การศึกษาไทยกำลังจะลงคู หากไม่ย้อนมองดูอดีต

ประเทศไทยเราได้ประกาศใช้หลักสูตรใหม่ทั้งระดับประถมศึกษา และมัธยมศึกษา โดยเริ่มมีผลบังคับใช้มาตั้งแต่ ๒๕๒๑  เป็นต้นมา การเปลี่ยนแปลงหลักสูตรใหม่นี้ จะมีผลไปถึงการเปลี่ยนแปลงจุดหมาย หลักการ โครงสร้างของการจัดการศึกษา ซึ่งหมายถึงกระบวนการเรียนการสอน ความคิดรวบยอด สื่อการเรียน การวัดผล และการประเมินผล จะต้องดำเนินการเปลี่ยนแปลง ใหม่ทั้งหมด เตรียมสร้างคนรุ่นใหม่มีคุณสมบัติพึงประสงค์

                ไม่ว่าใครจะเป็นผู้มีอำนาจที่ควบคุมการศึกษาของชาติก็ตาม ถ้าหากสามารถยกระดับมาตรฐานการศึกษาให้สูงกว่าทุกวันนี้ ผู้เป็นพ่อแม่ก็น่าจะพอใจจากการเปลี่ยนแปลงของสังคมในปัจจุบัน พ่อแม่ผุ้ปกครองจำนวนมากต่างมองเห้นคุรค่าการศุกษาของหลานของตนมากยิ่งขึ้น เพราะเข้าใจดีกว่า การให้การศึกษาแก่เด็ก ไย่อมเท่ากับเป็นการเตรียมพื้นฐานชีวิตที่ดีต่อไปในอนาคต

                จากความวุ่นวายสับสนของสภาพสังคมก็ดี และการเปลี่ยนแปลงในระบบบริหารการศึกษาก็ดี ได้สร้างความสับสนขึ้นในจิตใจของพ่อแม่ ซึ่งแต่ละคนจะต้องวิตกกังวลกับการมองหาสถานศึกษาเล่าเรียนที่เหมาะสมแก่ลูก ๆ โดยเฉพาะในวัยเด็กกำลังจะเข้าเรียนในชั้นอนุบาล หรือช่วงเข้าเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑  ประถมศึกษาปีที่ ๖   และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑  ซึ่งแต่ละช่วงนี้ ล้วนเป็นวิกฤตการของพ่อแม่ที่จะต้องเฝ้าคอยระแวดระวังว่าเลือกเรียนอย่างไร มีวิชาอะไรบ้าง รวมทั้งอาจจะสืบเสาะดูว่า พอจะมีใครฝากฝังให้เข้าเรียนได้อีกด้วย ที่พอจะเส้นสายก็คงจะไม่สู้หนักใจ แต่พ่อแม่ผู้ปกครองประเภทที่ไม่พวกเป็นพวกที่น่าเห็นใจเวลามีปัญหาก็ไม่รู้จะปรึกษาใคร

                อย่างไรก็ตาม ถ้าหากศึกษาปัญหาต่าง ๆ เสียแต่เนิน ๆ รวมทั้งทำใจให้ได้ว่าการที่เด็กของเราสอบคัดเลือกเข้าเรียนไม่ได้ ถ้าไม่ได้หมายความว่าเด็กนั้นเป็นคนโง่ หรือสติปัญญาด้อยกว่าผู้อื่น และอาจเป็นเงื่อนไขหรือกฎเกณฑ์รับจองแต่ละโรงเรียนจะไม่เหมือนกัน บางทีฉลาดก็อาจสอบคัดเลือกไม่ได้ เนื่องจากบังเอิญมีเด็กฉลาดมาร่วมสอบกันเป็นจำนวนมาก แต่โรงเรียนบางแห่งรับนักเรียนน้อย หมายความว่า ในการสอบคัดเลือกคราวหนึ่ง ๆ ย่อมจะต้องมีคนผิดหวังมากกว่าคนทีสมหวังนั่นเอง

                ทั้งนี้ เนื่องจากว่า ระบบการศึกษาในบ้านเมืองเรานี้มีลักษณะดังนี้

                ๑.  เป็นระบบแพ้คัดออก

                ๒.  มาตรฐานการศึกษาไม่เท่ากัน

                ๓.  ความนิยมของผู้ปกครองที่มีต่อโรงเรียนในแต่ละแห่งมีความแตกต่างกันสูง

                ๔.  มีปัญหาเรื่องค่าเรียนและอุปสรรคในการรับ-ส่ง

 

                การศึกษาตลอดชีวิต

                ปัจจุบันนี้ นักการศึกษาได้สรุปแนวคิดเกี่ยวกับการศึกษาว่า การศึกษาที่ถูกต้องเหมาะสมสำหรับทุกคนในปัจจุบันและอนาคต คือการศึกษาเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่จะต้องทำกันตลอดชีวิต จึงเกิดความคิดใหม่ในการจัดการศึกษานอกระบบโรงเรียนขึ้นเพื่อเสริมสร้างสำนึกของคนทุกเพศทุกวัยว่า การศึกษาไม่ใช่เป็นเรื่องที่จำกัดบทบาทอยู่เฉพาะในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยภายใต้ห้องเรียนสี่เหลี่ยมแคบ ๆ เท่านั้น แต่โลกนั้นเองคือ สถานศึกษาที่แท้จริงของทุกคน และสามารถทำได้ตลอดเวลา โดยไม่มีการปิดประตูรับแต่อย่างไร

                อย่างไรก็ดี สำหรับเด็ก ๆ ที่ยังไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้มากนัก การศึกษาดังกล่าวนี้อาจจะเป็นเรื่องที่เสียเวลามาก และเป็นเช่นนั้น  เพราะไม่สู้จะได้ผลดีโดยตรงเท่ากับการมีโอกาสได้ศึกษาเล่าเรียนมาจากโรงเรียนที่มีการระเบียบ การเรียนการอย่างเป็นระเบียบแผนเป็นอย่างดีแล้ว

 

                ผู้ปกครองส่งเสริมการศึกษาของอนชุนได้อย่างไร

                ดังนั้น  บทบาทของพ่อแม่หรือผู้ปกครองในสังคมทุกวันนั้น จึงน่าจะต้องปรับตัว และเตรียมใจ เพื่อสร้างสรรค์ลูก ๆ ให้รู้จักเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ในทางที่เหมาะสมโดยไม่มอบภาระหน้าที่ในการศึกษาเล่ารเรียนให้เป็นเรื่องราวของครูอาจารย์ที่โรงเรียนเท่านั้น แต่ในช่วงที่ลูกอยู่บ้าน พ่อแม่น่าจะได้โอกาสถามเกี่ยวกับการเรียนบ้าง ถ้ารู้ไปย่างที่รู้ และสิ่งไหนที่ไม่รู้ก็สอบถามได้จากผู้รู้ในสาขานั้น ๆ

                พ่อแม่น่าจะทำความรู้จักกับครุประจำชั้น ครูประจำวิชา อย่างน้อยก็ปีละ ๒  ครั้ง

                ควรหาโอกาสอ่านหลักสูตร ว่าจุดหมายอย่างไร เพื่อว่าจะได้สนับสนุนการศึกษาของลูก ๆ ได้ถูกต้องโดยไม่ผิดเป้าหมาย หรือลงทางเรียนเสียเวลาเป็นปี ๆ

                แนะนำลูก ๆให้รู้จักคิดแก้ปัญหาเป็น ไม่ใช่มีอะไรไม่ได้บอกคำตอบให้เสร็จโดยที่เด็กไม่ต้องคิด

                ลดการเรียนรู้แบบท่องจำแบบนกแก้วนกขุนทองให้น้อยลง เพิ่มกิจกรรมที่กระทำจริง โดยฝึกหัดให้รู้จักคิด รู้จักทำแก้ปัญหาให้มากขึ้น

                เน้นปัญหาเรื่องสุขภาพ การเรียนที่แสดงความคิดเห็นและการทำงานเป็นกลุ่ม แทนการลอกการบ้าน ยืมสมุดเพื่อมาจดที่บ้าน เพราะจดที่โรงเรียนไม่ทัน

                สร้างสำนึกให้เด็กรู้ว่า การศึกษาเป็นการรู้ตลอดชีวิต โดยศึกษาจากสิ่งทีอยู่รอบ ๆ ตัว และถือว่า โลกคือโรงเรียน

 

                การศึกษาตามแนวพระพุทธศาสนา  แนวทางการศึกษาของท่านพุทธทาส

                ๑.  แนวทางยถาภูตสัมมปัญญา คือ ความรอบรู้ในเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างถูกต้อง

                ๒.  แนวทางไตรสิกขาและมรรค 

                ๓.  แนวทางปฏิจจสมุปบาท

                ๔.  แนวทางแห่งจิตภาวนา

 

พุทธวิธีสอนแบบกัลยามิตร

๑. ปิโย  ความสนิทสนมรักใคร่ ชวนให้ประสงค์ไต่ถาม

๒.  ครุ ความน่าเคารพในความประพฤติที่หนักแน่นดีงามจนเกิดความรุ้สึกอบอุ่นใจที่จะยึดถือ

      เป็นที่พึง

๓.  ภาวะนีโย  การฝึกอบตนอย่างน่ายกย่อง ควรเอาอย่างในฐานะที่มีภูมิความรู้

๔.  วัตตา  การแนะนำว่ากล่าวตักเตือนให้คำปรึกษาที่ดี

๕.  วะจะนักขะโม  ความอดทนต่อถ้อยคำที่ซักถามที่ปรึกษา โดยไม่เบื่อหน่าย

๖.  คัมภีร์ กะถัง กัตตา การแถลงเรื่องต่าง ๆ อย่างลึกซึ้ง

๗.  โน  จัฏฐาเน  นิโยชะเย  การไม่แนะนำชักจูงไปในทางที่เสื่อมเสีย

 

                วิธีสอนของพระพุทธเจ้า

                ๑.  เอกังสพยากรณ์ การแสดงธรรมให้ฟังโดยส่วนเดียว ผู้ฟังไม่ไม่โอกาสซักถามหรือตอบคำถาม หรือแสดงข้อคิดเห็น

                ๒.  ปฏิปุจฉาพยากรณ์  การสอนโดยย้อนถามให้ย้อนตอบ เพื่อให้เกิดความเข้าใจแตกฉานด้วยตนเอง

                ๓.  วิภัชพยากรณ์  การจำแนกอธิบายเป็นส่วน ๆ จนกระจ่าง

                ๔.  ฐปนียะ ไม่แสดงเรื่องที่มีประโยชน์ เพราะอาจน้อมนำมาสู่เรื่องที่เข้าใจ เช่น ดวงจิตของพระอรหันต์เป็นต้นล้วนเป็นสิ่งที่ต้องใช้อุบายแยบคายในการพิจาณาได้ด้วยการปฏิบัติตนเอง 

 

ดังนั้น เมื่อพิจารณาในรายละเอียดแล้วสามารถกล่าวได้ว่า การศึกษามีความสำคัญต่อมนุษยชาติหลายประการ ดังต่อไปนี้

                ๑.  การศึกษาช่วยขัดเกลาให้คนในสังคมละอายต่อการทำชั่ว ละความเห็นแก่ตัว เป็นพลเมืองดี มีสติสัมปชัญญะ

                ๒. การศึกษาช่วยให้มีความรู้ ความชำนาญในการประกอบอาชีพ

                ๓.  การศึกษาช่วยอบรมบ่มนิสัยให้มีคุณสมบัติที่ดี

                ๔.  การศึกษาช่วยให้เคารพกฎหมาย ระเบียบปฏิบัติตามสิทธิหน้าที่ของตน

                ๕.  การศึกษาช่วยให้เกิดความสำนึกที่รักษาความมั่นคง เสถียรภาพเอกราชของประเทศชาติ

                ๖.  การศึกษาช่วยให้เกิดความสำนึก เห็นแก่ประโยชน์และคุณค่าของสิ่งแวดล้อม

                ๗.  การศึกษาช่วยให้รู้จักศิลปวัฒนธรรมประเพณีของชาติ

                ๘.  การศึกษาช่วยให้ดำเนินชีวิตอยู่อย่างสงบสุข รู้จักสุขภาพอนามัยส่วนตนและชุมชน

               ๙.  การศึกษาช่วยให้เตรียมบุคลให้สามารถเผชิญหน้ากับปัญหาใหม่ ๆ ด้วยปัญญา

                                      ประเทศไทยเราเป็นเมืองพุทธศาสตร์  ทำไม่เราไม่เอาหลักธรรมทางศาสนามาเป็นรูปแบบในการจัดการเรียนการสอน  ทำไมไปนิยมของเมืองนอก ของเราไม่ดีหรืออย่างไร  ทั้งที่เมืองนอกเขายังยอมรับเลยว่า  พุทธศาสตร์  เป็นศาสตร์ที่สอนให้คนเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น  ส่วนรูปแบบอื่นๆ  สอนให้เห็นแก่ตัวมากขึ้น จริงหรือไม่จริงอย่างไรขอให้ใช้โยนิโสมนสิการไตร่ตรองเอาเถิด