะสะท้อนว่า ตอนที่เราคิดถึงปัจจัยบวก ที่ทำให้เรามีแรงลุกจากเตียงมาทำงานในแต่ละวันอย่างกระชุ่มกระชวย กับตอนที่เราคิดถึงปัจจัยลบนั้น ตอนไหนที่ "ง่ายกว่ากัน" ที่เราทำรายการนั้นๆขึ้นมา ถ้าปรากฏว่าตอนเราทำรายการปัจจัยลบ มันออกมาหลั่งไหลเป็นสายน้ำป่าละก็ บริบทแวดล้อมในการทำงานของเราท่าทางจะไม่ค่อยสวยเท่าไรแล้ว

จิตอาสานั้น เกิดขึ้นตอนที่จิตเป็นอิสระ และเราทำอะไร "อย่างที่ตัวตนที่แท้ของเราเรียกร้องให้ทำ"

สาเหตุที่เรา "มีไฟ" ก็เพราะ มันเป็นไฟจากตัวตนของเรา เป็นธาตไฟธรรมชาติ ที่เชื่อมโยงตัวตนเรากับสาเหตุและที่มาแห่งตัวตนที่แท้ เป็นไฟเดียวกันกับไฟที่ทำให้เรายิ้ม ทำให้เราหายใจ ทำให้เราเจริญอาหาร ทำให้เรารัก ทำให้เราเป็นห่วงใย เป็นไฟตาม instinct ที่ลึกลงในใน species ในเนื้อตัวของเรา

ว้าว ! ถ้าขนาดนั้น เราก็น่าจะมีพลังเหลือเฟือน่ะสิ ไม่เห็นน่าจะหมดไฟเลยนิ?!?

แต่ทว่าในความเป็นจริง burnout เป็น threat ที่สำคัญต่อจิตอาสามากที่สุดประการหนึ่งที่เดียว ในบรรดาอุปสรรคทั้งหลาย อาทิ งบประมาณ ระบบ การช่วยเหลือ เครื่องมือ ทรัพยากร แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นเชื้อเพลิง เป็นแรงขับดันจิตอาสานั้น เป็นแรงจาก "ด้านใน" ที่หากหมดไปเมื่อไร ต่อให้มีของช่วยมากมายจากภายนอก มันจะดันไปไม่ได้ไกลสักเท่าไหร่ หรือเต็มไปด้วยความฝืดเคือง

เราลองพิจารณาดูจากรายการอุปสรรค หรือปัจจัยด้านลบ จะเห็นว่าเป็นบริบทที่เป็นรูปธรรม จับต้องได้ และพบหาได้ทั่วไป ขณะที่ปัจจัยลบมักจะเป็นนามธรรม จับต้องยาก หรือดูเลือนลอย มองไม่เห็น ต้องใช้ความรู้สึก หรือตอนที่จิตสงบ สภาวะทางกายภาพที่เราอาศัยอยู่นี้เป็นอะไรที่สัมผัสง่าย การนอนน้อยไป งานหนัก บ้านรก หรือหนี้สิน ภาระของเราต่อคนรอบๆข้าง ต่อลูก สามี ภรรยา หรือเพื่อนบ้าน ที่ทำให้เวลาส่วนหนึ่งที่เราไม่ได้เป็นตัวของตัวเอง เหล่านี้ทำให้ ambition หรือ values ที่จับต้องยากกว่าถูกละเลย หลงลืมเป็นระยะๆ

การ monitor burnout ของ staff ของอาสาสมัครนั้น ดีที่สุดก็คือเป็น self monitoring และผนวกกับระบบที่มีการคัดกรอง หรือ system monitoring เสริมกัน เราควรจะให้ความสำคัญเพราะจิตอาสานั้น เป็น rare and important commodity ในทุกๆองค์กร หาได้ยาก และเป็น precious asset ของชุมชนทีเดียว เราลองจินตนาการดูก็ได้ อาสาสมัครคือคนที่พอมีเวลาว่าง ก็จะใช้เวลาว่าง เป็นอิสระนั้นไปช่วยเหลือคนอื่น ขณะที่บางคนก็จะไปออกกำลังกาย ไป shopping ไปดูภาพยนต์ ฯลฯ ชุมชนที่เต็มไปด้วยจิตอาสาก็จะเหมือนร่างกายที่มีระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง มีกำลังสำรองอยู่เยอะที่จะต่อสู้ฝ่าฟันอุปสรรคได้ดีกว่า

พระพุทธเจ้าตำนานว่าเคยตรัสถามพระอานนท์ว่า "อานนท์ ท่านว่าอันสังฆะนั้น เป็นสักเท่าไรแห่งพรหมจรรย์?" พระอานนท์นิ่งคิดไตร่ตรองอยู่สักครู่หนึ่งก็ทูลตอบไปว่า "เป็นกึ่งหนึ่งพระพุทธเจ้าข้า" พระพุทธเจ้าจึงทรงมีวิสัชนาว่า "อานนท์ อันว่าสังฆะนั้น ตถาคตว่าเป็นทั้งหมดแห่งพรหมจรรย์"

สังฆะในที่นี้ก็คือ "กัลยาณมิตร" นั่นเอง พรหมจรรย์หมายถึง "จิตตื่นรู้" ในการที่จะดำรงชีวิตอย่างตื่นรู้ และเห็นความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงของสรรพสิ่ง กัลยาณมิตรนั้นเป็นทั้งตัวหล่อเลี้ยง เป็นพลังงาน เป็นแหล่งทรัพยากร ความรู้ กำลังใจ ตัวสะท้อน กระจก ตัวประเมิน และคุณค่า สิ่งตอบแทน ในทุกๆสิ่งที่เราทำทั้งหมด

การทำงานที่บั่นทอนสังฆะ ระบบทำงานที่ devalue ความเป็นกัลยาณมิตร เครื่องมือที่ลดความเป็นมนุษย์ ลดทอนความรู้สึกนึกคิด ลดคุณค่าความห่วงหาอาทร เพิ่มขั้นตอนการตัดสินคน การทำโทษคน ก็จะเป็นแหล่งที่มาแห่งอุปสรรคแห่งจิตตื่นรู้ทั้งปวง