วันนี้ออกจากบ้านแต่เช้าครับ ในสภาพที่เกือบๆ จะซักแห้ง เนื่องจากไฟฟ้าดับตั้งแต่เที่ยงคืนของเมื่อคืน ผมใจหายแว็ปเลยครับ เมื่อคืนระหว่างกำลังเปรียบงานพรีเซนต์เตชั้นสำหรับงานวันนี้ ปรากฏเลยเที่ยงคืนไปนิดเดียวครับ ไฟดับ ฮือ ดับสนิท ในขณะที่แบตฯ โน้ตบุ๊คผมยังชาดไม่เต็ม
ผมเลยนั่งทำต่อไปในความมืดครับ แล้วก็ยอมให้เสร็จไปเพียงแค่ เอาน่ะ พอแล้ว ไปนอนดีกว่า มืดก็มืด หวังว่าเช้ามาไฟคงติด ปรากฏเช้ามาแล้วก็ไม่ติด ฮิฮิ น้ำในถังสำรองพอสำหรับสมาชิกในครอบครัวครับ อิลฮามและเตาฟิกไปอยู่บ้านคุณยายครับ ส่วนผมไปโรงแรมซีเอ็ดเพื่อนำเสนอผลการวิจัย
ที่ลังเลก่อนออกจากบ้าน ผมจะใส่รองเท้าข้างเดียวเหมือนกับที่ไปทำงานในทุกวันนี้ หรือว่า จะยอมใส่ให้ครบทั้งสองข้าง แต่ยังไม่ทันได้ตัดสินใจครับ แค่ย่างขาออกมาหน้าบ้าน ก็พบว่า รองเท้าผมทุกคู่เปียกน้ำผมหมดเลย ฮาฮาฮา ผมลืมเก็บรองเท้า สรุปคือ จับถุงเท้ายัดใส่กระเป๋าคอมฯ แล้วก็ลากรองเท้าเเต๊ะไปสัมมนา ฮาฮาฮา ออ.เน็คไทที่ใส่อยู่ก็เก็บไว้ในกระเป๋า ก็แหม่ มีใครบ้างล่ะ ผูกไทด์แถมด้วยใส่รองเท้าแต๊ะข้างเดียว ฮิฮิ
แค่เลี้ยวเข้าถนนหน้าโรงแรม ปรากฏน้องทีมที่จัดงานก็โทรถามว่าอยู่ไหนแล้ว ที่เขาโทรหาก็ไม่ใช่อะไรหรอกครับ เพียงแค่ต้องการให้ผมเอารายงานของผมไปส่ง เพื่อเข้าแฟ้ม แจกตอนคนมาลงทะเบียน ผมกะว่าจะจอดรถหน้าโรงแรมเลยครับ แล้วโทรเรียกน้องๆ ให้มาเอาเอกสาร ส่วนผมจะไปหาข้าวเช้าใส่ท้องก่อน ปรากฏหน้าโรงแรมมีการนำแผงเหล็กมากั้นไว้ ไม่ให้เข้า คิดว่าเพื่อการรักษาความปลอดภัยครับ ผมเลยต้องจอดไกล เอ๊ หรือว่า จะขับชนฝ่าแผงเหล็กดี คิดไม่ออกครับ เลยจอดเสียหน้าแผงเหล็กเสียเลย แล้วก็คิดถูกครับ ยามมาเลยครับ เปิดทางให้ผมหน่อยสิ ผมจะเอาเอกสารไปส่งให้น้องหน้า รร. แล้วผมก็ชี้ไปที่ถุงเอกสาร สงสัยถุงจะเล็กไปครับ ไม่ได้ผลครับ ยามบอกว่า จอดข้างๆ ตรงนี้ก็ได้ครับ แฮแฮ ดีนะครับ ตาผมเหลือบเห็นอ.อับดุลการีม สาแมง หนึ่งในทีมวิจัยของผมอยู่หน้าโรงแรมพอดี เลยส่งสัญญาณมารับเอกสารให้หน่อย
ทำไม อ.อับดุลการีมมาอยู่หน้าโรงแรมแต่เช้านะหรือครับ ฮิฮิ เป็นความผิดพลาดผมเองครับ จริงๆ ผมนัดว่าผมจะมานอนที่โรงแรมครับเมื่อคืน ปรากฏด้วยความที่งานมันเข้ามาหลายอย่างในบ่ายวันศุกร์เลยทำให้ผมลืมนัด และตอนทุ่มหนึ่งน้องทีมงานก็โทรถามว่า ผมอยู่ไหน ผมก็ถามกลับว่า ถามทำไม ก็งานสัมมนามันพรุ่งนี้ แล้วน้องทีมงานก็ตอบกลับมาว่า ก็ไหนอาจารย์บอกว่าจะมานอนที่โรงแรม และตอนนี้ทีมอาจารย์ก็มาถึงหมดแล้วเหลืออาจารย์คนเดียว ฮาฮาฮา ผมก็เลยตอบไปว่า ขอโทษ ผมลืมจริงๆ
กลับมาเรื่องเช้าวันนี้ต่อนะครับ เสร็จจากส่งเอกสาร ผมก็ขับรถไปหน้า รร.สาธิตครับ สำหรับการหาข้าวเช้าทาน ผมคิดตั้งแต่ออกจากโรงแรมแล้วครับว่า จะทานร้านไหน กับข้าวอะไร ฮิฮิ แล้วได้ทานอย่างที่คิด ไม่นึกเลยสิบกว่าปีแล้ว ร้านนี้ยังไม่เปลี่ยนเมนูอาหารเช้า สุดยอด (เนื้อทอดพริกไทย กับไข่ดาว)
เสร็จทานเข้าก็เหลือเวลาอีกสิบนาที เก้าโมง งานจะเริ่มแล้ว รีบขับกลับไปโรงแรมทันทีครับ แต่แล้วก็ต้องเบรกรถอย่างกระทันหันตรงหน้าร้านรองเท้า เนื่องจากเหลี่ยวไปเห็นว่าร้านเปิดอยู่แถมด้วยมีที่จอดซึ่งปกติแถวนี้หายากจริงๆ จอดรถได้ก็ลงไปหยิบรองเท้ามาคู่หนึ่ง แล้วก็ลองใส่ ได้คู่ที่พอดีก็จ่ายตังค์ ขับรถไปโรงแรมทันที ก็แหม่ ขืนใส่รองเท้าแต๊ะเข้าเวทีสัมมนา คนคงเลิกคบผมแน่ แต่แล้วผมก็ไปสัมมนาโดยสวมรองเท้าเพียงข้างเดียวครับ เพราะกลัวว่าถ้าขาข้างที่เจ็บถูกดึงด้วยน้ำหนักของรองเท้า ไม่รู้อาการจะเป็นยังงัยอีก แถมวันก่อนหมอว่าย้ำว่า ไม่ว่ายังงัยอย่าลงน้ำหนักเท้าข้างนี้เด็ดขาด
ผมต้องขึ้นนำเสนอเป็นคนที่สองครับ ต่อจากอาจารย์แวยูโซ๊ะ ซึ่งเป็นหัวหน้าโครงการจัดทำพจนานุกรมมลายูไทย ซึ่งผมเข้าใจว่า โครงการนี้เสร็จไปตั้งแต่ปีที่แล้วเสียอีก เพราะคราวนั้นผมได้รับเชิญไปวิพากษ์โครงการนี้ ซึ่งผมก็คิดว่าเสร็จแล้ว ฮิฮิ สรุปโครงการของผมน่าจะเสร็จก่อน เพราะตอนนี้ผมกำลังเขียนบทที่ 4 แล้ว กิจกรรมทั้งหมดเสร็จแล้ว (ออ. โครงการของผมกับของอ.แวะยูโซ๊ะ เซ็นสัญญาโครงการใกล้ๆ กันครับ ผมเซ็นหลังไม่กี่เดือน)
แค่นั่งในห้องประชุม ผมคิดเริ่มเป็นกังวลทันทีครับ เพราะเบาะเก้าอี้นุ่มมาก ซึ่งมันทำให้ขาข้างเจ็บต้องถูกกดลงไปมาก ดังนั้นระหว่างการประชุมผมเลยต้องลุกไปยืนหลังห้องประชุมบ่อยๆ เพราะไม่งันจะเจ็บมากขึ้น
ความจริงๆ ตอนเขาส่งหนังสือเชิญผมมา ก็มีกำหนดการเรียบร้อยครับ แต่ผมจำไม่ได้ว่าผมได้อ่านมันแล้วยัง สงสัยผมจะเป็นคนขี้ลืมไปแล้วก็ได้ครับ (นาอูซูบิลลาห์) ปรากฏระหว่างนั่งฟังการนำเสนอของโครงการแรก น้องเจ้าหน้าที่ก็มาแจ้งว่า ผมต้องเป็นคนเสนอแนะโครงการด้วย ตอนบ่ายโมง (อ้าว แย่ละสิ ตั้งใจว่า จะอยู่แค่ครึ่งวัน แล้วช่วงบ่ายจะพาอิลฮามและเตาฟิกไปเที่ยวบิ๊กซี) ปรากฏสักครู่ น้องเจ้าหน้าที่อีกคนหนึ่งก็เอาโครงการวิจัยฉบับหนึ่งมาให้ผม แล้วก็บอกว่า โครงการนี้อาจารย์ต้องให้ข้อเสนอแนะนำครับ ตอนสิบโมงครึ่ง
อ้าว. สิบโมงเหรอ ไหนว่า บ่ายโมง ผมเริ่มงงอีกแล้ว นั่งคิด หรือว่าเมื่อกี้ฟังจากน้องอีกคนหนึ่งผิด แต่ไม่นานครับ น้องทีมงานคนแรกก็เอาโครงการมาให้ผมอีก ผมก็บอกว่าได้รับแล้ว ปรากฏน้องคนนี้ก็บอกว่า อันนี้ของช่วงบ่ายอีกโครงการหนึ่ง อ้าว....... ผมต้องเสนอแนะสองโครงการเลยหรือ
ก็เลยต้องเช็คหน่อยครับ เปิดแฟ้มดูกำหนดการ ก็จึงรู้ว่า มีชื่อผมปรากฏในผู้ให้ข้อเสนอแนะสองโครงการจริงด้วย แย่แล้ว ผิดสัญญาอิลฮามนี้เรื่องใหญ่นะจะบอกให้ (ฮิฮิ ไม่ได้กลัวเมียหรอก กลัวลูกมากกว่า)
เสร็จจากการนำเสนอของผม ซึ่งผมยอมรับว่า ผมนำเสนอได้ไม่ดีเท่าไรสำหรับครั้งนี้ พลังในการนำเสนอมันหายไปกับเก้าอี้นุ่มๆ ผมอยากจบให้เร็วที่สุด แล้วก็ลงจากเวที มากกว่าการนำเสนอที่จะสร้างความประทับใจให้คนฟัง แต่ถึงจะนำเสนอได้ไม่ดีเท่าไร ก็ต้องยอมรับครับว่า อ.แวมายิ ปารามัล ตั้งคำถามถามผมได้ดีมากครับ และให้ข้อเสนอแนะที่ดีมากครับ ซึ่งท่านคอมเม้นต์คู่มือที่ผมนำเสนอครับ ก็มีผิดหลายที่ครับ ผมก็ยอมรับผิดอย่างเต็มใจครับ และผมก็เห็นอาจารย์เขียนอะไรต่อมิอะไรในคู่มือเล่มที่ท่านได้รับเยอะมากครับ ลงจากเวทีผมเลยไปขอท่านว่า เล่มที่อาจารย์แก้ไขนะผมขอได้มัยครับ ผมจะได้เอาไปแก้ให้ถูกต้องกว่านี้ ท่านก็เลยอธิบายเพิ่มเติมส่วนที่ท่านสงสัย แต่พอจะขอท่านก็เหมือนจะห่วงครับ ผมเลยไปเอาเล่มใหม่มาให้ท่านครับ แลกกัน ฮิฮิ (อาจารย์น่ารักเสมอครับ)
ออ. ไม่ได้มีคำติอย่างเดียวนะครับ จากอาจารย์แวมายิ และส่วนที่เป็นคำชมคือแก่นของงานวิจัยจริงๆ ครับ นั่นคือท่านบอกว่า คู่มือเล่มนี้แสดงให้เห็นว่า ที่ได้วิจัยไปนั่นทำให้เกิดระบบเขียนอย่างแท้จริง การเขียนนี้มีระบบอย่างแท้จริง อันนี้ท่านยอมรับ แค่แก้ไขตัวอย่างที่ยกมาในคู่มือก็โอเคแล้ว อัลฮัมดุลลิลลาห์ ซึ่งคำชมนี้เป็นคำชมเดียวกันกับที่อาจารย์สาเหะอับดุลลอฮ์ อัลยุฟรีย์ ชมไว้เมื่อเดือนเมษา ที่ผมให้อาจารย์ทดลองระบบเขียนอักษรยาวีที่ได้พัฒนาขึ้น ท่านก็ว่า ระบบเขียนชัดเจนแล้ว ดีแล้ว (แต่อาจจะยังไม่มาก) ซึ่งคำชมนี้แหละที่ทำให้ผมกล้าที่จะบอกว่า งานวิจัยชิ้นนี้ของผมถึงทางออกแล้ว
ส่วนการให้ข้อเสนอแนะของผมต่อโครงการวิจัย อยู่ในอันดับที่สี่ครับ แฮะ แฮะ ดูชื่อหัวหน้าวิจัยแล้ว ต้องบอกว่า หนาวเลยครับ ศ.ดร.สุวิไล เปรมศรีรัตน์ แต่คนนำเสนอ คือ น้องดาเนียน.... (ชื่อยาวจำไม่ได้) ซึ่งอยู่ในฐานะผู้ประสานงาน อ.สาเหะฯ,อ.แวมายิ เป็นทีมวิจัย ว้าว เริ่มเกรงใจจะไปวิพากษ์ได้งัยเนี๊ยะ แถมพอดูเข้าไปในหน้าลึกๆ ของโครงการ ดันมีชื่อผมเป็นหนึ่งในที่ปรึกษาด้วย อ้าว แล้วไปเป็นตั้งแต่เมื่อไหร่เนี๊ยะ ปรากฏ คนที่ต้องให้ข้อเสนออีกคนหนึ่งคือ อ.แวมายิ ก็ต้องพูดออกมาเหมือนกันว่า ผมไปเป็นนักวิจัยร่วมตั้งแต่เมื่อไรเนียะ
ผมอ่านโครงการนี้สองสามรอบ แต่ก็จับประเด็นงานวิจัยไม่ได้ครับ เพราะเป็นโครงการที่ใหญ่มาก แต่ความสำคัญของปัญหาชี้ไปที่ประเด็นเดียว และรู้สึกว่าโครงการนี้ปรับแก้มาหลายหนครับ สังเกตได้จากข้อมูลในแต่ละหน้าขัดกันเอง ฮือ ถ้าไม่ให้ความสำคัญกับการเขียนโครงการที่เสนอมาก โดยเนื้อโครงการแล้วน่าสนใจมากครับ ซึ่งผลที่ได้น่าจะนำไปสู่การจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายแก่รัฐได้ครับเกี่ยวกับภาษาในสามจังหวัด (ประเด็นนี้ผมลืมชมบนเวที เลยมาชมเจ้าตัวทีหลังตอนพักเที่ยง) จริงๆ ประเด็นงบประมาณเป็นอีกเรื่องที่น่าคุยครับ แต่ไม่ใช่หน้าที่จะไปวิพากษ์เรื่องนี้ เลยปล่อยไม่สนใจครับ
โครงการช่วงบ่ายที่ผมให้ข้อเสนอแนะเป็นโครงการของอาจารย์โรงเรียนบ้าน... (ลืมแล้ว) อันนี้ก็เป็นโครงการใหญ่มากครับ จนผมไม่แน่ใจว่าจะทำเสร็จหรือเปล่าในระยะเวลาหนึ่งปี แต่ปัญหาน่าจะอยู่ที่ความสอดคล้องของกิจกรรมกับวัตถุประสงค์มากกว่า แต่พอจะอ้าปากให้ข้อเสนอแนะ ตาผมก็มองไปที่เจ้าของโครงการ ดูเหมือนสายตาของเจ้าของโครงการไม่ค่อยจะอยากให้ผมวิพากษ์เท่าไร นัยยะเหมือนจะบอกว่า อย่านะ อย่ามาว่างานฉันนะ (แฮะ ไม่รู้ผมคิดไปเองหรือเปล่า แต่ผมรับรู้ความรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ ) ผมเลยเอาล่ะ คงไม่อยากให้เสนอแนะมาก เลยตั้งเป็นคำถามถามไป ซึ่งคำตอบก็เป็นไปอย่างที่ผมคิด แต่ผมก็ไม่พูดต่อดีกว่า ดีครับที่ อาจารย์สุวิไลซึ่งเสนอแนะต่อจากผมเป็นคนสรุปผลจากคำถามที่ผมถามไปทั้งหมด
การได้เป็นผู้ให้ข้อเสนอแนะกับโครงการวิจัยของสกว.รอบนี้ ทำผมผิดหวังมากครับ เพราะปกติคอนเซปต์ของโครงการที่สกว.สนับสนุนคือ เล็ก ลึก และชัด แต่ปรากฏในกลุ่มที่นำเสนอวันนี้ ผมไม่เห็นโครงการไหนชัดสักโครงการเลย แต่อนุมัติไปทั้งหมดแล้ว และผมว่า อาจารย์สุวิไลก็รู้สึกอย่างนั้น เพราะก่อนจะเลิก ท่านคุยกับทีมงานของท่านว่า ต้องคุยกับโครงการนั้นโครงการนี้ใหม่นะทำให้ชัดและเล็กกว่านี้หน่อย เออ. ไม่รู้สิ ผมว่า มาทำตอนนี้อย่างนั้น ช้าไปหรือเปล่า เพราะหลายโครงการเดินไปเยอะแล้ว
สุดท้ายก่อนกลับ อ.สุวิไล ก็ย้ำกับผมว่า ให้รีบสรุปโครงการ หลังจากนั้นท่านจะได้ส่งข้อเสนอไปให้กับสกว.ทำการจัดพิมพ์งานของผมเพื่อเผยแพร่ต่อสาธารณะ ซึ่งนั่นก็แล้วแต่จะมีใครหยิบไปขยายผลต่อ ซึ่งจริงๆ ในตอนให้ข้อเสนอแนะ ผมก็ได้คำถามว่า จะต่อยอดอย่างไร ซึ่งผมไม่ได้คิดต่อยอดโครงการนี้เองครับ ผมอยากให้ชุมชนรับงานต่อ (ซึ่งมีคนในชุมชนต้องการทำต่ออยู่แล้วครับ) ที่สำคัญผมมีโครงการใหญ่แล้วในปีนี้
เข้ามาอ่านแต่สงสัยว่า อ.อับดุลการีม สาแมง ใช่น้องชายคุณครู(อาจารย์)อับดุลรอฮีม สาแมง ที่สอนโรงเรียนบำรุงอิสลามไหมค่ะ
งั้นถ้าไม่ใช่ก็ขออภัยสงสัยชื่อนี้ นามสกุลนี้โหล.แน่ๆในสามจังหวัด.ฮา....
แบบว่าท่านเคยสอนหนังสือเจ้าหญิง
เห็นความก้าวหน้าของอุสตะที่เคยสอนให้ ก็อัลลาฮัมดูลิลลาฮฺ อิสลามก้าวไกลไปอีกขั้น
เฮ่ะๆ
ขอบคุณครับ เจ้าหญิงป่วนสีตีนูรฟาร่าหฺ (أُخْتٌ صَغِيْرَةٌ )
ถ้าเจออ.อับดุลการีม แล้วจะถามให้ครับ
ขอบคุณครับอาจารย์ขจิต ฝอยทอง สบายดีครับอาจารย์
งานหินจริงๆ ครับ สำหรับงานวิจัยชิ้นนี้ของผม โดยเฉพาะการสร้างการยอมรับ