มีใครหลายๆคนกล่าวว่า เวลาที่เราพบปัญหา พบความยุ่งยาก พบอุปสรรคในชีวิต นั่นคือบททดสอบอันยิ่งใหญ่ บททดสอบว่า เราจะเดินฝ่าข้ามไปได้หรือไม่ ? ถ้าเราเดินฝ่าไปไม่ได้ เราอาจจะดูล้มเหลวเป็นคนขี้แพ้ เป็นคนไม่สู้โลก เป็นคนที่ไร้คุณภาพในสายตาของใครๆ ข้าพเจ้าก็เคยคิดเห็นเป็นแบบนั้น ดังนั้นเวลาที่มีปัญหาใดๆ เกิดขึ้น ข้าพเจ้าก็ติดนิสัยที่จะฝ่ามันไปแบบลุยๆ ประมาณว่าเป็นตายเท่ากัน แถมมีความคิดว่า จะแพ้ไม่ได้ และผลที่ได้ก็คือการบาดเจ็บของตัวเราเอง และคนรอบข้าง แล้วเราได้อะไร? ความสะใจ ดีใจที่ชนะ แต่ถ้าแพ้ด้วยล่ะก็ บาดเจ็บสาหัสกันไปเลย นั่นเป็นยุคสมัยที่ข้าพเจ้ายังอายุน้อยและติดอาการของคนที่มีอัตตาค่อนข้างสูงทีเดียว

พออายุมากขึ้นข้าพเจ้าก็มีความคิดเห็นเปลี่ยนไปเยอะทีเดียว อะไรที่เป็นปัญหาและน่าเบื่อหน่าย ดูท่าจะแก้ไขอะไรไม่ได้ ข้าพเจ้าก็หนีมันไปซะงั้น โดยเฉพาะช่วงหลังๆ ข้าพเจ้าก็ติดอาการย้ายที่ทำงานอยู่บ่อยๆ ยิ่งถ้ามองเห็นว่าองค์กรนี้มีทีท่าว่าจะแก้ไขปัญหาอะไรไม่ได้แล้ว ข้าพเจ้ามีอาการเบื่อหน่ายที่จะอยู่แก้ไขและไม่คิดที่จะอยู่ไปวันๆ นั่งมองดูปัญหาที่เกิดขึ้นไปเรื่อยๆ ให้เศร้าใจ และรู้สึกคับข้องใจอยู่อย่างนั้น จึงขอไปดีกว่า
ใครอีกหลายๆคนจึงมองว่าข้าพเจ้านั่นแหละเป็นคนที่มีปัญหามากกว่า เพราะอยู่ที่นั่นก็ไม่นาน อยู่ที่นี่ก็ไม่ชอบ ท่าจะเป็นตัวปัญหาโดยแท้ มาคิดดูแล้วอาจจะจริง เพราะข้าพเจ้าอยู่ที่ไหนๆได้ไม่เกินสามปี พอเข้าปีที่สี่ข้าพเจ้าก็มองหาที่จะไปจนได้
ลึกๆในใจแล้วไม่มีใครอยากจะย้ายที่ทำงาน อยากจะขนย้ายข้าวของกันบ่อยๆข้าพเจ้าก็เช่นกัน แต่ข้าพเจ้ามีความคิดว่า เราควรจะแสวงหาถิ่นที่อยู่ที่เราจะอยู่อย่างมีความสุข ไม่ใช่อยู่ไปวันๆ หรือทนอยู่ไปวันๆ แบบนั้น ท้ายที่สุดแล้วข้าพเจ้าก็ได้เรียนรู้จากวิชาของพระพุทธเจ้าว่า ทุกข์สุข อยู่ที่ใจของเรานี่แหละ ถ้าใจเราไม่สุขแม้จะอยู่ในสถานที่ดีเลิศอย่างไร มันก็ไม่สามารถสุขไปได้ แต่การจะทำให้ใจเป็นสุขในสถานที่ที่มีแต่ความทุกข์มันก็ยากอยู่

ปัจจุบันนี้ข้าพเจ้าหยุดแสวงหาสถานที่แห่งความสุขที่ว่า เพราะข้าพเจ้าได้พบว่า สิ่งที่แสวงหามาตลอดชีวิตคืออะไร และความหมายของการมีชีวิตอยู่จากนี้ไปคืออะไร และสิ่งที่ต้องการที่สุดในชีวิตคืออะไร หลายอย่างมันเด่นชัดขึ้นมาเรื่อยๆ ในเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมานี่เอง ข้าพเจ้าไม่ได้คิดจะแสวงหาความสุขหรือความทุกข์อีก และไม่ได้คิดจะวิ่งไปทางไหน แต่ที่ต้องการก็คือการหลุดพ้นไปจากวัฎฎสงสารนี้
หลังจากที่เข้าสู่หนทางแห่งการปฎิบัติธรรม ความคิดเห็นหลายอย่างของข้าพเจ้าเปลี่ยนไป ถ้ามีใครมาถามว่า หากเกิดปัญหามากมายใดๆ ในชีวิตขึ้นมาอีก จะทำอย่างไร คำตอบก็คือ ข้าพเจ้าคงไม่ลุยเข้าไปแก้ปัญหาดังแต่ก่อน ประหนึ่งว่าถ้ามีภูเขามาขวางทาง ข้าพเจ้าก็ไม่คิดที่จะเคลื่อนย้ายภูเขา แถมไม่คิดจะปีนข้ามไป แต่ข้าพเจ้าจะขอเดินอ้อมไปแทน ข้าพเจ้าเรียนรู้ว่า การแพ้หรือชนะไม่ได้มีความหมายอะไรในชีวิตของเราเลย เราไม่ได้อะไรจากสิ่งหล่านี้ นอกจากความสะใจและความเจ็บปวด และการก่อทุกข์ให้กับคนรอบข้าง
ในช่วงเวลาที่ผ่านมาจึงเป็นช่วงเวลาแห่งการทดสอบ และทบทวน ในสิ่งที่เกิดขึ้นและเป็นไปในชีวิต ข้าพเจ้าตระหนักรู้ว่า ชีวิตนั้นมีแต่ความทุกข์ และมีความทุกข์เกิดขึ้นในผู้คนหลายคนที่ข้าพเจ้ารู้จัก และเหตุแห่งทุกข์นั้นก็คือการยึดมั่นถือมั่นในสิ่งต่างๆ มากจนเกินไป จนไม่สามารถปล่อยวางมันลงได้ ข้าพเจ้าเองก็มีความทุกข์จากการยึดมั่นถือมั่นนั้นด้วย แต่โชคดีที่มันไม่มากมายดังเช่นแต่ก่อน
หลายคนคิดว่า เมื่อเราต้องการสิ่งใด สำหรับนักสู้ที่แท้จริงนั้นต้องต่อสู้ให้ได้สิ่งที่หวัง และแพ้ไม่ได้ จึงต้องผ่าฟันมันไปแม้ว่าจะสร้างปัญหาติดตามมาอีกมากมายหลายอย่าง ทำประหนึ่งว่าชีวิตคนเรานั้นไม่อาจเริ่มต้นใหม่ได้ แต่สำหรับหลวงปู่ติช นัท ฮันห์ แล้ว ท่านสอนว่า ชีวิตเรานั้นเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ เพราะเมื่อเราลืมตาตื่นขึ้นมาในตอนเช้า เราก็มี 24 ชั่วโมงอันใหม่เอี่ยมรออยู่ทุกวัน อดีตนั้นได้ผ่านไปแล้วเราแก้ไขอะไรไม่ได้ ส่วนอนาคตก็ยังมาไม่ถึง ทำไมเราต้องยึดถือมันไว้ แต่ 24 ชั่วโมงอันใหม่เอี่ยมนั้นกำลังเริ่มต้น ทำไมเราไม่เริ่มต้นใหม่กันวันนี้ เริ่มต้นสิ่งดีๆ กันอีกครั้ง

ผมก็เริ่มวันใหม่ ด้วยการคิดดี ๆ และรู้สึกดี ๆ ต่อสิ่งที่อยู่รอบตัวทุกวัน ทุกข์เกิดขึ้นเพราะเราไปยึดติดมันจริง ๆ
สวัสดีค่ะคุณเอกราช
ทุกข์เกิดขึ้นเพราะเราไปยึดติดมันจริงๆค่ะ ถ้าปล่อยวางได้เร็วก็ทุกข์ไม่นานนะคะ
อยากให้เราทั้งหลายเริ่มต้นใหม่กันได้ทุกวัน ปล่อยวางความทุกข์ความเศร้าของวันวานไป อาจจะรวมทั้งความโกรธแค้นชิงชังซึ่งกันและกันด้วย ถ้าเป็นไปได้ความวุ่นวายความขัดแย้งต่างๆในสังคมเราอาจจะน้อยลงได้
ใช่ๆเลยพี่ยา ข้าพเจ้าเป็นคนที่เกลียดการพ่ายแพ้มาก ชอบเอาชนะตลอด เหนื่อยสุดๆ กว่าจะคิดได้บ้าง ทุกวันนี้ก็พยายามขัดเกลาอยู่