กำลังเตรียมการนำเสนอ presentation ให้กับกรมการแพทย์ แล้วได้ลองย้อนไปอ่านหนังสือของ อ.วิจารณ์ อีกครั้ง โดยเฉพาะเรื่องอุปสรรคของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ รู้สึกว่ายิ่งได้คลุกคลีกับ KM ทั้งออนไลน์และออฟไลน์นานวันเข้าก็ยิ่งเห็นด้วยว่าอุปสรรคเหล่านี้เป็นจริงอย่างยิ่ง
จากหนังสือ ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช, การจัดการความรู้ ฉบับนักปฏิบัติ, 2548
บุคคล
มีทัศนคติว่าความรู้คืออำนาจ
ไม่ทราบว่าสิ่งที่ตนเองรู้มีประโยชน์กับคนอื่นหรือไม่
ไม่ทราบว่าคนอื่นไม่รู้สิ่งที่ตนเองรู้
ไม่เห็นประโยชน์ ไม่มีแรงจูงใจของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้
ไม่มีเวลาและความมุ่งมั่นเพียงพอในการเรียนรู้จากผู้อื่น
ไม่มีความไว้เนื้อเชื่อใจเพียงพอระหว่างกัน
ส่วนรวม/โครงสร้าง
ยังไม่มีกระบวนการในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างเป็นระบบ
ผู้บริหารไม่ให้การสนับสนุน
ระบบสารสนเทศไม่เอื้อ
ยังไม่มีระบบการยกย่องชมเชยหรือให้รางวัลแก่ผู้ที่แลกเปลี่ยนหรือถ่ายทอดความรู้ให้ผู้อื่น
ค่านิยม/วัฒนธรรมองค์กร
มีการแข่งขันระหว่างหน่วยงานสูง
บุคลากรไม่ให้ความร่วมมือ ไม่เปิดเผย
ผู้บริหารไม่ยอบรับความล้มเหลวที่เกิดขึ้นจากการลองสิ่งแปลกใหม่
สวัสดีครับ
แวะมาเยี่ยมครับ
ผมว่าหากมีกลุ่มต่างๆที่เริ่มทำการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ไปเรื่อยๆ
ผมว่าคงเกิดการเปลี่ยนแปลงได้ ตอนนี้ทางหลักสูตรรังสีเทคนิค ม.ขอนแก่น ก็นำการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เข้ามาใช้ในการเรียนการสอน อาจารย์และนักศึกษา รวมถึงการเชื่อมโยงกับบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาไปแล้ว ให้มีโอกาสได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กันมากขึ้นและทำหลายช่องทาง ครับ
ขอบคุณครับที่นำมาวิเคราะห์ให้เห็นปัญหาอุปสรรค จะได้นำไปเป็นแนวทางพัฒนาครับ
ขอบคุณทุกท่านที่ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้นะค่ะ ดิฉันเชื่อว่าการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพของทั้งสองฝ่ายอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อการลดอุปสรรคดังกล่าวค่ะ
หวัดดีฮะ
ผมว่ามันมีอุปสรรคที่เปนสากล และอุปสรรคเฉพาะวัฒนธรรม
ที่เปนสากลก็อย่างที่ว่ามาล่ะครับ
แต่ของไทยเนี่ย อันที่สำคัญมากคือระบบอาวุโส-อุปถัมภ์
คุณ( คุณในที่นี้ หมายถึงเราทุกคนนะครับ)เถียงคนมีอำนาจมากกว่าไม่ได้
คุณแย้งคนที่เป็นผู้อุปถัมภ์คุณไม่่ได้ หรือไม่ค่อยได้
เวลาคุณเริ่มต้นการสนทนา คุณต้องไอเดนติฟายตำแหน่งทางสังคมระหว่างคู่สนทนากับคุณโดยการใช้สรรพนาม
สรรพนามจะเป็นตัวแบ่งลำดับขั้นทางอำนาจ และก็ บล็อก การแสดงความเห็นแบบเท่าเทียมกันโดยตัวมันเอง
นอกจากนั้นโครงสร้างเชิงอุดมการณ์ในสังคมเราอย่างเช่นศาสนา ในแบบที่เป็นการตีความกระแสหลัก ก็สร้างวัฒนธรรมการยอมรับเชื่อฟัง การสร้างความเชื่อให้เกิดความรู้สึกทางอ้อมให้ การเถียงคนมีอำนาจเปน sin
ie. ทำให้พ่อแม่เสียใจบาป, ไม่กตัญญู ไม่เจริญ, ต้องเชื่อฟังครูบาอาจาน ต้องเชื่อพระ, วิจารณ์เจ้าเปนบาป นรกกินกบาล ,อย่าเถียงผู้ใหญ่ พวกอกตัญญู บลาๆ,อย่าเถียงเจ้านาย อดทนไว้ เอาต้องมีขันติ
นอกจากนั้นก็คือเซนเซอร์ชิป ซึ่งเราก็เซนเซอร์ตัวเอง ในเรื่องใหญ่ๆ เชิงอุดมการณ์ เช่นการเมือง อำนาจสถาบันเจ้า ศาสนา เราก็เซนเซอร์ตัวเองมากขึ้น เทียบกับ ยุคแรก หลัง 2475 เราเซนเซอร์ตัวเองมากกว่าสมัยนั้น ดูได้จาก นสพ การดิสคอร์สในที่ที่สาธารณะ
ขณะที่ ไม่กี่ปีที่ผ่านมา แนวโน้มเรื่องส่วนตัวอาจจะพูดได้มากขึ้น ดารงดาราก็มาพูดเรื่องส่วนตัวที่หลายๆครั้งมันไม่มีประโชน์
การศึกษาดูเหมือน แม้แต่การพัฒนาการศึกษา ก็สนใจเรื่องเทคนิค มากกว่าเรื่อง การปรับไอดีโอโลจี้ทางสังคมทางอ้อมโดยการสร้างการศึกษาแบบใหม่ หรือการเปนสังคมสมัยใหม่ที่มีลักษณะเซคูล่า สเตทมากขึ้น พหุนิยมมากขึ้น ก็ไม่ได้รับการศึกษา
ทั้งหมดนี้จุดสูงสุดในทางสัญลักษณ์ ซึ่งเปนทั้งผู้สร้างอุดมการณ์และเปนสัญลักษณ์ไปในเวลาเดียวกัน ของอุดมการณ์ และวัฒนธรรม ก็อยู่ตรงนั้น ที่เราพูดไม่ได้น่ะครับ บางทีเราก็มองก็ไม่เห็นเพราะการมองเห็นจำเปนต้องมี เซนเซอรี่ ออร์แกนที่แอคทีพ แต่ในเมื่อโครงสร้าง และโซเชียลคอนสตรัคชั่นมันทำให้เราปิิดตรงนั้น ยับยั้งตรงนั้น เราก็มองไม่เห็น แล้วก็จะเห็นแต่สิ่งที่เค้าอยากจะให้เราเห็น (พอแค่นี้แล้วกัน ครับ อิอิ)
แต่อย่างหนึ่งที่ทำให้คนติดกับระบบอาวุโส อุปถัมภ์ คือ ถ้าเราไต่เต้าไปในระดับหนึ่ง มีตำแหน่งสถานภาพในระดับหนึ่ง ระบบนี้จะทำให้เรามีอำนาจเชิงเปรียบเทียบ เสียงของเราจะดังขึ้นในท่ามกลางคนในการอุปถัมภ์ของเรา หรือคนที่เราอยู่เหนือกว่าในความสัมพันธ์เชิงอาวุโส-อุปถัมภ์ตรงนั้น เรียกว่าเป็นการให้รางวัลปัจเจก
เมื่อโครงสร้างรอบตัวตัวเป็นอย่างนี้
การประจบ เอาใจการไม่พูดตรงๆมันก็ย่อมเกิดขึ้น
คนที่ถูกประจบก็จะมีความอดทนต่ำต่อ การรับฟังความเห็น
แล้วก็จะเล่นงานคนที่แสดงความเห็น คนไม่ค่อยกล้าแสดงความเห็น เพราะฉะนั้นวัฏจักรก็มาอย่างนี้
----------
แต่ ถ้าเราเปลี่ยนวัฒนธรรม สร้างสัญลักษณ์ใหม่ เช่น ประชาธิปไตย เสรีภาพ
แล้วก็วิจารณ์ระบบเก่า สร้างสิ่งใหม่ๆทางอุดมการณ์ ฯลฯ
แต่คนจำนวนมากก็ไม่อยากให้มันเปลี่ยน เพราะปรับตัวเข้ากับระบบเดิมพอได้
มีความสุขเป็นส่วนตัว ยิ่งมีตำแหน่งสูงเท่าไหร่ ในระบบอุปถัมภ์ก็หาความสุขได้ง่าย,ไม่เสมอไป,แต่โดยแนวโน้้มก็พูดได้
เมื่อเค้ามีอำนาจ และได้ประโยชน์อยู่แล้ว รวมทั้งมีมายเซทว่าแบบเดิมดี เพราะฉะนั้นก็จะขัดขวาง หรือไม่ก็ไปปฏิรูป อะไรหยุมหยิม แต่ไม่แตะเรื่องที่มันเปนหลัก เป็นแกนจริง อาจเพราะมองไม่เห็น หรือกลัว
แต่ยังไงมันก็ต้องเปลี่ยนได้ แต่มันช้า เมื่อช้าก็จะมีคนที่ลำบากจากระบบเดิมโครงสร้างเดิมต้องลำบากมากขึ้น เปนเวลานานขึ้น
ขอบคุณครับ
แก้ไำขนิดนะครับ ข้างบนอาจจะอ่านไม่รู้เรื่อง
ย่อหน้า กลางๆ
การศึกษาเราดูคอนเซอเวทีพมาก จนดูเหมือนจะแช่เราไว้ในยุคราชาธิปไตย แม้แต่การพัฒนาการศึกษา ก็ดูเหมือนสนใจเรื่องเทคนิค มากกว่าเรื่องการปรับไอดีโอโลจี้ทางสังคมทางอ้อมโดยการสร้างการศึกษาแบบใหม่ หรือ ไม่ได้พยามให้คุณค่ากับการเปนสังคมสมัยใหม่ที่มีลักษณะเซคูล่า สเตทมากขึ้น พหุนิยมมากขึ้น สิ่งเหล่านี้นอกจากไม่ได้รับการส่งเสริมในวััฒนธรรมและเนื้อหาการศึกษา แล้วยังถูกต่อต้านด้วยซ้ำไป
สวัสดีค่ะ
เห็นด้วยกะคุณ SiamCollective จัง แต่ที่คุณพูดมามันคงจะใช้ได้กับในสังคมไทยปกติมากกว่า
ในสังคม online อาจจะยังเป็นอยู่บ้างแต่ลด degree ไปมาก คนในสังคมไทยยังให้ความสำคัญ กับการพูดแต่ในสิ่งที่ politically correct อยู่มาก ๆ โดยเฉพาะในบรรดาพวก commentator ทางโทรทัศน์ยิ่งเห็นได้ชัด ผมว่ามันน่าเอียนและทำให้การถกเถียงแลกเปลี่ยนเรียนรู้มันหมดสนุกไปเยอะเลย
IMHO ผมเชื่อว่า computer network เป็นอะไรที่ช่วยทำลาย โครงสร้างทางสังคมแบบที่มีการจัด ลำดับชั้น (Heirarchy ) ลงไปมาก แม้แต่ e-mail ก็สามารถทะลุทะลวงหรือ bypass ลำดับชั้น ในองค์กรได้ไม่น้อย โลกเสมือนของ network ช่วยให้เกรงกลัว political repression น้อยลงนะครับ