ภารกิจฉันเธอคือผู้แบ่งปันและเติมเต็ม

พฤหัสสกัดความรู้  3 กำลังจะเริ่มอีกรอบ
โดน tag ในโครงการวันพฤหัสสกัดความรู้จนได้ …..ว่าด้วยหัวข้อ...รู้จักฉัน....รู้จักเธอ


ผูเขียนก็ต้องขุดรูปสมัยเด็ก ๆ มาให้เพื่อน ๆ ร่วมงานได้รู้จัก..จนถึงปัจจุบันก็ค่อนข้างลำบากใจอยู่ไม่น้อยเพราะรูปมีเยอะมาก....กลัวว่าเพื่อน ๆ จะดูไม่หมด.....555

         พฤหัสสกัดความรู้ก็ผ่านมาได้ 3 อาทิตย์แล้ว อาทิตย์ที่ 3 สัปดาห์แหล่งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่เริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากยิ่งขึ้น แต่ยังไม่เข้มข้นพอ ก่อนที่จะมีการแลกเปลี่ยนกันในหัวข้อ  

 "ภารกิจฉันเธอคือผู้แบ่งปัน....และเติมเต็ม"
         ผู้เขียนเองก็ได้หยิบยกเอานาฬิกา......กับเวลา มาเป็นตัวชูให้ทุก ๆ คนฟังว่า เวลา..นาฬิกา สองสิ่งนี้ต่างก็มีความสำคัญทีแตกต่างกันออกไป ดังที่ว่า

เวลา... เดินไปข้างหน้า
นาฬิกา.. เดินอยู่ที่เก่า

เวลา.. เราไม่อาจย้อนกลับ
นาฬิกา.. เราหมุนย้อนมันได้

เวลา.. เมื่อสูญเสียไปแล้วไม่อาจเรียกร้องคืน
นาฬิกา.. เสียก็ซ่อม หรือซื้อใหม่ไปเลย

เวลา.. ได้มาฟรีๆ ไม่ต้องแลกกะอะไร
นาฬิกา.. ยิ่งสวยยิ่งแพง ใช้เงินซื้อมันมาทั้งนั้น

แล้วอย่างนี้ มันจะคู่กันได้ยังไง ในเมื่อมันแตกต่างกันเหลือเกิน


แต่ถามหน่อย.. ถ้าไม่มีนาฬิกา จะรู้เวลามั๊ย
หรือถ้ามีแต่นาฬิกา แต่ไม่รู้จักเวลา จะมีประโยชน์อะไร


ถึง 2 สิ่งจะแตกต่างกัน แต่ถ้ามันจะคู่กันแล้ว
ย่อมมีจุดร่วมกันเสมอ เพียงแต่จะมองเห็นมันรึป่าว?

ฉันกับเค้า.. อาจไม่มีอะไรเหมือนกัน

ฉันกับเค้า.. มีความคิด และวิถีชีวิตที่ต่างกัน

ฉันกับเค้า.. อาจเดินกันคนละเส้นทาง

ฉันกับเค้า.. อาจมีความฝันที่ห่างไกลกัน

ฉัน.. อาจเหมือนกับเวลา ที่ชอบเดินไปข้างหน้า หาสิ่งใหม่ๆที่ท้าทาย โดยทิ้งหลายสิ่งไว้ข้างหลัง

เค้า.. อาจเหมือนกับนาฬิกา ที่ยังเป็นแบบเดิมๆ ใช้ชีวิตและทำหน้าที่ไปเรื่อยๆ ในมุมเก่าๆ

ฉันอาจไม่พบกับเค้าเลย ถ้าฉันยังดึงดันจะมองแต่ข้างหน้า

ฉันอาจไม่พบกับเค้าเลย ถ้าฉันไม่มองไปข้างหลัง

เค้ายังไม่เห็นฉัน เพราะเขายังอยู่แบบเดิมๆ

เค้ายังไม่เห็นฉัน เพราะเขายังก้มหน้าก้มตาทำหน้าที่ของเขาไป

แต่ฉันยังเฝ้ามอง เฝ้ารอ … ความแตกต่าง อาจสร้างกำแพงบังเค้าไว้

แต่ฉันยังเชื่อมั่น ว่าซักวัน สิ่งนั้นน่ะแหละ ที่จะเชื่อมโยงใจเราเข้าหากัน

ความแตกต่าง จะเติมเต็มส่วนที่เราขาดหาย

และสุดท้ายก็จะเหลือเพียงแค่คำว่า..**กันและกัน **

 

หลังจากที่ได้นำเสนอเสร็จน้อง ๆ ก็นำเสนอในแง่มุมของตนเอง ว่าต้องการอะไรมาเติมเต็มในส่วนของทำงานของตนเองบ้าง....สรุปโดยรวมได้คือ
       1. ต้องการให้เพื่อนร่วมงานเติมเต็มในส่วนของงานตนเอง เช่น มีโครงการก็อยากให้เพื่อน ๆ ช่วยเหลือกันโดยที่ไม่ต้องรอคำสั่ง อยากให้เพื่อน ๆ ช่วยด้วยใจมากกว่าที่จะบังคับหรือรอคำสั่ง
       2. ต้องการกำลังใจจากเพื่อนร่วมงาน   และผู้บริหาร  ในการปฏิบัติงาน
       3. ต้องการผู้นำที่ลุ่มลึกทางด้านความคิด และมีความยุติธรรม

       ผู้เขียนเองก็นั่งฟังน้อง ๆ ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกันจนครบทุกคนก็คิดว่าการทำงานแบบธรรมชาตินั้น   ก็คงจะต้องปรับกันอีกเยอะเพราะเราฝืนกันมาตั้งแต่ต้นแล้ว   เราก็ต้องมีการปรับตัวและฟื้นฟูเสียก่อน  นั้นแหละมันถึงจะคืนกลับมาในสภาพธรรมชาติที่แท้จริง   แต่ถ้าส่วนไหนที่ยังทำงานแบบไม่เป็นธรรมชาตก็ถือเสียว่าเขากำลังหลงแสงสีอยู่     แต่สุดท้ายใครจะชอบธรรมชาติ   หรือชอบแสงสี   เราก็มิอาจไปห้ามได้   “ขอเพียงใจทุกดวง   มีกันและกันเหมือนนาฬิกา….กับเวลาก็พอแล้วมิใช่หรือ”