ไอ้ปุ้ย
คุณคงไม่ปฏิเสธหรอกนะว่า ยังไม่เคยลอง ลองแล้วก็ให้รู้สึกมึน ๆ
มึนแล้วก็มีความสุข มีความสุขแล้วก็ให้รู้สึกปลดปล่อย สนุกสนาน
“โซดา หรือโค้ก ดีคะพี่” เสียงหญิงสาวหน้าตาดี
ในชุดกระโปรงสั้นเหนือเขาใส่เสื้อคอกลมแนบเนื้อรัดรูป รัดทรง องเอว
จนทะลักทะล้น กลัวใจเสียเหลือเกินว่ามันจะระเบิดแตกออกมาเป็นเสี่ยง ๆ
เธอคงมีหน้าที่...ริน...ริน...ริน ส่วนเขากวาดยำสามกรอบเข้าปากอย่างออกรส
เปรี้ยว, หวาน, มัน กรอบ แล้วซดน้ำต้มยำกุ้งร้อน ๆ ผ่านลำคอ
น้ำสีเหลืองอำพันที่ถูกน้ำแข็งในแก้ว ถ่วงจนแห้ง เธอจัดแจงรินให้อีกครั้ง
ด้วยรู้อกรู้ใจ กันไปเสียทุกอย่าง
“สุรา นั้นแปลว่าเหล้า กินแล้วเมา..ก็เดินโซเซ” แค่นี้ชีวิตเขา
และเพื่อนก็มีความสุขอยู่มากโข ด้วยเซ..ไป...เซ...มา ถึงบ้านนอนหลับเป็นตาย
พรุ่งนี้ตื่นไปทำงาน สิ้นเดือนก็รับเงิน เจอกันก็สังสรรค์ เป็นอย่างนี้ประจำ
แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้วซิ หลายชีวิต โซเซ จนถึง เซZZZZZ เหมือนอย่างในโฆษณาทีวี
เพราะพิษเศรษฐกิจตกต่ำ จนมีคำพูดติดปากทั่วไปว่า
“จน........เครียด............กิน...........เหล้า..........” มันชั่งโดนใจใคร
ๆ ตอนนี้เสียเหลือเกิน เหมือนจะบอกว่า “ช่างหัวตู คนอื่นอย่ามายุ่งเพราะตู
จน...เครียด...กิน...เหล้า……..”
ก่อนหน้านั้นการดื่มเหล้าเป็นเพียงเพื่อต้องการตอบสนองความสุขในการเข้าสังคม
หรือเป็นเพียงการเพิ่มรสชาติของอาหาร หรือกับแกล้มให้อร่อยปากยิ่งขึ้น
และใช้เป็นข้ออ้างในการเชื่อมความสัมพันธ์ และมิตรภาพให้แน่นแฟ้น
หรือจะเพราะบรรยากาศมันพาไปก็สุดแล้วแต่
แต่ตอนนี้สังคมเราน่าเป็นห่วง ก็หลายคนดื่มเหล้าเพราะรู้สึกว่า จน และเครียด
เช่นนี้
มันจะมีความสุขได้อย่างไร
มันต่างกับ “รวย....Happy.....กิน...เหล้า.....” ไม่ได้เลย
ใช่ว่าการดื่มสุราเป็นสิ่งดี ก็แค่อยากจะบอกถึงความพอดีในการดื่ม
เมื่อได้ดื่มแล้วก็อยากให้รู้สึกดี ๆ กับสิ่งที่ได้ทำลงไป
มันอาจเป็นการทำร้ายสุขภาพ นั่นก็ใช่
แต่เมื่อดื่มแล้วไม่ถึงขนาดทำให้สิ้นสภาพ(ความเป็นคน)
มันก็ไม่ใช่เรื่องที่น่ารังเกียจและน่ากลัว
หากทุกคนต่างรู้จักความพอดีที่จะหาความสุขจากมัน
ดังนั้นคำว่า “พอดี” จึงขึ้นอยู่กับมาตรฐานของแต่ละคน เช่น พอดีมึน ๆ หรือ
พอดีกึ่ม ๆ หรือ สามแก้วพอดี! พอแล้ว หรือ พอดีลูกโทรมาตาม ขอตัวกลับก่อน
เหล่านี้เป็นต้น มันก็ต่างเหตุผลกันไป สุดแท้แต่ความ “พอดี” ของแต่ละบุคคล
ทุกวันนี้หลายคนกลับดื่มกันอย่าง “หมดพอดี” คือไม่มีความพอ...ไม่เมาก็ไม่เลิก
ไม่ยอมเดินกลับบ้าน ชอบคลานสี่ขา หรือให้มีคนแบกไปส่ง มีหวังอีกหน่อยเถอะ
ก็ต้องมานั่งตะโกนคำว่า “จน.....เครียด...กิน...เหล้า.....ไม่มีจะแดก...”
ถึงเวลานั้นก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะทำยังไง
ท่านทั้งหลายก็ดื่มไปเถอะ นี่ไม่ได้ห้ามแต่ขอให้ดื่มกันด้วยความ “พอดี”
อย่าให้ถึงกับขาดสติ และขาดสตางค์
เมื่อพูดถึงคนชอบดื่มทีไร ก็อดคิดถึงเพื่อนคนนี้ไม่ได้
เธอเป็นหญิงแต่หัวใจเป็นชาย
และพยายามทำทุกอย่างให้ร่างกายภายนอกดูงามสมชายชาตรี
ปีที่แล้วข้าพเจ้าได้ข่าวมันว่า ไอ้เพื่อนคนนี้ได้เมียเป็นผู้หญิง
แต่อีกปีถัดมา ก็ได้ข่าวมันว่า ตอนนี้มันกลายเป็นเมีย...ผู้ชายไปแล้ว
เมื่อก่อนมองมันผ่าน ๆ ก็เหมือนจับผู้ชายมาเขียนคิ้วทาปาก แต่พอช่วงหลัง ๆ
มันตามแฟชั่น
ไอ้เพื่อนสติแตกของข้าพเจ้าไปสักรูปมังกรตัวใหญ่เลื้อยพันอยู่ตรงหัวไหล่
ใส่เสื้อหนังสายเดี่ยวสีแดงรัดรูป นุ่งกระโปรงบาน สวมรองเท้าบู๊ดส้นตึกสูง 5
นิ้ว สีดำมันวับ ทาเล็บสีขาว ทาปากสีดำ ทั้งกัดสีผมเป็นสีทองทั่วทั้งหัว
ใส่เจลปียก ๆ หัวมันวับ ผมตั้งเหมือนหนามทุเรียน “มันว่าเป็นแฟชั่นแนวพั้งก์”
พอมาสมัยนี้เขาเรียกกันว่าแนว เจ-ร็อค (J-Rock)
อย่างที่วัยรุ่นชาวญี่ปุ่นแต่งตัวกันบ้า ๆ บอ ๆ
แล้วนัดกันไปโชว์ความแปลกที่ถนนฮาราจูกุ
ส่วนเพื่อนข้าพเจ้ามันก็เดินอยู่แถวคลองเตย หรือไม่ก็ปากซอย 53 รามคำแหง
ข้าพเจ้าจำได้ว่า เคยเรียกไอ้แนวการแต่งตัวแบบนี้ว่า “แนวพั้งเผลอ” คือ
เผลอแต่งไปได้ยังไง ทั้งดูไปดูมารวม ๆ
แล้วมันก็เหมือนกับนกกระจอกทอดเสียมากกว่า
แต่มาวันนี้พบหล่อนอีกครั้ง หล่อนเปลี่ยนไปแล้ว ไม่รู้อะไรมาเข้าฝัน
จึงเปลี่ยนได้สุดขั้วเช่นนี้ จากทอมสุดเท่ห์ มาเป็นสาวพั้งก์ นกกระจอกทอด
และเกือบสุดท้ายมาเป็นทหารพรานหญิง 35 ดีกรี ก่อนจะแต่งงาน
แล้วเปลี่ยนมาเป็นคุณแม่ลูกหนึ่ง ดูอบอุ่นสมวัย 34 เศษ ๆ จนข้าพเจ้าแทบช็อคตาย
ไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง ใคร ๆ ต่างก็เรียกมันว่า “เจ้ปุ้ย”
ขายส่งสุราต่างประเทศ ข้าพเจ้าดีใจกับมันด้วยที่มันได้ค้นพบอาชีพที่ถนัด
และได้ค้นพบวิธีใช้อวัยวะในร่างกายทุกส่วนให้เหมาะสมกับหน้าที่ของมัน
ข้าพเจ้าเห็นรูปแต่งงานของเพื่อน กับตอนนี้
มองยังไงก็ยังไม่อยากเชื่อสายตาดูในรูป
ดูให้ตายมันก็มีแค่รูปเจ้าบ่าวถ่ายรูปคู่กับเพื่อนเจ้าบ่าวเสียมากกว่า
ข้าพเจ้าส่งรูปถ่ายคืนมันไป
พร้อมกับนั่งลงที่โต๊ะอาหารด้วยความดีใจที่ได้พบกันอีกครั้ง
ขณะที่เพื่อนสนิทตรงหน้ากำลังรินเบียร์ใส่แก้วแล้วยื่นให้
มันว่าพบกันคราวนี้มีข่าวดีจะบอก
ข้าพเจ้าฟังแล้วก็ตื่นเต้นอีกครั้ง
หลังจากพบกับความประหลาดใจในรูปลักษณ์กัลยาของเจ้าเพื่อน Love คนเดิม
นาน...น๊าน.........จะได้เจอกันทีก็มีความสุข นี้แถมข่าวดีมาด้วย
ยิ่งทำให้รู้สึกมีความสุขเข้าไปอีก “เป็นไง ?” ข้าพเจ้าถาม
(ในใจก็คิดว่ามันต้องเปลี่ยนรถใหม่ หรือไม่ก็หมดหนี้สิน
หรือไม่ก็ต้องเป็นวันพิเศษอะไรสักวันแน่ ๆ ) แต่นั่นกลับไม่ใช่คำตอบ
ไอ้ปุ้ยมันบอกข่าวดี “กูท้องได้ 3 เดือนแล้ว”
เพื่อนกระเทยอีกคนที่ไปด้วยกันฟังแล้วอุทานจนเกือบตกเก้าอี้
“อุ้ยตาย...อีหอยหลอด...อีผัดพริกสด......อกอีนังบอยจะแตก...ทอมมีลูก....กูจะบ้าตาย”
ใช่แล้วแถมเป็นลูกคนที่สองอีกด้วย “กระเทยอย่างมึงอีบอยไม่มีปัญญาทำหรอก”
(ข้าพเจ้าแกล้งสัพยอกอีกระเทยเฒ่า)
ส่วนเจ้ปุ้ยยังมีหน้ามานั่งดวดเบียร์ท้องโย้อย่างนี้ใช้ได้ที่ไหน
ข้าพเจ้าก็เอ็ดเพื่อนเข้าให้บ้าง เพราะกลัวลูกในท้องมันเกิดมาจะร้องได้แต่
ไฮเนเก้น...ไฮเนเก้น.... ข้าพเจ้ากับอีนางบอย
จึงต้องรีบแย่งกันดื่มเบียร์บนโต๊ะที่ยังเหลืออยู่อีกเกือบสองเหยือกให้หมดเสียโดยเร็ว
เพื่อจะได้นำตัวไอ้คุณแม่สติแตกส่งบ้าน แจ้งผู้ปกครอง ทั้งให้กักบริเวณโดยเร็ว
สมน้ำหน้ามัน งานนี้คงไม่ถึงกับลงแดงหรอกนะคุณ
เพราะไอ้ปุ้ยคนเดียววันนี้ทำให้ข้าพเจ้าต้องเกือบเสียท่าเป็นผัวกระเทยโดยไม่ตั้งใจ
เคราะห์ดีที่เบียร์มันสร่างเมาเร็ว พอมีสติให้ป้องกันตัวและเตะต่อยได้
ด้วยเห็นแก่เพื่อนและของฟรีแท้ ๆ
เกือบจะเสียเชิงชายถูกกระเทยเฒ่าเจาะไข่ดำเสียแล้วไหมล่ะ เพราะฤทธิ์สุราแท้ ๆ
เรื่องนี้จึงเป็นอุทาหรณ์สอนใจหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ทั้งหลายว่า
การดื่มสุราก็ควรดื่มให้มันพอดี ๆ อย่าให้ถึงกับเมามายจนขาดสติ
และจงอย่าได้ไว้ใจทาง อย่าวางใจ
กระเทย (เฒ่า)
คืนนั้น ข้าพเจ้ากลับมานอนบ้านได้อย่างปลอดภัย และคิดถึงเพื่อนคนนี้
ในชีวิตของมันมักชอบทำอะไรต่อมิอะไรแปลกประหลาด ที่ชาวบ้านชาวเมืองเขาไม่ทำกัน
ทั้งที่ตัวเองเป็นลูกสาวนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่
ส่วนแม่มันคนทั่วไปก็เรียกว่าคุณนายผู้กำกับ
เอาเป็นว่าระดับพ่อกับแม่มันออกงานทีต้องเดินคู่กับผู้ว่าฯ
หรือผู้ใหญ่ระดับบิ๊กก็แล้วกัน เผลอ ๆ
บางทีพ่อมันนั่นแหละเป็นประธานในพิธีเสียเอง
วันนั้นเป็นงานแต่งงานระหว่างลูกสาวและลูกชายนักธุรกิจอภิมหาโครตรวยในจังหวัด
เอาวงดนตรีจากกรุงเทพฯ ไปเล่น งานเขาจัดได้หรูหรา เลิศสะแมนแตน
มีทั้งบรรดาลูกท่านหลานเธอทั้งหลายแต่งตัวประชันความโก้หรู
ไปในงานกันอย่างคึกคัก แต่ดูอีกทีก็เหมือนตลาดนัดวัวควาย
ที่ต่างคนต่างมาเล็งหาคู่ในงานนี้ นัยว่าจะได้สมศักดิ์ สมศรี
ฐานะทัดหน้าเทียมตา กลายเป็นงานนัดบอดหาคู่ไปซะอย่างงั้น
“ขอให้แขกผู้มีเกียรติโปรดดื่มอวยพรแก่คู่บ่าวสาว.............(กรึบ)........ไช......โย....ไช......โย....ไช......โย....
ส่วนเจ้าสาวก็ขอบพระคุณคำอวยพรนั้นในใจว่า “แสนยินดีวันนี้ที่มีผัว
เคยเสียตัวมาแล้วก็หลายหน มาวันนี้มีผัวเป็นตัวตน
ส่วนเป็นคนที่เท่าไหร่ไม่ได้จำ”
ฮ่า..ฮ่า...ฮ่า.....ข้าพเจ้าล้อเล่น พอดีนึกกลอนบทนี้ขึ้นมาได้
เคยฟังมาตั้งแต่สมัยเรียนแล้ว
พอไปงานแต่งทีไรก็นึกอุตริให้งานไหนสักงานมีเจ้าสาวกล้าอ่านกลอนบทนี้บ้างคงสนุกพิลึกดี
ท่านผู้ว่ากล่าวคำอวยพรเสร็จก็เดินกลับมานั่งโต๊ะ
ไอ้ปุ้ย
ทอมกลับใจ
ความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
นักเล่านิทาน · 7 ส.ค. 2551
watt · 7 ส.ค. 2551
watt · 7 ส.ค. 2551
ครูกบ · 7 ส.ค. 2551
sunny · 7 ส.ค. 2551
เอาตะเกียบคีบปลากะพงน้ำแดงใส่ปาก แล้วตบด้วยจอนนี่วอกเกอร์ ผสมโซดา
ตามเข้าไปแก้คอแห้ง แน่นอนพ่อและแม่ของไอ้ปุ้ยเพื่อน Love
ข้าพเจ้านั่งร่วมโต๊ะอยู่ด้วย ตรงนั้น มี ท่านผู้ว่าและภรรยา
ท่านนายกสมาคมหอการค้าจังหวัดและครอบครัว ถัดไปคือท่านอัยการจังหวัดและภรรยา
ภายหลังเสร็จพิธีการ บรรดาอาหารบนโต๊ะจีนเริ่มทยอยกันเข้ามาเรื่อย ๆ
พร้อมกับเหล้าขวดใหญ่กลางโต๊ะ พร่องลงเกือบหมด ท่านผู้กำกับเรียกวิทยุ ว.12
อินทรีผงาดให้พลขับเอาเหล้าในรถมาเพิ่ม พอดีกับเสียงจังหวะเพลงคึกคัก
ดีกรีในร่างมันก็เดือดพล่าน
ภรรยาท่านผู้ว่า ชวนภรรยาท่านผู้กำกับคุยตามประสา
“คืนนี้ลูกสาวคุณน้องมาร่วมงานด้วยใช่ไหมคะ
ลูกคุณพี่ก็มาค่ะคนใส่ชุดราตรีสีชมพูตรงโน้นน่ะ” (คุณนายผู้ว่าบอก)
“อุ้ย...สวยน่ารักจริง ๆ เลยนะคะ” (คุณนายผู้กำกับตอบ)
“ค่ะ.....เพิ่งเรียนจบบริหาร จากเอแบค นี่ก็ชวนมาด้วยกันให้มาเปิดหูเปิดตาบ้าง
นั่งร่วมโต๊ะกับลูกสาวท่านอธิการน่ะค่ะ”
“อ๋อ...เหรอคะ....เด็ก ๆ สมัยนี้น่าตาจิ้มลิ้มน่ารักนะคะ” (คุณนายผู้กำกับตอบ)
“อ้าว...แล้วลูกสาวคุณน้องมาด้วยหรือเปล่าคะ” (คุณนายผู้ว่า)
“มาค่ะ” (คุณนายผู้กำกับ)
“ไม่เห็นเลย...นั่งอยู่กับใครคะ” (คุณนายผู้ว่า)
“โน่น.....ค่ะ.....นั่งร่วมกลุ่มกับสาว ๆ ที่โต๊ะใกล้เวที
ส่วนใหญ่ก็เป็นเพื่อเจ้าสาวค่ะ” (คุณนายผู้กำกับ)
“คนไหนคะ....คนที่ผมยาวใส่ชุดราตรีสีเงินชมพู หรือคนที่ใส่ชุดราตรีสีฟ้าคะ
สงสัยจะเป็นคนนี้แน่ ๆ เลย ผมยาว ผิวสวยน่ารักเหมือนคุณแม่เลย ใช่ไหมคะ”
(คุณนายผู้ว่ายอ)
“ค่ะ...ค่ะ”
แม่ไอ้ปุ้ยตอบแล้วหันไปมองพ่อไอ้ปุ้ยที่ดอดไปร้องเพลงอยู่บนเวทีตามคำเชิญของเจ้าภาพเสียตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
“คุณนายผู้ว่าเมื่อเห็นท่านผู้กำกับกำลังร้องเพลงอย่างสนุก
ก็หันมาตบมือให้กำลังใจ เจ้าภาพขอให้ท่านผู้กำกับร้องอีกเพลง เสียงเพลงจังหวะ
ช่ะ....ช่ะ...ช่า ดังขึ้นอีกครั้งในเพลง “เป็นโสดทำไม”
บรรดาท่านและเมียท่านทั้งหลายต่างร่วมตบมือเชียร์และให้กำลังใจท่านผู้กำกับกันอย่างแข็งขัน
ทันใดนั้นเอง มีหญิงสาวนางหนึ่ง ไม่ทราบสังกัดแน่ชัดว่ามาจากตระกูลใด
เธอลุกขึ้นเต้นเหยง ๆ รำอยู่หน้าเวที เธอใส่ชุดเสื้อกล้าม กางเกงลายพราง
ท่าทางทะมัดทะแมง โยกย้ายส่ายสะโพกไปกับจังหวะสามช่า หน้าเธอแดงยังกะลูกตำลึง
แววตามีความสุข มือหนึ่งถือแก้วเหล้าอีกมือหนึ่งถือดอกกุหลาบสีแดง
ทรงผมที่กุดสั้นย้อมด้วยสีทองของเธอ
มันสะท้อนแสงวูบวาบเป็นประกายทำให้เธอดูโดดเด่นขึ้นมา
เธอเต้นต่อไปพร้อมเดินขึ้นไปหาท่านผู้กำกับบนเวที
ที่กำลังขยับแว่นสายตาอ่านเนื้อร้องจากจอคอมพิวเตอร์
เธอยื่นดอกไม้ให้ พร้อมกับบรรจงจูบแก้มท่านผู้กำกับและสวมกอดอย่างแนบสนิท
ท่านผู้กำกับยิ้มไม่ได้ถือสา แสดงอาการแต่อย่างใด
เด็กผู้หญิงคนนั้นยังคงเต้นอยู่ข้าง ๆ ต่อไป และไม่ยอมหนีไปไหน
คุณนายผู้ว่าและทุกคนที่โต๊ะต่างตกใจกับภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
“ตายแล้ว...คุณน้องขา...นั่นเด็กที่ไหนไม่รู้ ขึ้นไปหอมท่านผู้กำกับใหญ่แล้ว”
(ทุกคนที่โต๊ะต่างตกตะลึง)
คุณนายผู้ว่าหันกลับมาจ้องหน้าคุณนายท่านผู้กำกับด้วยสีหน้ากังวลใจ
ส่วนคุณนายผู้กำกับยิ้มเล็กน้อย แล้วหันไปมองสามีของตนอีกครั้ง
ยังไม่ทันหายใจได้ทั่วท้อง ....เด็กผู้หญิงคนนั้น...เธอตะโกนว่า....”
พ่อกู...พ่อกู......” พร้อมชี้ไปที่ท่านผู้กำกับ แล้วเข้าไปกอดและหอมอีกหนึ่งที
ทุกคนที่โต๊ะและคุณนายท่านผู้ว่าต่างตกตะลึง หันกลับมามองหน้าแม่ไอ้ปุ้ย
เป็นสายตาเดียวกัน พร้อมกับทำอาการเลิกคิ้วทั้งสองข้างอย่าง...ฉงน!
ส่วนคุณนายผู้กำกับ...ยิ้ม...และตอบว่า “ค่ะ...นั่นแหละค่ะ ลูกสาวอีฉัน”
เห็นไหมครับลีลาของเพื่อนข้าพเจ้าต้องเรียกว่า “จ๊าบ” เสียจนไม่มีคู่แข่ง
พอเมาทีไรขึ้นไปเต้นบนเวทีทุกที
ข้าพเจ้าเคยแอบถามมันว่า ไม่กลัวพ่อกับแม่อายบ้างหรือทีมีลูกสาวบ้า ๆ บอ ๆ
อย่างนี้ เจ้าเพื่อนตัวแสบตอบกลับมาว่า “เขาชินแล้ว”
ส่วนท่านผู้กับกำ เคยเล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่า
ไอ้เรื้องขึ้นไปเต้นกับพ่ออย่างนี้ไอ้ปุ้ยมันทำมาตั้งแต่ตอนเป็นเด็ก
โตขึ้นมันก็ยังชอบมาเต้นกับพ่ออย่างนี้ประจำ ถ้ามาด้วยกัน
ตำรวจในกองร้อยต.ช.ด.รู้ดี ไอ้ปุ้ยมันเป็นขวัญใจประจำกองร้อยมาตั้งนานแล้ว
คนอื่นไม่เคยเห็นก็จะนึกว่ามันบ้าๆบอๆ แต่สำหรับพ่อ
...ไอ้ปุ้ยมันจะอายุเท่าไหร่, มันชอบทำอะไร มันก็ยังน่ารักเสมอในสายตาของพ่อ
สมแล้วที่ไอ้ปุ้ยมันเป็นลูกรักของพ่อและของเพื่อน ๆ
ทั้งเหมาะสมแล้วอีกเช่นกันที่ข้าพเจ้าตั้งชื่อใหม่ให้มันว่า “รจนาไฉน”
ซึ่งแปลว่า ..........“ผู้หญิงหรือนี่”
นี่คือความรัก ความอบอุ่นในครอบครัวเป็นยาวิเศษคงทนถาวร ต่อให้ลูกจะทำอะไรบ้า ๆ
บอๆ อย่างไอ้ปุ้ย พ่อแม่มันไม่เคยห่วงภาพพจน์ หน้าตาในสังคม
มิหนำซ้ำยังภูมิใจที่ได้นำเสนอความแปลกของลูกตัวเองอีก
ตอนนี้ไอ้ปุ้ยมันเบื่อชีวิตพิสดารแล้วมั้ง มันลงเอยด้วยดีมีครอบครัวเล็ก ๆ
ของมันที่พร้อมด้วยความอบอุ่นและเข้าใจ “นี่แหละ..เขาเรียกว่า
ความรักชนะทุกสิ่ง”
คราวหน้าไปงานแต่งงานเห็นผู้หญิงตัวใหญ่ ๆ ตัดผมเกลียน ๆ
พาเด็กขึ้นไปเต้นบนเวทีอย่างเมามัน ก็ไม่ต้องตกใจ นั่นแหละไอ้ปุ้ยและครอบครัว
...เพื่อน Love ของข้าพเจ้าเอง