หวัดดีฮะ

ผมว่ามันมีอุปสรรคที่เปนสากล และอุปสรรคเฉพาะวัฒนธรรม

ที่เปนสากลก็อย่างที่ว่ามาล่ะครับ

แต่ของไทยเนี่ย อันที่สำคัญมากคือระบบอาวุโส-อุปถัมภ์

คุณ( คุณในที่นี้ หมายถึงเราทุกคนนะครับ)เถียงคนมีอำนาจมากกว่าไม่ได้

คุณแย้งคนที่เป็นผู้อุปถัมภ์คุณไม่่ได้ หรือไม่ค่อยได้

เวลาคุณเริ่มต้นการสนทนา คุณต้องไอเดนติฟายตำแหน่งทางสังคมระหว่างคู่สนทนากับคุณโดยการใช้สรรพนาม

สรรพนามจะเป็นตัวแบ่งลำดับขั้นทางอำนาจ และก็ บล็อก การแสดงความเห็นแบบเท่าเทียมกันโดยตัวมันเอง

นอกจากนั้นโครงสร้างเชิงอุดมการณ์ในสังคมเราอย่างเช่นศาสนา ในแบบที่เป็นการตีความกระแสหลัก ก็สร้างวัฒนธรรมการยอมรับเชื่อฟัง การสร้างความเชื่อให้เกิดความรู้สึกทางอ้อมให้ การเถียงคนมีอำนาจเปน sin

ie. ทำให้พ่อแม่เสียใจบาป, ไม่กตัญญู ไม่เจริญ, ต้องเชื่อฟังครูบาอาจาน ต้องเชื่อพระ, วิจารณ์เจ้าเปนบาป นรกกินกบาล ,อย่าเถียงผู้ใหญ่ พวกอกตัญญู บลาๆ,อย่าเถียงเจ้านาย อดทนไว้ เอาต้องมีขันติ

นอกจากนั้นก็คือเซนเซอร์ชิป ซึ่งเราก็เซนเซอร์ตัวเอง ในเรื่องใหญ่ๆ เชิงอุดมการณ์ เช่นการเมือง อำนาจสถาบันเจ้า ศาสนา เราก็เซนเซอร์ตัวเองมากขึ้น เทียบกับ ยุคแรก หลัง 2475 เราเซนเซอร์ตัวเองมากกว่าสมัยนั้น ดูได้จาก นสพ การดิสคอร์สในที่ที่สาธารณะ

ขณะที่ ไม่กี่ปีที่ผ่านมา แนวโน้มเรื่องส่วนตัวอาจจะพูดได้มากขึ้น ดารงดาราก็มาพูดเรื่องส่วนตัวที่หลายๆครั้งมันไม่มีประโชน์

การศึกษาดูเหมือน แม้แต่การพัฒนาการศึกษา ก็สนใจเรื่องเทคนิค มากกว่าเรื่อง การปรับไอดีโอโลจี้ทางสังคมทางอ้อมโดยการสร้างการศึกษาแบบใหม่ หรือการเปนสังคมสมัยใหม่ที่มีลักษณะเซคูล่า สเตทมากขึ้น พหุนิยมมากขึ้น ก็ไม่ได้รับการศึกษา

ทั้งหมดนี้จุดสูงสุดในทางสัญลักษณ์ ซึ่งเปนทั้งผู้สร้างอุดมการณ์และเปนสัญลักษณ์ไปในเวลาเดียวกัน ของอุดมการณ์ และวัฒนธรรม ก็อยู่ตรงนั้น ที่เราพูดไม่ได้น่ะครับ บางทีเราก็มองก็ไม่เห็นเพราะการมองเห็นจำเปนต้องมี เซนเซอรี่ ออร์แกนที่แอคทีพ แต่ในเมื่อโครงสร้าง และโซเชียลคอนสตรัคชั่นมันทำให้เราปิิดตรงนั้น ยับยั้งตรงนั้น เราก็มองไม่เห็น แล้วก็จะเห็นแต่สิ่งที่เค้าอยากจะให้เราเห็น (พอแค่นี้แล้วกัน ครับ อิอิ)

แต่อย่างหนึ่งที่ทำให้คนติดกับระบบอาวุโส อุปถัมภ์ คือ ถ้าเราไต่เต้าไปในระดับหนึ่ง มีตำแหน่งสถานภาพในระดับหนึ่ง ระบบนี้จะทำให้เรามีอำนาจเชิงเปรียบเทียบ เสียงของเราจะดังขึ้นในท่ามกลางคนในการอุปถัมภ์ของเรา หรือคนที่เราอยู่เหนือกว่าในความสัมพันธ์เชิงอาวุโส-อุปถัมภ์ตรงนั้น เรียกว่าเป็นการให้รางวัลปัจเจก

เมื่อโครงสร้างรอบตัวตัวเป็นอย่างนี้

การประจบ เอาใจการไม่พูดตรงๆมันก็ย่อมเกิดขึ้น

คนที่ถูกประจบก็จะมีความอดทนต่ำต่อ การรับฟังความเห็น

แล้วก็จะเล่นงานคนที่แสดงความเห็น คนไม่ค่อยกล้าแสดงความเห็น เพราะฉะนั้นวัฏจักรก็มาอย่างนี้

----------

แต่ ถ้าเราเปลี่ยนวัฒนธรรม สร้างสัญลักษณ์ใหม่ เช่น ประชาธิปไตย เสรีภาพ

แล้วก็วิจารณ์ระบบเก่า สร้างสิ่งใหม่ๆทางอุดมการณ์ ฯลฯ

แต่คนจำนวนมากก็ไม่อยากให้มันเปลี่ยน เพราะปรับตัวเข้ากับระบบเดิมพอได้

มีความสุขเป็นส่วนตัว ยิ่งมีตำแหน่งสูงเท่าไหร่ ในระบบอุปถัมภ์ก็หาความสุขได้ง่าย,ไม่เสมอไป,แต่โดยแนวโน้้มก็พูดได้

เมื่อเค้ามีอำนาจ และได้ประโยชน์อยู่แล้ว รวมทั้งมีมายเซทว่าแบบเดิมดี เพราะฉะนั้นก็จะขัดขวาง หรือไม่ก็ไปปฏิรูป อะไรหยุมหยิม แต่ไม่แตะเรื่องที่มันเปนหลัก เป็นแกนจริง อาจเพราะมองไม่เห็น หรือกลัว

แต่ยังไงมันก็ต้องเปลี่ยนได้ แต่มันช้า เมื่อช้าก็จะมีคนที่ลำบากจากระบบเดิมโครงสร้างเดิมต้องลำบากมากขึ้น เปนเวลานานขึ้น

ขอบคุณครับ