ไม่เพียงแต่วิทยาศาสตร์เท่านั้นที่ต้องได้รับการตรวจสอบความถูกต้อง แม้แต่ประเด็นทางธรรมะต่างๆ ที่ผู้เขียนกล่าวอ้าง ก็น่าจะมีผู้รู้ทางปรัชญาและพุทธศาสนามาตรวจสอบด้วยเช่นกัน

 

 



หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันอาทิตย์ที่ 3 สิงหาคม 2551

ได้ตีพิมพ์บทสัมภาษณ์ของผมเกี่ยวกับกรณีที่มีการระงับการตีพิมพ์เพิ่ม

หนังสือ ไอน์สไตน์พบ พระพุทธเจ้าเห็น และ ฟิสิกส์นิวตัน จนกว่าจะได้รับการแก้ไข

บทสัมภาษณ์ดังกล่าวอยู่ในเซ็คชั่น จุดประกายวรรณกรรม ในหน้า 12 (ต่อด้วยหน้า 11)


ผมจึงขอนำบทสัมภาษณ์ดังกล่าวมาบันทึกไว้ในที่นี้

เพื่อใช้เป็นแหล่งอ้างอิงสำหรับกรณีสำคัญในวงการหนังสือ & วงการวิทยาศาสตร์บ้านเราดังนี้


สัมภาษณ์ ดร.บัญชา ธนบุญสมบัติ

กรณีหนังสือ ไอน์สไตน์พบ พระพุทธเจ้าเห็น & ฟิสิกส์นิวตัน

[ในกรุงเทพธุรกิจใช้หัวข้อว่า ความผิดพลาดของ ‘ไอน์สไตน์พบ พระพุทธเจ้าเห็น’
ในหลักเหตุผล ‘ดร.บัญชา ธนบุญสมบัติ  และระบุว่า สัมภาษณ์โดย ปีนนกสีขาว (นามปากกา)]


กลายเป็นประเด็นร้อนถกเถียงกันตามหน้าเว็บบล็อกเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และคนอ่านทัวไปขึ้นมาทีเดียว

กรณีนักเขียนและนักวิชาการด้านวิทยาศาสตร์ตัวจริงเสียงจริง

อย่าง ดร.บัญชา ธนบุญสมบัติ จากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)

ออกมาทักท้วงถึงความถูกต้องของข้อมูลจากหนังสือขายดิบขายดี

เรื่อง ไอน์สไตน์พบ พระพุทธเจ้าเห็น และฟิสิกส์นิวตัน

งานเขียนของทันตแพทย์สม สุจีรา นักเขียนกำลังฮิตฮอตอยู่ในเวลานี้


ต้องยอมรับว่าหนังสือ “ไอน์สไตน์พบ พระพุทธเจ้าเห็น” นั้นได้รับการพิมพ์ซ้ำถึง 40 ครั้ง ยอดพิมพ์ไม่ต่ำกว่า 100,000 เล่ม

แต่ล่าสุดทางสำนักพิมพ์ได้มีการระงับการพิมพ์เพิ่มหนังสือทั้ง 2 เล่มแล้ว จนกว่าจะได้รับการแก้ไขข้อผิดพลาดดังกล่าว


ต่อไปนี้เป็นคำอธิบายจาก ดร.บัญชา ธนบุญสมบัติ

ว่าทำไมถึงต้องออกมาท้วงติงและเรียกร้องให้มีการตรวจสอบความถูกต้องทางวิชาการ

ซึ่งไม่ใช่เฉพาะเรื่องเกี่ยวกับหลักวิทยาศาสตร์เท่านั้น

แต่รวมไปถึงหลักธรรมทางศาสนาว่า มีการบิดเบือนและคลาดเคลื่อนด้วยหรือไม่

 



ถาม : กรณีที่มีการระงับการพิมพ์เพิ่มหนังสือ 2 เล่ม ได้แก่ ฟิสิกส์นิวตัน และ ไอน์สไตน์พบ พระพุทธเจ้าเห็น จนกว่าจะมีการแก้ไขนี้ ประเด็นสำคัญคืออะไร?

ตอบ : ก่อนอื่นต้องขอชื่นชมสปิริตของผู้เขียน และชื่นชมความเป็นองค์กรคุณภาพของสำนักพิมพ์ที่เมื่อทราบว่าหนังสือทั้งสองเล่มมีข้อผิดพลาดมาก ก็ได้ระงับการพิมพ์เพิ่มไว้ก่อนจนกว่าจะมีการแก้ไข

ผมมองว่าแก่นของปัญหานี้คือ การขาดการตรวจสอบความถูกต้องทางวิชาการก่อนที่จะทำการพิมพ์หนังสือออกมา หนังสือทั้งสองเล่มนี้มีการอ้างอิงถึงหลักการ ทฤษฎี และข้อสรุปทางวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะฟิสิกส์อย่างมาก

ในกรณีที่มีการใช้และอ้างถึงความรู้ทางวิทยาศาสตร์เช่นนี้ น่าจะต้องมีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางมาช่วยตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมด้วย มิฉะนั้นก็จะมีความเสี่ยงที่หนังสือจะให้ข้อมูลที่ผิดพลาดได้

ที่ว่ามีความเสี่ยงก็คือ หากผู้เขียนมีความรู้ที่ถูกต้อง และนำเสนอได้อย่างแม่นยำ หนังสือก็จะไม่มีปัญหาอะไร

แต่หากผู้เขียนมีความรู้ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน และกองบรรณาธิการไม่สามารถตรวจสอบข้อมูลและความรู้นั้นได้ ก็จะทำให้หนังสือมีที่ผิด หากคลาดเคลื่อนมาก ก็จะมีที่ผิดมากตามไปด้วย



ถาม : บางคนอาจมองว่าหนังสือสองเล่มนี้เขียนเพื่อให้ความบันเทิงมากกว่าให้ความรู้ คือแม้จะผิดพลาดมากก็คงไม่เป็นไร?

ตอบ : ลองมาดูทีละเล่มนะครับ


เล่ม ฟิสิกส์นิวตัน ระบุที่หน้าปกว่า “เสริมหลักสูตรวิทยาศาสตร์มัธยมศึกษาตอนปลาย” และ “เหมาะสำหรับนักเรียน นักศึกษา และบุคคลทั่วไป”


ดังนั้น เล่มนี้จึงต้องการให้ความรู้ทางฟิสิกส์ที่ถูกต้องแก่กลุ่มเป้าหมาย โดยมีจุดพิเศษคือ เป็น “ปรากฏการณ์ใหม่ของการเรียนฟิสิกส์จากจินตนาการและความเข้าใจ”


ส่วนเล่ม ไอน์สไตน์พบ พระพุทธเจ้าเห็น นั้นต้องการแสดงให้เห็นว่า “ธรรมะพิสูจน์ได้ด้วยวิทยาศาสตร์” และ “บางสิ่งที่ไอน์สไตน์ค้นพบ พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้มาก่อนแล้วนับพันปี” ดูโปรยปกสิครับ

จุดสำคัญก็คือ หนังสือเล่มนี้ไม่ได้เขียนในลักษณะของนิยายหรือเรื่องสั้น แต่มีลักษณะให้ข้อมูลทั้งวิทยาศาสตร์และศาสนาพร้อมการวิเคราะห์ ตลอดจนการแทรกข้อคิดเห็นของผู้เขียนลงไปจำนวนมาก นอกจากนี้ ผู้จัดพิมพ์ยังเป็นสำนักพิมพ์ที่มีผลงานน่าเชื่อถือสูงมาก อันเกิดจากการให้ความสำคัญกับคุณภาพของหนังสือและสิ่งพิมพ์ต่างๆ เสมอมา


อย่างไรก็ดี สำนักพิมพ์จัดหนังสือ ไอน์สไตน์พบ พระพุทธเจ้าเห็น เล่มนี้อยู่ในชุดธรรมะวิทยาศาสตร์ ซึ่งหมายความว่า แม้จะมีผู้อ่านส่วนหนึ่งอ่านเพื่อความบันเทิง แต่ก็ย่อมจะมีผู้อ่านอีกจำนวนไม่น้อยที่ต้องการทราบข้อเท็จจริงทั้งทางวิทยาศาสตร์และธรรมะ และต้องการจะเข้าใจว่าวิทยาศาสตร์และธรรมะมีความสัมพันธ์กันอย่างเป็นเหตุเป็นผลอย่างไร 


พูดถึงตรงนี้ก็นึกขึ้นมาได้ว่า ไม่เพียงแต่วิทยาศาสตร์เท่านั้นที่ต้องได้รับการตรวจสอบความถูกต้อง แม้แต่ประเด็นทางธรรมะต่างๆ ที่ผู้เขียนกล่าวอ้าง ก็น่าจะมีผู้รู้ทางปรัชญาและพุทธศาสนามาตรวจสอบด้วยเช่นกัน  หากสำนักพิมพ์ต้องการให้หนังสือที่จัดพิมพ์ขึ้นทุกเล่มในชุดธรรมะวิทยาศาสตร์นี้มีคุณภาพสูงและเชื่อถือได้ ซึ่งจะส่งผลดีต่อทั้งผู้เขียน ผู้อ่าน และสำนักพิมพ์นั้นๆ เองครับ 

มองในระยะยาวออกไป ย่อมเป็นไปได้ว่า อาจจะมีการอ้างถึงหนังสือเล่มหนึ่งๆ ออกไป เพื่ออ้างอิง หรือเพื่อต่อยอดทางความคิด หากหนังสือที่ถูกอ้างถึงผิดพลาดมากเสียแล้ว ผลลัพธ์ในภายภาคหน้าจะเป็นอย่างไรก็สุดจะหยั่งถึงครับ

 


 ถาม : กรณีของหนังสือ “ฟิสิกส์นิวตัน” มีความผิดพลาดหรือคลาดเคลื่อนอย่างไร

ตอบ
: หนังสือเล่มนี้นำเสนอประเด็นพื้นฐานทางฟิสิกส์หลายอย่างไม่ถูกต้อง เช่น การให้ความหมายของแรงปฏิกิริยา (reaction) ผิดพลาด ในหน้า 70 และ ความสับสนระหว่างการหมุน (rotation) กับการเคลื่อนที่เป็นวงกลม (circular motion) ในบทที่ 5 และประเด็นอื่นๆ อีกจำนวนหนึ่งดังที่มีผู้ชี้ให้เห็นในเว็บ Pantip.com ห้องหว้ากอแล้ว [ดูอ้างอิง 1 และ อ้างอิง 2 เป็นตัวอย่างส่วนหนึ่ง]



นอกจากนี้ ยังมีการใช้คำที่แสดงถึงความไม่เข้าใจในความหมายที่แท้จริงในทางวิชาการอีกจำนวนหนึ่ง ผมยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น “Young’s modulus เป็นการวัดขนาดความแข็งของวัตถุ” ซึ่งที่ถูกต้องได้แก่ “ค่ามอดุลัสของยัง (Young’s modulus) เป็นสมบัติทางกลแบบหนึ่งของวัสดุที่คำนวณได้จากความชันของเส้นกราฟระหว่างความเค้นกับความเครียดในช่วงยืดหยุ่น” 

ส่วนความแข็งของวัสดุเรียกว่า hardness เป็นสมบัติทางกลที่มีวิธีการวัดค่าได้หลายแบบ แต่หลักๆ ก็คือ เป็นสมบัติของพื้นผิวที่ต้านทานต่อแรงกด หรือแรงที่มาขูดขีดผิวในพื้นที่แคบๆ
 
คุณจะเห็นว่า เพียงแค่ประโยคสั้นๆ ซึ่งดูเผินๆ เหมือนไม่มีอะไรน่าสงสัยนี้ หากผู้รู้มาพบเข้าและแก้ไขให้ ก็จะถูกขยายความออกมามากทีเดียว

 


ถาม : การแก้ไขหนังสือ “ฟิสิกส์นิวตัน” สามารถทำได้อย่างไร?

ตอบ : สามารถทำได้ และสมควรทำอย่างยิ่ง เพราะนี่คือหนังสือที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้นักเรียนระดับมัธยมปลายสนใจและเข้าใจวิชาฟิสิกส์อย่างถูกต้อง

การแก้ไขคงต้องทำในหลายส่วน ในส่วนผู้เขียนจำเป็นต้องทบทวนความรู้ หรือเรียนรู้จากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ ไม่ว่าหนังสือหรือบุคคล โดยทั้งนี้ต้องระมัดระวังการตีความและการคาดเดาที่เกินเลยจากบริบทการใช้งานของทฤษฎีและความรู้ชุดหนึ่งๆ

ในส่วนของบรรณาธิการ จำเป็นต้องมีนักฟิสิกส์ที่มีความรู้อย่างน้อยระดับปริญญาโทเข้ามาตรวจสอบ เพราะในฉบับการพิมพ์ครั้งแรกๆ นั้นมีการอ้างถึงความรู้ทางวิทยาศาสตร์กายภาพอื่นๆ เช่น เอนโทรปี (entropy) ทฤษฎีเคออส (chaos theory) และจักรวาลวิทยา (cosmology)

นักฟิสิกส์ที่จะทำหน้าที่นี้หากมีใจรักทางด้านการศึกษาด้วยก็จะดียิ่ง เพราะนี่คือหนังสือสำหรับเด็กนักเรียนที่ต้องถูกต้อง อ่านสนุกเพลิดเพลิน ตรงตามความประสงค์ของผู้จัดทำ

ในส่วนของหนังสือที่ขายไปแล้ว คงต้องแล้วแต่ว่าสำนักพิมพ์จะดำเนินการบรรเทาความเข้าใจผิดทางวิชาการที่แพร่กระจายออกไปแล้วอย่างไร เช่น มีผู้เสนอไว้ในเว็บว่า อาจมีการจัดทำไฟล์ที่แก้ไขอย่างดีแล้วขึ้นเว็บ แล้วจัดแถลงข่าวให้ผู้ที่ซื้อหนังสือไปมาดาวน์โหลดไฟล์ดังกล่าว เป็นต้น

 



ถาม : แล้วหนังสือ ไอน์สไตน์พบ พระพุทธเจ้าเห็น มีความผิดพลาดหรือคลาดเคลื่อนอย่างไร?

ตอบ : เรียนตามตรงว่า กรณีของหนังสือเล่มนี้นั้นซับซ้อนกว่ากรณีหนังสือ ฟิสิกส์นิวตัน มากทีเดียวครับ 

 


หนังสือ ฟิสิกส์นิวตัน เป็นหนังสือแค่ระดับมัธยมปลาย ถ้าตอนผมเรียนก็แค่ชั้น ม. 4 นะครับ ยังมีที่ผิดในระดับแนวคิดพื้นฐานอย่างเรื่องแรงปฏิกิริยาเลย

แต่หนังสือ ไอน์สไตน์พบ พระพุทธเจ้าเห็น อ้างถึงวิทยาศาสตร์ที่สูงกว่าครับ คือ อย่างต่ำๆ ก็ปริญญาตรีสาขาฟิสิกส์ โดยมีเรื่องเฉพาะทางบางเรื่องที่ต้องไปเจาะลึกต่อ แล้วแต่ความสนใจของผู้ที่เรียนฟิสิกส์แต่ละคน เช่น จักรวาลวิทยา (cosmology) ในหน้า 31 ทฤษฎีสตริง (string theory) ในหน้า 39 ทฤษฎีเคออส (chaos theory) ในหน้า 128 และทฤษฎีสัมพัทธภาพ (relativity) ซึ่งปรากฏอยู่ทั่วไปในเล่มเมื่อกล่าวถึงแสงและเวลา เป็นต้น

      เนื่องจากความผิดพลาดหรือคลาดเคลื่อนมีมาก ผมจะขอแบ่งเป็น 2 ลักษณะหลักๆ ได้แก่

หนึ่ง – ความผิดพลาดในแง่ของข้อเท็จจริงที่ตรงไปตรงมา

สอง – ความผิดพลาดหรือคลาดเคลื่อนในประเด็นที่ซับซ้อน
      


แบบแรกนี่แก้ไขได้ไม่ลำบากนัก แต่แบบหลังนี่สิครับ อาจจะต้องเขียนบทความขนาดยาวเพื่ออธิบายกันเลยทีเดียว

นอกจากความผิดพลาดที่เห็นได้อย่างชัดเจน 2 อย่างนี้แล้ว ยังมีอีกแง่มุมที่น่าสนใจคือ การนำเสนอแทบจะไม่ได้แยกแยะระหว่าง ข้อเท็จจริง (fact) การตีความ (interpretation) และ การคาดเดา (speculation) เลย ซึ่งจะทำให้ผู้อ่านที่ไม่มีพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ดีเพียงพอสามารถจัดระดับความน่าเชื่อถือของข้อความได้ครับ

 


 

ถาม : ช่วยยกตัวอย่างความผิดพลาดด้วยครับ

ตอบ : เรื่องนี้ผมเขียนไว้ในเว็บบางส่วนแล้ว พอเป็นตัวอย่างบ้างแล้ว

(http://gotoknow.org/blog/science/192799 และ http://www.vcharkarn.com/varticle/37687)

จะขอเพิ่มเติมอีกเท่าที่มีพื้นที่จำกัดในหนังสือพิมพ์นะครับ

ตัวอย่างความผิดพลาดลักษณะแรก (แก้ไขง่าย) เช่น 


“...วิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของเขา (หมายถึง เดอบรอย) ที่ยืนยันว่าอิเล็กตรอนเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า...” (ที่ถูกต้องคือ “....ที่ถือเสมือนว่า อิเล็กตรอนสามารถประพฤติตัวเป็นคลื่นได้” (หน้า 16)

“คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าทั้งหมดต้องถือเป็นอนุภาค และอนุภาคทุกชนิดต้องถือว่าเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า” (ที่ถูกต้องคือ “คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าอาจประพฤติตัวเป็นคลื่นหรืออนุภาคได้ แล้วแต่สภาวะเงื่อนไขที่เราทำการสังเกต” (หน้า 17)


มีตัวอย่างประโยคที่ซ้อนความคิดหลายชั้น มีถูกมีผิดปนกัน ทำให้ต้องค่อยๆ แยกแยะอย่างระมัดระวัง เช่น

“แสงจะเดินทางช้าลงได้ที่อุณหภูมิใกล้ศูนย์องศาสัมบูรณ์ (-273 องศาเซลเซียส) ซึ่งยังไม่มีห้องทดลองที่ไหนทำได้ และถึงทำได้มนุษย์ก็จะเสียชีวิตในเวลาไม่นานเมื่อเข้าไปอยู่ในที่อุณหภูมิต่ำขนาดนั้น”  (หน้า 65)

ข้อความ “แสงจะเดินทางช้าลงได้ที่อุณหภูมิใกล้ศูนย์องศาสัมบูรณ์ (-273 องศาเซลเซียส)”  - ข้อความนี้ไม่ถูกต้อง

ข้อความ “...ซึ่งยังไม่มีห้องทดลองที่ไหนทำได้  และถึงทำได้มนุษย์ก็จะเสียชีวิตในเวลาไม่นานเมื่อเข้าไปอยู่ในที่อุณหภูมิต่ำขนาดนั้น” - ข้อความนี้ถูกต้องเฉพาะท่อนแรก คือ ยังไม่มีใครสร้างอุณหภูมิศูนย์เคลวินได้ เพราะกฎข้อที่สามของเทอร์โมไดนามิกส์ห้ามเอาไว้ แต่มีการทดลองบางอย่างที่สามารถลดอุณหภูมิลงจนต่ำมากๆ ได้

ที่สำคัญคือ การลดอุณหภูมินั้นไม่จำเป็นต้องทำกับห้องที่คนอาศัยอยู่ แต่สามารถทำภายในแชมเบอร์ที่ควบคุมอุณหภูมิ ข้อสรุปที่ว่า “ถึงทำได้มนุษย์ก็จะเสียชีวิตในเวลาไม่นาน...” จึงแสดงถึงความไม่เข้าใจเงื่อนไขในการทดลอง

คุณจะเห็นว่า แค่เพียงประโยค 2 บรรทัดในตัวอย่างหลังสุดนี้ ยังมีแง่มุมละเอียดอ่อนที่ซ่อนอยู่ ซึ่งหากจะแก้ไข ต้องใช้เวลาพอสมควรทีเดียว

และประโยคในลักษณะนี้นี่เองที่ปรากฏอยู่ทั่วไปในหนังสือเล่มนี้ ทำให้หนังสือเล่มนี้ซึ่งอ่านง่าย แต่จะแก้ไขให้ถูกต้องนั้นจำเป็นต้องใช้เวลา ความรู้ และความอดทนอย่างมาก



ส่วนตัวอย่างของกรณีที่ซับซ้อนขึ้น ซึ่งต้องใช้เวลาและความพยายามในการปรับแก้นั้น มักจะปรากฏขึ้นเมื่อกล่าวถึงแนวคิด หลักการ หรือทฤษฎีที่ซับซ้อน 

ตัวอย่างเช่น เมื่อกล่าวถึงทฤษฎีเคออส (Chaos Theory) ในข้อความที่ว่า “ทฤษฎีแห่งความยุ่งเหยิง (Chaos T heory) ถือว่าเป็นทฤษฎีแห่งคริสต์ศตวรรษที่ 21 ซึ่งสามารถเข้ามาแทนที่ทฤษฎีสัมพัทธภาพ ความมหัศจรรย์ของทฤษฎีนี้ก็คือ สามารถนำไปใช้อธิบายระบบได้ทุกระบบ” (หน้า 77) - ข้อความนี้ไม่ถูกต้อง เพราะทฤษฎีเคออสศึกษาระบบที่ไม่เป็นเชิงเส้นซึ่งมีพฤติกรรมไวต่อเงื่อนไขตั้งต้น ส่วนทฤษฎีสัมพัทธภาพมี 2 ส่วน ส่วนแรกคือ ทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษซึ่งศึกษาการสังเกตปรากฏการณ์ทางฟิสิกส์ในกรอบอ้างอิงเฉื่อย และทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปซึ่งศึกษาปรากฏการณ์ทางฟิสิกส์ในกรอบอ้างอิงที่มีความเร่ง หรือมีความโน้มถ่วง


การที่จะอ้างถึงเรื่องเหล่านี้อย่างถูกต้อง จำเป็นต้องเข้าใจพื้นฐานของทฤษฎีที่กล่าวถึงอย่างถ่องแท้

 


 


ถาม : แล้วทางแก้ไขสำหรับหนังสือ ไอน์สไตน์พบ พระพุทธเจ้าเห็น ควรเป็นอย่างไร?

ตอบ : คงต้องมองจากหลายๆ ฝ่ายนะครับ ทางฟากอาจารย์และนักวิชาการที่เกี่ยวข้องนี่ ผมกำลังประสานงานกับอาจารย์ ดร. อรรถกฤติ ฉัตรภูติ แห่งภาควิชาฟิสิกส์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อจัดสัมมนาในประเด็นที่ว่า เหตุใดฟิสิกส์ซึ่งเป็นวิทยาศาสตร์ที่มีความแม่นยำจึงถูกเข้าใจอย่างคลาดเคลื่อนได้มากถึงเพียงนี้ และทางนักวิชาการจะมีแนวทางในการแก้ไขอย่างไร เป็นต้น

ล่าสุดอาจารย์แจ้งว่า เสียงตอบรับค่อนข้างดี และหัวหน้าภาควิชาฯ รับทราบเรื่องโดยเบื้องต้นแล้วครับ

ส่วนทางผู้เขียนและสำนักพิมพ์นั้น ก็คงจะต้องหานักวิชาการที่มีความรู้ความสามารถ และมีเวลาเพียงพอที่จะลงในระดับรายละเอียด

[หมายเหตุเพิ่มเติม : นักวิชาการที่จะแก้ไขข้อบกพร่องจำเป็นต้องลงในรายละเอียดระดับคำ วลี ประโยค และความกลมกลืนของภาพรวมในแต่ละส่วน เพราะผู้เขียนมีลีลาการเขียนที่พลิกพลิ้วลื่นไหล มีทั้งแบบผิดจังๆ และแบบผิดถูกก้ำกึ่งปะปนกัน (ขึ้นกับเงื่อนไขที่ไม่ได้ระบุ) ลีลาการเขียนเช่นนี้เองที่ทำให้ดูเหมือนอ่านง่าย แต่จะปรับแก้ได้ให้ถูกต้องและรัดกุมได้ด้วยความยากลำบาก เช่น หากใช้เชิงอรรถ (footnote) ก็จะทำให้ทั้งเล่มเต็มไปด้วยเชิงอรรถ หลายหน้าอาจจะมีหลายเชิงอรรถอีกด้วย เพราะหลายหน้ามีข้อความดังกล่าวมากกว่า 1 แห่ง]

คำว่านักวิชาการนี้ ผมคิดว่าถ้ามีได้ทั้งทางวิทยาศาสตร์กายภาพ โดยเฉพาะผู้ที่รู้ฟิสิกส์ยุคใหม่อย่างดี รวมทั้งผู้รู้ทางศาสนา อาจจะเป็นพระหรืออาจารย์ทางปรัชญา มาทำงานร่วมกันก็น่าจะเกิดประโยชน์นะครับ
        

 

 


 

ถาม : ข้อดีของหนังสือสองเล่มนี้มีบ้างไหม?

ตอบ : มีแน่นอนครับ กรณีที่หนังสือ ฟิสิกส์นิวตัน ได้รับการแก้ไขฟิสิกส์อย่างถูกต้องทั้งหมด (อาจจะรวมถึงธรรมะด้วย) ก็สามารถใช้ในการเรียนรู้ได้ เพราะผู้เขียนมีสไตล์การนำเสนอที่น่าสนใจ

 

ส่วนเล่ม ไอน์สไตน์พบ พระพุทธเจ้าเห็น นั้น หากเป็นเล่มที่ยังไม่ได้แก้ ซึ่งแพร่หลายไปพอสมควรแล้ว ก็คงต้องอ่านด้วยการวางใจกลางๆ คือ ไม่ด่วนเชื่อ หรือไม่เชื่อในทันที อย่างที่ชาวพุทธยึดถือหลักกาลามสูตรของพระพุทธองค์นั่นแหละครับ จากนั้นถ้าสนใจจริงๆ ก็นำประเด็นที่ผู้เขียนกล่าวอ้างเอาไว้ไปสืบค้นจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ สอบถามจากผู้รู้ และคิดพิจารณาด้วยตนเองโดยแยบคาย 

แต่ในยุคสมัยของความเร่งรีบเช่นนี้ อาจจะไม่ใช่ทุกคนที่สามารถทำเช่นนั้นได้ นี่แหละครับที่ทำให้นักวิชาการหรือคนที่ต้องการความถูกต้องเรียกร้องให้มีการแก้ไข เพราะถ้าทำถูกตั้งแต่ต้นแล้ว ก็จะเหนื่อยและเสียเวลาน้อยลง จะได้นำเวลาไปสร้างสรรค์สิ่งที่เป็นประโยชน์อื่นๆ ต่อไปได้


ถาม : บทเรียนสำหรับกรณีนี้คืออะไรครับ?

ตอบ : สรุปแบบกรณีทั่วไปเลยนะครับ ไม่เฉพาะแต่กรณีนี้เท่านั้น 

สำหรับนักวิชาการนั้น เราจำเป็นต้องทำหน้าที่โดยให้ความรู้แก่สังคม หรือลุกขึ้นมาตั้งข้อสังเกตหรือทักท้วงสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และเสนอแนวทางแก้ไข


ผู้อ่านที่สนใจก็ต้องเรียนรู้ที่จะแยกแยะความจริงออกจากการคาดเดา

สำหรับนักเขียนก็คงต้องศึกษาพื้นฐานของเรื่องที่ตนเองจะเขียนถึงให้ดี โดยหากเป็นเรื่องที่ศึกษาด้วยตนเอง ก็น่าจะมีที่ปรึกษาที่เชื่อถือได้

ส่วนสำนักพิมพ์ก็คงต้องมีกระบวนการตรวจสอบ และสร้างระบบบรรณาธิการที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะเมื่อคุณกำลังจัดพิมพ์หนังสือที่เกี่ยวข้องกับความรู้เฉพาะด้าน ยิ่งจำเป็นต้องสร้างกลไกตรวจสอบความถูกต้องของต้นฉบับ แน่นอนว่าตัวบรรณาธิการอาจไม่สามารถรู้ได้ทุกเรื่อง แต่ควรสงสัยในเรื่องที่ตัวเองไม่รู้ และนำข้อสงสัยนั้นไปตรวจสอบ ซักถาม ขอความรู้จากแหล่งต่างๆ ซึ่งผมเชื่อว่ามีช่องทางในการตรวจสอบมากมาย 


เพราะหนังสือนี่พิมพ์ออกมาแล้ว ยังอยู่อีกนาน อาจจะเกินกว่าชั่วชีวิตคนด้วยก็เป็นได้

 

 

 


  

Mirror Sites & เสียงสะท้อนในโลกไซเบอร์