นับถอยหลังอีก 2 วัน ก็เป็นวันแม่แล้ว เป็นวันที่หลายๆท่านได้กลับไปบ้านได้อยู่ไกล้แม่ ได้กลับไปทำความดีเพื่อแม่ กลับไปกอดแม่ หรือกลับไปนอนหนุนตักอุ่นๆ ของแม่ แต่สำหรับครูข้างถนน ไม่ได้กลับบ้านครับ ยังอยู่ที่สำนักงาน แต่ก็ส่งความคิดถึงถึงท่านตลอด เหตุผลที่ไม่ได้กลับบ้านคือ

 1.)ผมพึ่งลากลับไปบ้านเมื่อกลางเดือนที่ผ่านมาตอนที่ผมไปทำธุระที่เชียงใหม่  

 2.)ก็งานนั่นอีกนั่นแหละเพราะผมพึ่งได้รับการตรวจจากผูตรวจบัญชีภายนอก Audit มีงานหลายชิ้นที่ถูกตรวจสอบแล้วต้องแก้ไข จึงต้องรีบแก้ไขงานนั้น

 3.)อีกไม่กี่เดือนผมก็จะกลับไปอยู่ไกล้ๆท่าน สักระยะหนึ่ง จะกี่วันกี่เดือน ก็ยังไม่แน่ใจ

    เหตุผลทั้ง 3 ข้อผมจึงตัดสินใจไม่กลับบ้านในวันแม่ วันที่ 12 สิงหาคมนี้ แต่ถึงอย่างไร ผมก็ยังระลึกนึกถึง คิดถึงทั้ง พ่อและแม่เสมอ โดยเฉพาะแม่ ผมมีความผูกพันธ์กับแม่มากกว่าพ่อ ตามหลักจิตวิทยาที่ว่า ลูกผู้ชายจะมีความผูกพันธ์กับแม่มากกว่าพ่อ ผมก็มีความรู้สึกเช่นนั้นจริงๆ

    ทั้งพ่อและแม่ผมไม่ได้รับการศึกษา สมัยพ่อกับแม่เป็นเด็กๆ ไม่มีโรงเรียนให้ศึกาเล่าเรียน อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ไม่ได้รับใบประกาศ ใดๆทั้งสิ้น แต่ท่านก็สามารถสั่งสอนลูกๆทั้ง 7 คนได้เป็นอย่างดี ลูกของแม่ทั้งหมด ไม่เคยเกเร ไม่เคยทำให้ท่านเสียใจเลยสักคน และผมมีความรู้สึกว่า แม่เป็นครูที่ยิ่งใหญ่ เป็นครูคนแรกของครูข้างถนนเลย ที่สั่งสอนให้ความรู้ และไม่คิดค่าหน่วยกิด ค่าเทอม  ยังจำได้ตอนที่ผมเรียนจบมัธยมศึกษาปีที่ 6 ตอนมีความคิดว่าพอแล้ว สำหรับผมกับการที่จบการศึกษาชั้นมัธยมปลาย จะไม่เรียนต่อแล้ว และไปปรึกษาพูดคุยให้แม่ฟังว่าจะไม่เรียนต่อแล้ว แต่แม่ไม่ได้คิดและเห็นด้วยกับความคิดของผมเลย ในวันนั้นแม่พูดกับผมว่า "แม่ไม่มีมรดกอะไรจะให้ลูก ที่ดิน ที่ไร่ ที่นา แม่ไม่มีให้ ไม่เงินทองทรัพย์สินที่จะให้ลูก ก็ไม่มี แม่ให้ได้อย่างเดียวคือ การศึกษา เรียนไปเถิดลูก ไม่มีเงินแม่จะหาหยิบยืมมาให้ แม่พูดกำเมือง(ภาษาเมืองเหนือ) กับผมว่า บะมีก่อหา บะมาก่อเซาะ " เป็นคำพูดของแม่ซึ่งไม่ได้รับการศึกษาเลยสักนิดที่พูดกับผมในวันนั้น และแม่พูดต่อว่า "แม่อยากให้ลูกมีการศึกษา เมื่อมีการศึกษาก็พึ่งพาตัวเองได้  อย่าให้เหมือนแม่เลย มีอยู่ครั้งหนึ่ง ตอนที่ไปนอนเฝ้าไข้ลูก (ตอนนี้ลูกแม่คนนั้นเสียชีวิตไปแล้ว) ที่โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ หรือโรงพยาบาลสวนดอก  ซึ่งลูกแม่พักรักษาตัวอยู่ชั้น 14  ต้องขึ้นลงบันได แม่ไม่กล้าขึ้นลิฟท์ จึงจำเป็นต้องเดินขึ้นบันใด ถึง 14 ชั้น แม่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ เมื่อเดินขึ้นบันไดก็กลัวว่าจะหลง แม่จะต้องคอยถามเขาว่าตอนนี้ถึงชั้นไหนแล้ว พอถึงชั้นหนึ่ง พอดีมีคนเดินลงมา แม่ก็ไม่ทราบว่าเป็นหมอ พยาบาล หรือ ญาติผู้ป่วยกันแน่  แม่จึงถามเขาว่า ตอนนี้ถึงชั้นไหนแล้ว? คำตอบที่แสนจะสุภาพ ที่เพื่อนมนุษย์ร่วมโลกจะตอบกันคือ "ตาบอดหรือไง มีตาทำไมไม่ดูตัวเลขว่าชั้นไหน" แม่ยังจำได้ถึงทุกวันนี้และนำมาเล่าให้ลูกอย่างครูข้างถนนฟัง แม่อยากให้ลูกมีการศึกษา พึ่งพาตัวเองได้ ไม่อยากให้เหมือนแม่

    ผมมีความรู้สึกว่าแม่เป็นครูที่ยิ่งใหญ่ไม่มีครูคนไหนเปรียบได้กับแม่อีกแล้ว และคิดว่าแม่ใครๆ ใครก็คิดว่าแม่เป็นผู้ที่ยิ่งใหญ่กับตัวเองทุกคน จึงอยากให้ทำความดีเพื่อท่านทุกวัน และทุกเวลา โอกาสไหน เวลาไหนก็ทำดีเพื่อแม่ได้

      บันทึกของครูข้างถนนที่เขียนถึงแม่

 บันทึก   3 มีนา วันผู้ให้กำเนิดครูข้างถนน

 บันทึก  สืบชะตา ผุกข้อมือ(กี่จือ) ให้แม่ครูข้างถนน

 บันทึก  ควันหลงวันสงกรานต์