ได้คุยกับรปภ.หน้าตึกที่ทำงาน ก่อนงานนเรศวรวิจัย 1 คืน.. รปภ.บอกว่า พรุ่งนี้จะไม่มีที่จอดรถ หากอาจารย์จะจอดในที่จอด ก็ต้องจอดแช่ไว้คืนนี้ หรือพรุ่งนี้ต้องมาแต่เช้า...แต่เผอิญว่าผมไม่ได้ไปเช้า จึงต้องขี่จักรยานไปทำงาน (ที่พักห่างจากที่ทำงานเกือบ ๕๐๐ เมตร)
![]() |
พอขี่ไปทำงานได้ ๒ วัน (ตลอดงาน) ก็รู้สึกว่าดีนะ...เลยขี่ต่อเนื่องไป..สลับกับรถยนต์บ้าง (วันที่มีของเยอะ)..ทำให้เกิดประสบการณ์ความรู้สึกมาแบ่งปันกันดังนี้
- อย่างแรกที่หลายคนรู้สึกได้ คือการได้ออกกำลังกายเบาๆ ไม่เหนื่อย ได้เหงือน้อยๆ
- วันหนึ่งขี่จักรยานไปแต่เช้า ก่อนเวลาทำงาน เพื่อไปเข้า Class การเลี้ยงผึ้ง มีนิสิตคนหนึ่ง (ปู) เห็นอาจารย์ขี่รถจักรยานไปทำงาน ก็มีความรู้สึกว่า อาจารย์ได้ช่วยโลกลดภาวะโลกร้อน ก็มีความรู้สึกดีๆ กับอาจารย์ (ตอนขี่ครั้งแรก ไม่ได้นึกถึงประเด็นนี้ ต้องให้คนอื่นบอก จึงรู้ว่าการกระทำของเราเป็นตัวอย่างที่ดีกับคนอื่นได้-โดยเฉพาะลูกศิษย์)
- วันหนึ่งขี่จักรยานไปประชุม ขากลับก็แวะเบิกเงินที่สหกรณ์ กลับมาถึงที่ทำงานก็ไม่รู้สึกอะไร เพราะฟ้าครึ้ม แต่ต้องขี่รถจักรยานต่อไปเพื่อไปโอนเงินที่ธนาคารท้ายมอ. ขี่ไปไกลเป็นกิโล ท่ามกลางแดดอ่อน (มีเมฆมาก) ยามบ่าย ๒ โมง กับเสื้อแขนสั้น รู้สึกว่ารังสีพระอาทิตย์แรงมาก..เหงื่อออกมาก จนต้องกลับมาอาบน้ำในที่พัก แล้วกลับไปทำงานต่อ และรู้สึกว่า การทำงานในห้องแอร์ ทำให้เราปรับตัวับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปยากขึ้น เราติดกับบรรยากาศที่สบายเกินไป จนลืมคิดในสิ่งที่เป็น Simple Life
- ต่อมาขี่จักรยานไปประชุมต่างตึกทำงาน ต้องขี่ผ่านทางคนเดิน รู้สึกว่าได้เห็น view ดีๆ ที่ต่างจากวิวเวลาเราขับรถ
- แต่ก่อนเวลาไปประชุม เป็นคนชอบไปตรงเวลานัดหรือบางทีก็ไปสาย (บ่อย) แต่พอขี่จักรยานต้องเผื่อเวลา จึงต้องไปก่อน การไปก่อนเวลาทำให้รู้สึกว่า เตรียมการอะไรได้ดีขึ้น ได้เห็นบรรยากาศบางอย่างที่ไม่เคยเห็น หรือได้ยินคำพูดบางอย่างที่อาจจะไม่ได้ยินในการประชุม
- ได้เห็นว่า ฝรั่งหลายคนที่มน.นิยมการขี่จักรยานไปทำงาน..เห็นฝรั่งขี่จักรยานมากกว่าคนไทย ทำให้ตีความไปได้หลายอย่าง ถ้าคิดเข้าข้างคนไทย ฝรั่งเขามาทำงานในเมืองไทยแค่ไม่กี่ปี จึงไม่อยากมีภาระเรื่องซื้อรถยนต์มาขี่ หรือถ้าเขาจะซื้อรถยนต์มาขี่ก็รู้สึกว่ามันแพงเกินไป บ้านเขาถูกกว่านี้มาก..
- พอขี่จักรยานได้หลายวัน รู้สึกว่าบรรยากาศการขี่จักรยาน มันมีความสุข (เพราะไม่ค่อยพบคนขี่จักรยานระหว่างทาง) ได้ดูวิวข้างๆ ขี่แบบไม่เร่งรีบ ได้เห็นวิวที่ไม่เคยเห็น ได้สัมผัสผู้คนระหว่างทาง (เพราะจักรยานไปช้า) ได้ทักทายคนระหว่างทาง ได้หยุดถ่ายภาพวิวสวยๆ
- เมื่อวานไปพบ นิสิตกำลังอ่านหนังสือกันที่ซุ้ม.. หยุดรถจะถ่ายภาพ นิสิต (ที่ไม่รู้จักกัน) ก็ยกมือไหว้ (อาจารย์) เราก็ขออนุญาตถ่ายภาพ มันเป็นอะไรที่รู้สึกดี ที่ได้เห็นวัฒนธรรมไทยแบบเก่าๆ มันหวนคืนกลับมา
- เมื่อวานอีกเช่นกัน ได้พบอาจารย์เก่าที่เรารู้จักทักทายเรา ตอนไปเอาจักรยานมาขี่ ด้วยความที่ไม่รีบเร่งนัก (เพราะเผื่อเวลา) จึงได้มีโอกาสได้คุยกันถึงบรรยากาศเก่าๆ
- ระหว่างทางอีกเช่นกัน เวลาต้องเข็นจักรยานไปตามตึกต่างๆ จะพบปะคนเก่าๆ ที่เราจำไม่ได้แล้ว แต่เขาจำเราได้ ก็จะทักทายเราสวัสดีและยิ้ม...ถ้าเราไปโดยรถยนต์ก็ไม่มีทางได้พบบรรยากาศเหล่านี้
- เราได้รู้อย่างลึกซึ้งขึ้นเลยว่า หากเราจะเปลี่ยนแปลงสิ่งรอบๆ ตัว จะต้องเริ่มจากตัวเราทำให้เป็นตัวอย่าง นิสิตก็จะเปลี่ยนตาม คนที่รู้จักเราก็จะเปลี่ยนตาม คนที่เห็นเรา ก็คิดที่จะเปลี่ยนตาม (แบบแค่ได้คิด)แต่ยังไม่เปลี่ยนพฤติกรรม..แต่แค่คิดก็ดีถมไปแล้ว..อิอิ
![]() |
|
มนุษย์ผึ้งมหัศจรรย์ |


เรียน ท่านอาจารย์ BeeMan
เรียนท่านอาจารย์ JJ
ท่านเพ็ญศรี
ตอนนี้อาจารย์ที่คณะก็นิยมขี่จักรยานกันทุกวันศุกร์ค่ะ
จริงๆ แล้วก็เพื่อเอาไปจอดไว้ที่หน้ามอ เพื่อเดินทางกลับบ้านที่ กทม.กัน
สงสัยว่า เพราะราคามันไม่แพง ถ้าเผื่อมันจะหายไป
ก็คงไม่น่าเสียดายเท่ามอเตอร์ไซด์หรือรถยนต์
ก็ช่วยได้เยอะนะคะ เพราะเวลากลับมาถึงหน้ามอดึกๆ วันอาทิตย์
ตอนขี่ผ่าน รพ.มน.ก็ปั่นกันเร็วจี๋ ดีกว่าเดิน
เรียนท่านอาจารย์ ninko
เรียนท่านอาจารย์ Panda
สวัสดีค่ะ อ.beeman
ทำให้รู้สึกดีๆ ว่ามีท่านผู้บริหารที่ใส่ใจกับคนจักรยานตัวเล็กๆ เหมือนกัน
เพราะให้ขึ้นไปปั่นบนถนน ทาบรัศมีกับรถยนตร์ และมอเตอร์ไซค์ ก็อดที่จะเสียวๆ หลังไม่ได้
แต่ว่าตอนนี้ทางจักรยานทรุดโทรมไปเยอะค่ะ ธรรมชาติจัดการตัวเอง เพราะรากไม้ผุดดันผิวซีเมนต์ขึ้นมา
ทำให้เวลาปั่นจักรยานแล้วคิดว่าท่องโลกพระจันทร์อยู่ เหมือนปั่นจักรยานวิบาก สนุกดีค่ะ
แต่วันไหนรีบๆ ไปทำงาน ก็ต้องลงไปปั่นบนถนนเหมือนเดิม เพราะถ้านึกสนุกปั่นบนทางจักรยาน เกิดเด้งดึ๋งแล้วตีลังกาลงมา คงไม่สวยแน่ค่ะ
สวัสดีครับท่านตัวยุ่ง
จักรยานสีเหลืองเข้ากับ อ.beeman ดีค่ะ
เข้าใจว่าสีเหลืองแทนผึ้ง..