วันนี้ตอนเช้ารู้สึกไม่ยากไปทำงานเลยครับ รู้สึกเหมือนว่าวันนี้ขาเจ็บเริ่มบอบซ้ำ หลังจากที่นั่งทำงานมาได้สี่วัน แต่พอดูคิวงานวันนี้เลยสรุปยังงัยก็ต้องไป ค่อยไว้พักพรุ่งนี้ดีกว่า ฮิฮิ แต่ปรากฏก็ลืมไปนัดคุยงานกับอีกหลายคนอีกในวันศุกร์ กลับมาบ้านเลยนึกออก เอาเป็นว่าพรุ่งนี้ขอให้เขามาคุยที่บ้านแล้วกัน
วันนี้จริงๆ นัดไว้หลายรายครับ แถมที่เป็นปัญหาคือ ที่ระบุเวลากันก็แค่ช่วงบ่ายโมงที่นัดประชุมนักวิจัยของคณะ ส่วนรายการอื่นๆ มีแค่นัดว่าจะขอมาคุยวันนี้ สรุปผมก็เลยไปทำงานตั้งแต่เช้า ส่วนอิลฮาม วันนี้โรงเรียนปิดสองวันครับ เลยได้ไปเที่ยวปัตตานีเยี่ยมยายพร้อมกับเตาฟิก
ประเด็นที่ต้องให้ผมนัดประชุมอาจารย์ที่รับทุนวิจัยของมหาวิทยาลัยหลายท่านพร้อมกัน ก็เพราะหลายโครงการผ่านไปปีกว่าแล้ว ไม่เห็นมีสัญลักษณ์อะไรที่บ่งบอกว่าจะเสร็จสิ้นโครงการเลย
การประชุมเป็นการคุยกันสบายๆ ครับ เพราะผมแจ้งตั้งแต่ต้นว่า ผมต้องการรู้แค่ว่ามีปัญหาอะไร และต้องการให้ช่วยอะไรบ้าง และที่สำคัญอยากให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้รหว่างกัน ซึ่งก็ได้ผลอย่างหวังครับ ปรากฏการพูดคุยเป็นประเด็นที่อาจารย์นักวิจัยนำเสนอว่า ตนเองมีปัญหาอย่างไร ซึ่งดีมากๆ ครับ ไม่ต้องหาแพะมารับผิดแต่อย่างไร ที่สำคัญไม่มีใครอ้างว่า "งานอื่นเยอะ" เลยครับ ออ. มีอยู่เพียงท่านเดียวเองที่ให้เหตุผลอย่างนั้น
ผมนำเอาสิ่งที่อาจารย์นักวิจัยนำเสนอออกมา แล้วมาคิดวิเคราะห์ ผมก็ต้องยอมรับว่า รอบนี้อาจเป็นเพราะความผิดพลาดของผู้ดูแลงานวิจัยของคณะและคณะกรรมการวิจัยของมหาวิทยาลัยอย่างผมด้วยเช่นกัน และข้อสรุปของผมคือ หัวข้อที่ผมตั้งไว้สำหรับบันทึกนี้แหละครับ
อาจารย์หลายท่านนำเสนอว่า ตอนเขียนโครงการเพื่อรับทุน ก็เขียนแบบลวกๆ เพื่อให้ทันเวลาที่กำหนด แต่พอได้รับทุน จะเริ่มทำโครงการก็ทำไม่ได้ครับ เพราะรู้ว่าเริ่มยังงัยก็ผิด โจทย์ผิด วัตถุประสงค์ไม่ชัด วิธีการวิจัยไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ ออ. ที่สำคัญคือ งบกับกิจกรรมไม่สอดคล้องกันเลยจริงๆ
การอนุมัติโครงการวิจัยมีหลายขั้นตอนครับ ตั้งแต่สาขาวิชา คณะ และจบที่คณะกรรมการวิจัยของมหาวิทยาลัย ซึ่งถ้าดูขั้นตอนเหล่านี้ ผมเข้าไปเกี่ยวเสียสองขั้นแล้วครับ อือ อือ
ในระดับคณะเกือบจะทำอะไรไม่ได้เลยครับ เพราะส่วนใหญ่มักจะส่งโครงการมาในวันสุดท้าย ไม่ว่าจะให้เวลาส่งนานขนาดไหน ท่านๆ ก็จะเลือกส่งโครงการวันสุดท้าย ไอ้ครั้นจะให้แก้ไข หรือชี้แจงก็ทำไม่ทันแล้วครับ จะไม่อนุญาตก็ทำร้ายน้ำใจกันเกินไป ส่วนคณะกรรมการวิจัยชุดใหญ่ อันนี้หลักฐานจากที่อาจารย์นำเสนอวันนี้ ยืนยันชัดครับว่า คราวหน้าต้องใส่ใจมากกว่านี้หน่อย
เราต้องการให้ทุนวิจัยนี้เป็นการฝึกอาจารย์ทำวิจัยครับ ดังนั้นอาจารย์ที่พรรษาเยอะก็ไม่ค่อยจะมาของบนี้หรอก แต่ปรากฏนักวิจัยมือใหม่ส่วนใหญ่ทำวิจัยไม่จบและของบอื่นทำวิจัยไม่ได้อีก ก็เพราะงบนี้แหละครับ เราทำให้อาจารย์ได้งบง่ายไป และคิดในฐานของคนทำวิจัยมาเยอะๆ แล้วว่า แหม่โครงการนี้ง่ายหรอก อยากทำก็ทำเลย ไม่มีการสร้างเวทีเพื่อแลกเปลี่ยนความเห็นและพัฒนาความรู้ทางการวิจัยให้กับนักวิจัยใหม่เลย ผลก็คือ ความง่ายทำให้อาจารย์ล่องลอยอยู่กลางทะเล ผมคิดอย่างหนึ่งว่า การวิจัยเป็นหน้าที่ของอาจารย์ และเป็นสิ่งที่อาจารย์ต้องเรียนรู้ อาจารย์ก็ต้องรับผิดชอบเองสิ แต่จากการคุยวันนี้ได้ประเด็นว่า ผมเกือบจะไม่ต้องทำอะไรมากครับ แค่ทำให้เกิดเวทีของการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างคนทำวิจัยด้วยกันแค่นั้นแหละครับอาจารย์จะทำวิจัยได้ดีขึ้น
ระหว่างการนำเสนอความคืบหน้าของการวิจัยแต่ละคน สิ่งแรกที่ผมคือ ส่วนใหญ่คืบหน้าไม่เกิน 20% ขณะที่เวลาผ่านไปแล้วหนึ่งปี และก็ได้คุยเสนอแนะกันอย่างกว้างขวาง จนหลายคนยิ้มออก พร้อมเสนอว่า ควรมีการคุยกันอย่างนี้บ่อยๆ (ฮิฮิ) จริงๆ ผมเห็นอาการของอาจารย์บางท่านตอนได้รับหนังสือเชิญนี้ทำหน้าเคลียด (นอนไม่หลับด้วยหรือเปล่าอันนี้ไม่ทราบ)
วันนี้ผมคุยกับ อาจารย์หมอวิจารณ์ ได้คุยเรื่อง "การสอน KM" ประเด็นก็คือว่า กระบวนการเรียนการสอนที่เราใช้กระบวนการจัดการความรู้แทรกไปกับเนื่้อหาการเรียนโดยที่อาจาราย์อาจไม่รู้ตัวนั้น...
อยากจะถอดบทเรียน หรือ เล่าเรื่องผ่านบันทึก สร้าง CoPs ชุมชนคนสอน KM. กลุ่มเป้าหมาย คือ อาจารย์ในสถาบันการศึกษาทุกระดับ ที่เนียนเอา KM เข้ากับ การเรียนการสอน โดยมี Tag "ครูสอน KM."
ผมคิดถึงอาจารย์ว่าน่าจะเป็นคนหนึ่งที่ผมเชิญชวนเขียนบันทึกลักษณะนี้
ปีหน้า ไม่แน่ว่าอาจมีห้องหนึ่ง ที่ งานจัดการความรู้แห่งชาติ ที่คุยกันเรื่อง "คนสอน KM." ครับ นี่เป็นการบ้านที่ผมรับมาจากท่านอาจารย์วิจารณ์ครับ
ช่วยผมสานต่อเจตนารมย์นี้ด้วยนะครับ
สวัสดีครับ อาจารย์
ขอบคุณครับคุณเอกจตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร
ขอบคุณครับพี่ยาวเกษตรยะลา คราวหน้าจะพยายามเขียนให้อ่านเข้าใจง่ายกว่านี้ครับ
อ.อีย์ครับ
ง่ายๆเลย หากเราสอนเด็ก นศ.เรื่อง วิจัย ชุมชน
ในเนื้อหากล่าวถึง การค้นหาข้อมูล การเก้บข้อมูล จนถึงการใช้ข้อมูล สรุป พัฒนา...
ล้วนแล้วแต่เป็น กระบวนการจัดการความรู้ทั้งสิ้น เราลองเขียนเชื่อมโยงได้ best practice ดี ๆ เพื่อพัฒนาระบบการศึกษาของประเทศไทยเรา
ช่วยกันครับ สร้างสรรค์ปัญญา พัฒนาท้องถิ่นไทย ครับ
ขอบคุณครับ จตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร
แล้วเราจะช่วยกัน