เรื่อง ก้าวหน้า(เรื่องสั้นอิงธรรมะจากนิตยสานธรรมะใกล้ตัว)
โดย mayrin
มันเป็นวันที่อากาศร้อนอบอ้าวอย่างผิดฤดูกาลของเดือนธันวาคมวันหนึ่งแม้เครื่องปรับอากาศจะทำหน้าที่ของมันอย่างเต็มที่แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ผู้ที่พักอาศัยอยู่ในห้อง รู้สึกได้ถึงความเย็นฉ่ำน่าสบายเพราะเหตุว่าภายในจิตใจของพวกเขาเหล่านั้นกำลังร้อนรุ่มมีอุณหภูมิสูงกว่าอากาศข้างนอกมากนัก
"หทัยชนก เธอไม่มีน้ำใจกับพวกเราเลยนะทำงานอยู่ทีมเดียวกันแท้ๆ มีไอเดียอะไรใหม่ๆ ก็น่าจะปรึกษากันก่อนแล้วค่อยนำเสนอเป็นผลงานของทีม"
เสียงตัดพ้อแกมตำหนิของขวัญตาดังแหวกความเงียบขึ้นหลังจากคณะผู้บริหารเดินพ้นออกจากห้องประชุม
"โครงการนี้เกิดขึ้นจากเพื่อนๆ ทุกคนระดมสมองช่วยเธอลำพังเธอทำไม่มีทางสำเร็จ แล้วทำไมนำเสนอเป็นผลงานของเธอคนเดียว ทั้งๆที่คราวก่อนเธอก็ได้แต้มโปรโมทสูงมากแล้วแล้วเธอก็รู้ดีว่าทางบริษัทกำลังมีนโยบายโปรโมทเพื่อคัดเลือกและลดจำนวนพนักงานครั้งนี้มันมีความสำคัญกับความอยู่รอดของครอบครัวพวกเรามาก พวกเราเงินเดือนก็น้อยแถมยังมีลูกเล็กๆ ต้องเลี้ยงดูอีกตั้งหลายคน"
"ใช่ ๆ" เสียงขานรับดังกึกก้องขึ้นรอบห้อง
ฉันยักไหล่อย่างไม่แคร์ โอกาสดีๆอย่างนี้มือใครยาวสาวได้ก็สาวเอาสิ
ก่อนหน้านี้ เพียงไม่กี่นาทีหลังจากการนำเสนอรายงานของฉันจบลง คำชมจากบอสใหญ่ ทำให้ฉันรู้สึกลิงโลดอยู่ในใจเห็นแววตาที่บ่งบอกถึงความขุ่นเคืองของเพื่อนร่วมงานที่อยู่รายรอบส่งประกายเจิดจ้าเข้ามาแทงตาก็ตาม
เสียงปรบมืออย่างกึกก้องจากคณะผู้บริหารยิ่งทำให้ฉันรู้สึกภาคภูมิใจยิ่งนัก
-------------------------------------------
หลังจากเงยหน้าขึ้นจากกองเอกสารบนโต๊ะเอื้อมมือไปบีบนวดลำคอที่ปวดระบม ฉันก็ได้พบกับสายตาอบอุ่นแต่แฝงไว้ด้วยริ้วรอยแห่งความกังวลอย่างลึกซึ้งคู่หนึ่ง
“ไม่กลับบ้านไปเยี่ยมพ่อบ้างเหรอปีนี้ท่านแก่ลงมากแล้ว เดินไม่ค่อยไหวเหมือนแต่ก่อนแล้วนะ”
พี่หนูนาลูกป้าแจ่มเพื่อนบ้านเพิ่งกลับไปเยี่ยมแม่ที่ต่างจังหวัดแวะเข้ามาหาฉันที่ห้องทำงานถามขึ้นทันที
“งานแยะน่ะพี่ ช่วงโปรโมทต้องเร่งสร้างผลงาน”
ฉันมองกองเอกสารที่วางอยู่ตรงหน้าก่อนตอบด้วยน้ำเสียงเหนื่อยล้าพี่หนูนาพยักหน้าอย่างเข้าใจ หรือไม่ก็คงเริ่มชินกับคำตอบเดิมๆ ของฉัน
"จริงอยู่ความก้าวหน้า มีชื่อเสียงเงินทองเป็นสิ่งที่ทุกคนไขว่คว้าปรารถนาแต่อย่าลืมคนข้างหลังที่ช่วยให้เรามีวันนี้นะจ๊ะแบ่งปันน้ำใจให้โอกาสแก่เขาเหล่านั้นให้ได้รับในสิ่งที่ดีเหมือนกับที่เรากำลังได้รับ ผู้ที่จะประสบความสำเร็จ เจริญรุ่งเรืองยืดตัวยืนได้อย่างมั่นคง สง่าผ่าเผยอยู่บนสังเวียนชีวิต นอกจากความเก่งแล้วก็จะต้องมีความดีเป็นเครื่องกำกับจิต รู้จักกตัญญูรู้คุณท่านไม่ลืมรากเหง้าของตนเองเป็นฐานรองรับ"
พี่หนูนาคุ้นเคยกับพนักงานหลายคนในบริษัทคงจะระแคะระคายเรื่องการประชุมในวันนี้ จากเสียงซุบซิบของเพื่อนร่วมงานคนใดคนหนึ่งนอกจากนั้นก็ยังเป็นห่วงเรื่องพ่อฉันอีก
วูบหนึ่งของสัมผัสจิตฉันนิ่งฟังเสียงอ่อนโยนเจือด้วยเมตตานั้น เหมือนถูกละอองไอน้ำเย็นนโปรยตกมากระทบแต่แล้วมันก็เหมือนถูกเปลวแดดแห่งความโลภ เผาละลายไปอย่างรวดเร็วเมื่อหวนนึกถึงเม็ดเงินที่จะได้เพิ่มขึ้นถึงสองเท่าหากมีรายชื่อติดอยู่บนบอร์ดในตำแหน่งผู้บริหารระดับต้น ซึ่งฉันลอบมองอยู่เสมอ …
-------------------------------------------
เช้าวันจันทร์อันแสนสับสนวุ่นวายฉันออกจากหอพักเร็วกว่าทุกวัน รีบสาวเท้าเดินออกจากซอยข้างถนนหวังว่าจะได้ทันขึ้นรถเมล์เที่ยว 6 โมงเช้า เพราะมิฉะนั้นฉันจะต้องยืนรออีกนานนับเป็นชั่วโมงทีเดียว
วันนี้ครบรอบหนึ่งเดือนพอดีสำหรับการเป็นพนักงานคนแรกที่มาถึงบริษัทฉันจะไม่ปล่อยให้โอกาสได้แต้มโปรโมทครั้งนี้ หลุดลอยไปเป็นอันขาดรถมอเตอร์ไซด์รับจ้างหลายคันวิ่งเบียดฉันไปอย่างรวดเร็วจนแทบจะเฉี่ยวเอาตัวฉันติดไปด้วย สภาพการจราจรในซอยเล็กๆ แต่เป็นทางลัดสู่ถนนใหญ่พลุกพล่านไปด้วยรถราแล่นตะบึงสวนกันไปมาอารามรีบเร่งทำให้ฉันไม่ทันสังเกตว่าได้เดินผ่านใครคนหนึ่ง จนกระทั่ง…
“หนู ขอยืมมือหน่อยลูก”
เสียงเรียกเบาๆ แหบแห้งระคนหอบเหมือนจะขาดใจดังมาจากด้านหลังของฉัน ทำให้ต้องรีบเหลียวหลังกลับไปมอง
ภาพของชายชราร่างเล็กผอมเกร็งกำลังพยายามรวบรวมเรี่ยวแรงที่ดูเหมือนจะมีอยู่เพียงน้อยนิดยกเท้าที่สั่นเทาก้าวย่างขึ้นฟุตบาทอย่างแสนยากเย็น สะกดให้ฉันนิ่งงันไปครู่หนึ่งก่อนที่จะรีบเอื้อมไปจับมือเหี่ยวย่นนั้นไว้แน่น ค่อยๆดึงร่างสั่นเทาให้ก้าวเท้า
“ขอบใจมากลูก”
ยิ้มที่เปิดกว้างจนมองเห็นฟันที่มีเหลืออยู่เพียงไม่กี่ซี่พร้อมกับดวงตาที่บ่งบอกถึงความรู้สึกจริงใจ ทำให้ฉันรู้สึกปีติจนหัวใจพองโตนี่คือความสุขจากการให้ การที่ได้ยื่นมือช่วยเหลือผู้อื่นที่ฉันไม่เคยเข้าใจไม่เคยสัมผัสมาก่อน
แต่เพียงชั่ววินาทีเดียวหลังจากเท้าของชายชราพ้นจากพื้นถนนแตะขอบฟุตบาทรถเก๋งคันใหญ่แล่นสวนปาดหน้าผ่านไปอย่างรวดเร็ว เหมือนคนขับกำลังเมาค้างลมปะทะเข้าที่ใบหน้าของฉัน เห็นเศษกระดาษหนังสือพิมพ์เก่าๆที่ตกอยู่กับพื้นถนนปลิวว่อน
ฉันกลั้นน้ำตากล้ำกลืนก้อนสะอึกที่กำลังอัดแน่นอยู่ในลำคอ ฉันไม่รู้ว่าชายชราผู้นี้มายืนอยู่ตรงนี้นานสักเพียงใดและเฝ้ารอมือแข็งแรงของคนใจดีมากี่คนแล้ว จะเกิดอะไรขึ้นถ้าฉันเดินเลยผ่านไปไม่สนใจเหมือนคนอื่นๆ ก่อนหน้า
โอ้...จิตของฉันกระตุกวาบขึ้นด้วยแสงแห่งปัญญาในทันทีทันใดนั้นน้ำใจแม้เพียงเล็กๆ น้อยๆที่ฉันได้มอบให้แก่เพื่อนมนุษย์ด้วยกันนี้ช่างสูงค่าใหญ่หลวงนัก
โดยเฉพาะเมื่อฉันได้ให้โอกาสแก่คนคนหนึ่งได้ก้าวไปข้างหน้าเพื่อที่เขาจะมีชีวิตอยู่สืบต่อไป !
ชายชราเริ่มเดินงกๆ เงิ่นๆ ผ่านหน้าของฉันไปอย่างช้าๆเห็นเพียงด้านหลังของร่างกายที่กำลังทรุดโทรม แขนลีบเล็ก ผิวหนังเหี่ยวย่นผมหงอกขาวโพลนไปทั่วศีรษะ
แล้วภาพนั้น...ก็กระตุ้นเตือนให้ฉันคิดถึงใครคนหนึ่งขึ้นมาอย่างจับขั้วหัวใจ...
-------------------------------------------
"ไงจ๊ะ...หทัยชนก ทำไมวันนี้มาช้ากว่าชั้นได้ล่ะแล้วหล่อนเข้าไปทำไมในห้องทำงานบอสยะ ตั้งนานสองนาน"
เสียงถามแกมประชดของขวัญตาดังขึ้นทันทีเมื่อเห็นฉันเดินผ่านมา
"เราไปรายงานบอสเรื่องโครงการน่ะ เรียนท่านว่าเพื่อนๆ ช่วยกันออกไอเดีย บอสบอกว่าทีมของเรามีน้ำใจสามัคคี รู้จักช่วยเหลือกันดีจะให้แต้มโปรโมทพวกเราทุกคน"
เป็นครั้งแรกที่ฉันได้เห็นรอยยิ้มจากเพื่อนๆและอาการตาเหลือกค้างอย่างคาดไม่ถึงของขวัญตา
บรรยากาศรอบกายของฉันในยามนี้ช่างดูเป็นสุขเบิกบานด้วยกระแสแห่งความเป็นมิตรผิดแผกไปจากเดิมที่มีแต่ความคร่ำเคร่ง เกลียดชัง อันคอยรบกวนจิตของฉันให้ขุ่นมัวอยู่ตลอดมา
ปีนี้ฉันคงไม่ได้ก้าวขึ้นไปสู่ตำแหน่งที่หมายปองแต่ฉันกลับไม่รู้สึกเสียใจแม้เพียงน้อยนิด เพราะสิ่งที่ฉันกำลังได้รับอยู่ ณ ขณะนี้คือน้ำใจจากเพื่อน ซึ่งมีค่ามากกว่าน้ำเงินนั้นมากมานัก
ถึงเวลาที่ฉันควรจะเหลียวมองข้างหลังเสียทีหลังจากที่คอยมองแต่ข้างหน้า แก่งแย่งชิงดี เอาแต่ได้ ไม่เคยมีจิตคิดให้ใคร
แม้แต่…
คนคนหนึ่งผู้ที่ให้...ชีวิตฉัน
พรุ่งนี้ฉันลาพักร้อนจะกลับบ้านไปเยี่ยมพ่อ...