แต่เมื่อใดที่จิตมีอารมณ์โกรธ น้ำมันหรือพลังแห่งร่างกายนั้นจะรั่วออกไหลออกจนรถคันนี้เคลื่อนไม่ได้เลยแม้แต่เพียงกิโลเดียว

 

นับเนื่องตั้งแต่คืนวันเพ็ญเดือนอาสาฬหฯ (๑๗ กรกฎาคม ๒๕๕๑) ที่ตั้งจิตอธิษฐานสมาทานไม่นอนตลอดทั้งพรรษา วันนี้ก็นับผ่านล่วงมา ๑๓ คืน ที่ตั้งจิตทนฝืนการเรียกร้องแห่งสังขารที่ร่ำเรียกร้องในทุกกาลให้เรานั้นหยุดและถอนจากความเพียร

ในครั้นค่ำคืนยามราตรีจักเป็นเวลาที่จิตฝ่ายต่ำเรียกร้องให้เราหยุด ให้เราพอ
ชุดความรู้ทั้งหลายที่สั่งสมอยู่ในหัวสมอง รุมประเด ประดังออกมาบอก มาพร่ำ มาสอน “เหนื่อยนะ ป่วยนะ เส้นหลังตึงนะ เส้นท้องแข็งนะ พิการได้นะ หลังเสียนะ ต่าง ๆ นานา จิปาถะ...”

แต่ทั้งจิตและกายที่ถูกดัดมาปีกว่า ดั่งเช่นไม้ที่ถูกนายช่างศรดัดให้โค้งงอพอได้ที่แล้วนั้น ก็แข็งก็แกร่งพอที่จะ “สู้” และ “เรียนรู้” สภาวะต่าง ๆ ทั้งกายและจิตที่เกิดขึ้น

การไม่นอนนั้นร่างกายก็มีปวดบ้าง เมื่อยบ้างเป็นของธรรมดา “ธรรมดาเหมือนคนที่ไม่ได้นอน”
แต่เมื่อครั้งถึงเวลากลางวันทุกอย่างก็เป็นปกติ “ธรรมดา” เป็นเหมือนดั่งเมื่อครั้งที่เคยนอน
กายนั้นเมื่อไม่ได้นอน ไม่ทำให้กายเหนื่อยและหนักเท่าจิตไม่ได้นอนและถ่ายทอดจากไฟแห่ง “โทสะ”

ร่างกายที่ไม่ได้นอน ไม่ทำให้ร่างกายของตนเองเหนื่อยเท่ากับจิตที่มีอารมณ์โกรธ (โทสะ) แม้เพียงหนึ่งนาที
เราสู้ทนร่างกายที่ไม่ได้นอนมาเป็นแรมคืน แรมวันได้ แต่ร่างกายเราทน “จิต” ที่ไม่รู้จักถ่ายทอดจากโทสะนั้นไม่ได้

เมื่อจิตมีอารมณ์โกรธ กายนั้นจะร่วง จะทรุดอย่างเร็วไว
กายที่ธรรมดา ๆ กลับเหนื่อยล้าอย่างไม่ธรรมดา

เปรียบเสมือนหนึ่งกับเมื่อเราขับรถ เรารู้ว่าน้ำมันมีสิบลิตรจะขับไปได้อีกหนึ่งร้อยกิโล
แต่เมื่อใดที่จิตมีอารมณ์โกรธ น้ำมันหรือพลังแห่งร่างกายนั้นจะรั่วออกไหลออกจนรถคันนี้เคลื่อนไม่ได้เลยแม้แต่เพียงกิโลเดียว

ร่างกายที่เหนื่อยล้าจากการตรากตรำทำงานทางกายนั้นควบคุมได้ สู้ได้ รู้ได้ว่าจะทำงานไปได้สักแค่ไหน
แต่ร่างกายที่เหนื่อยล้าจากไฟแห่งโทสะที่เผาไหม้นั้นควบคุมไม่ได้ สู้ไม่ได้ รู้ไม่ได้เลยว่าจะอยู่ได้อีกนานสักเท่าใด

เมื่อใดที่จิตยังถ่ายถอน “โทสะ” ออกจากใจไม่ได้
อัตภาพร่างกายนี้ก็เปรียบประหนึ่งถูกไฟเผาไหม้ให้สั้นลง เร่งวันเร่งคืนที่จะปลดหลงสังขารลาละจากโลกนี้ไป

เวลาที่เกิดมาเป็นมนุษย์ก็จะถูกตัด ถูกทอน ถูกหยุด ให้สั้น ให้ลดลงในทุกชั่วขณะ
เวลาที่จะสร้างความดี บำเพ็ญเพียร เสียสละ เพื่อตัด เพื่อละถ่ายถอนกิเลสออกจากใจก็เหลือลด เหลือน้อยลงไปทุกเมื่อเชื่อวัน

เมตตาบารมีเป็นสิ่งที่ควรเรียกหามาเมื่อไฟแห่งโทสะกำลังลุกโชน
เมตตาเปรียบประดุจน้ำใสที่ไหลเย็นอันเป็นสิ่งประเสริฐที่จะดับภัยแห่งโทสะนี้ได้
สติที่รู้อยู่กับลมหายใจหนึ่งจะควบคุมไม่ได้ “ลม” นั้นมาถาโถมให้ไฟลุกโชติช่วง
ความเมตตาอีกหนึ่งจะช่วยดับไฟนั้นได้อย่างชะงัก

สติและความเมตตาจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยกลบ ช่วยฝัง เจ้าโทสะร้ายที่คอยทำลายใจและกาย

จงเมตตาต่ออารมณ์โกรธนั้นเถิด
จงเมตตาต่อสรรพสิ่งทั้งหลายเถิด
จงเมตตาต่อตนเองเถิด
ชีวิตนี้จะประเสริฐด้วย “เมตตา…”