พ่อส่งเงินจำนวนไม่มากนักให้ประทังชีวิต พร้อม ๆ กับถ้อยคำที่บอกกล่าวในทำนองว่า ให้ใช้อย่างประหยัด ที่บ้านเดือดร้อน และไม่รู้ว่าปีนี้จะมีฝนให้ดำนา หรือไม่ ?

ทิ้งช่วงไปนานเลยสำหรับบันทึกที่ว่าด้วยการเลียบเลาะตู้หนังสือนายแผ่นดิน ทั้งที่ตั้งใจไว้ว่า จะเขียนให้ต่อเนื่องที่สุด อย่างน้อยก็สัปดาห์ละเล่ม แต่ด้วยภารกิจที่ชูธงรบเข้ามาแบบไร้สาระทิศ ก็พลอยให้ชีวิตกระโจนออกไปร่ำรบอย่างไร้รูปแบบ และเวลา จนในที่สุดก็ไม่อาจทำในสิ่งที่ปรารถนาได้ทั้งหมด แต่ก็เป็นธรรมดากระมังครับ เพราะความเป็นจริง เราต่างก็เคยได้ทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ และเคยไม่ได้ทำในสิ่งที่อยากจะทำมาแล้วด้วยกันทั้งนั้น

วันนี้เลยกัดฟันเข็นหนังสือเล่มที่สองออกมาอีกครั้ง เป็นหนังสือที่ผมชอบและรักมากที่สุดอีกเล่มหนึ่งเลยก็ว่าได้ นั่นคือ ม้าก้านกล้วย ของคุณไพวรินทร์ ขาวงาม (นักเขียนซีไรต์ ๒๕๓๘)

ม้าก้านกล้วย เป็นหนังสือรวมบทกวีที่พิมพ์รวมเล่มครั้งแรกเมื่อปี ๒๕๓๘ และเล่มที่ผมถือครองอยู่นี้ก็เป็นฉบับพิมพ์ครั้งแรก ราคา ๖๐ บาท โดยแพรวสำนักพิมพ์ ซึ่งในปีเดียวกันนี้ หนังสือเล่มดังกล่าว ก็ได้รับการพิจารณาคัดเลือกให้เป็นวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรต์ : S.E.A. WRITE AWARD)


โดยส่วนตัว ผมชื่นชอบคุณไพวรินทร์ ขาวงามมาก ทั้งโดยงานและการดำเนินชีวิต จนถึงขั้นตัดสินใจไปฝึกงานกับพี่ไพวรินทร์ที่กรุงเทพฯ ซึ่งครั้งนั้นนักเขียนท่านนี้ ดำรงตำแหน่งเป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ชีวิตต้องสู้

ผมชอบอ่านบทกวี หรืองานเขียนของคุณไพวรินทร์ ขาวงาม เพราะอ่านเข้าใจง่าย ภาษาสวย และได้มุมคิดที่งดงามเสมอ ยิ่งบทกวีที่เกี่ยวกับความเป็นพื้นถิ่นอีสาน หรือคนอีสานแล้วยิ่งต้องยอมรับว่า งานนั้น ๆ แจ่มชัด มีชีวิต และมีพลังอย่างมหัศจรรย์

ยิ่งในหนังสือกวีนิพนธ์เล่มนี้ มีเรื่องราวจำนวนมากมิใช่น้อยที่บันทึกเรื่องราวอันปรากฏการณ์ของคนอีสาน ทั้งที่ดิ้นรนอยู่ในชนบท และโลดเต้นเลี้ยงชีวิตอยู่ตามเมืองใหญ่ ผมยิ่งอ่าน ยิ่งรู้สึกราวกับว่ากำลังอ่านชีวิตตัวเอง อ่านเรื่องราวของพี่น้องคนอีสาน อ่านเรื่องราวของญาติ ๆ ทั้งที่คุ้นเคยและไม่คุ้นเคย

อันที่จริง “ม้าก้านกล้วย” มีเนื้อหาหลากหลาย ไม่เฉพาะแต่การสะท้อนภาพชีวิตพื้นถิ่นอีสานเท่านั้น แต่ในบันทึกนี้ ขออนุญาตนำมากล่าวโยงไว้เฉพาะบทกวีที่ผมชื่นชอบ - บทกวีที่ผมอ่านแล้วทำให้ตัวเองไม่ลืม “รากเหง้า” ของตนเอง, อ่านแล้วมีพลัง มีความหวังในการดำเนินชีวิต

...........

หนังสือเล่มนี้ ผมซื้อที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๓๘ ซื้อแถว ๆ ห้างเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในย่านสุขาภิบาล ๓ ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ชีวิตผมกำลังรอนแรมเข้าสู่โลกแห่งการทำงาน อันเป็นโลกใบใหม่ที่ผมต้องปรับตัวขนานใหญ่ เงินติดถุงก็แทบไม่มี พ่อส่งเงินจำนวนไม่มากนักให้ประทังชีวิต พร้อม ๆ กับถ้อยคำที่บอกกล่าวในทำนองว่า ให้ใช้อย่างประหยัด ที่บ้านเดือดร้อน และไม่รู้ว่าปีนี้จะมีฝนให้ดำนา หรือไม่ ?

ท่ามกลางความแปลกเปลี่ยวของชีวิต ผมก็ได้หนังสือเล่มนี้แหละที่เยียวยาความเปลี่ยวเหงา และเติมเต็มพลังให้กับชีวิต ประหนึ่งการสื่อสัมผัสให้ผมรู้สึกราวกับว่า ท้องทุ่งและบ้านเกิดอยู่ไม่ใกล้และไม่ไกลจากตัวผม . และเฝ้ามองผมอย่างเข้าใจ

ทุกคราวครั้งที่ทุกข์ท้อ หรือหวาดหวั่นกับชีวิต คำนำ (เสมือนคำนำ) ในหนังสือเล่มนี้กลายมาเป็นพลังชีวิตอย่างแทบไม่น่าเชื่อ นั่นคือ .......

นกกระดาษ

อีกเรื่องราว ของชาวนา บนนากระดาษ

เปลี่ยวไถแปร ไถคราด กระดาษเปล่า

เพาะกล้าใจ ฤดูฝัน ค่ำยันเช้า

ปลูกข้าวรอ เขา-เรา เกี่ยวข้าวรัก

หรือแม้แต่บทกวีที่มีชื่อว่า ม้าก้านกล้วย 2 ก็เป็นอีกบทที่ปลุกปลอบให้ผมสู้ชีวิต และรู้ตนเองเสมอว่า สักวันหนึ่งผมจะกลับบ้าน และที่บ้านก็มีคำปลอบประโลมอันอบอุ่นรออยู่ -

กลับบ้านกันเถิดเพื่อนรัก
ย้อนเยี่ยมอาณาจักรความหลัง

ชักม้าชวนม้าออกกำลัง

บ่ายหน้าบ่ายหวังออกจากเมือง

เมืองนี้อยู่นานแล้วเหน็ดเหนื่อย

เหน็บหนาวหนืดเนือยจนหน้าเหลือง

ควบม้าเพื่อนยากย่างเยื้อง

ผ่านทุ่งมุ่งเบื้องบูรพา

...

กราบพ่อขอโทษที่ลูกแพ้

กราบแม่ขอพรรำพึงแผ่ว

พ่อยิ้มแม่แย้มอยู่นั่นแล้ว

ปลอบว่า – ลูกแก้วอย่ากังวล

กินข้าวกินปลาเสียก่อนเถิด

แนบกายบ้านเกิดอีกสักหน

หายเหนื่อยพรุ่งนี้ไม่จำนน

อีกครั้งเริ่มต้นจะเป็นไร

....

ไม่เพียงแค่นั้น บทกวีที่มีชื่อว่า เจ้าสาวใบตอง ยังเป็นสุ่มเสียงหนึ่งที่ผมหลงรักเป็นพิเศษ มันไม่ใช่แค่วิถีของคนอีสาน หากแต่เป็นวิถีของคนไทยที่ง่ายงาม และมีค่า ดังว่า

เธอเจ้าสาวใบตองในร่องสวน

เคยขอนวลมาพอห่อข้าวขาว

จะออกทุ่งออกทางทุกครั้งคราว

ต้องห่อข้าวห่อของแล้วท่องไป

ถึงยาวหิวแกะห่อก็ข้าวหอม

ถึงกลางแดดแผดดอมก็หอมได้

ละคำเคยอิ่มหอมถึงหัวใจ
หอมแต่น้อยคุ้มใหญ่หอมไม่จาง

...

โอ้เจ้าสาวใบตองในร่องสวน

ยุคฉะนี้เขียวนวลคงด่วนหมอง

ยินแต่เสียงเพลงพลาสติกระริกร้อง

หรือสิ้นเพลงใบตองเสียแล้วเอย.

และอีกบทที่ผมชื่นชอบและศรัทธาต่อถ้อยคำและแนวคิดเป็นอย่างมาก นั่นคือ ไหมแท้ที่แม่ทอ ซึ่งบทกวีนี้ ผมเชื่อเหลือเกินว่า ถ้าไม่ใช่คนอีสาน เลือดอีสาน ก็คงเขียนได้ไม่ถึงแก่น ราวกับการเขียนด้วยชีวิต เขียนด้วยวิญญาณที่ควรค่าต่อการน้อมเคารพเป็นที่สุด เป็นต้นว่า

แม่ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมตั้งใจนัก

เรี่ยวแรงรักแม่ใช้เพื่อใฝ่ฝัน

อีกสาวไหมด้วยมือซื่อสัตย์นั้น

ทั้งทอมันละเมียดละไมใช้เวลา

สื่อวิญญาณผ่านมือสู่เส้นไหม

ถักเส้นใยแต่ละเส้นเป็นเนื้อผ้า

ตีนที่ใช้กระตุกกี่คือชีวา

มือที่คว้ากระสวยวาดคือชีวิต

ผ้าขาวม้าผืนใหม่แม่ให้ลูก

รักพันผูกทุกใยไหมวิจิตร

ใยไหมโยงใจแม่เนรมิต

ไหมอุทิศ แม่ก็ทอ ต่อตำนาน

ลูกก็ถือผ้าทอที่แม่ให้

เป็นเยื่อใยไหมและแม่ที่กล้าหาญ

ผ้าทั้งผืนมีชีวิตจิตวิญญาณ

ถักประสานสอดสร้างอย่างแยบยล

มือน้อยน้อยของแม่ดูแค่นี้
เคยเฆี่ยนตีลูกบ้างในบางหน

แต่มือเดียวกันนี้แหละสู้ทน

ประคองลูกให้พ้นภยันตราย

....

พร้อมทั้งสอนลูกสาวเจ้าศรีเรือน

อยู่เป็นเพื่อนแม่ทอปรารถนา

เพื่อสืบทอดแรงงานกาลเวลา

ก่อนมือแม่จะอ่อนล้าต้องลาพัก

และสอนเจ้าลูกชายให้ทระนง

รักแม่ก็ขอจงทำงานหนัก

ด้วยละเอียดอ่อนในเยื่อใยรัก

พลีชีวิตเพื่อถักและทอไท

สักวันหนึ่งถึงไม่มีชีวิตแม่

ลูกที่แท้ก็คงทอสืบต่อได้

แม่ก็ทอ ลูกก็ทอ ต่อเส้นใย

ผ้าชีวิตผืนใหม่ จะต้องงาม.

นี่อาจจะเป็นบันทึกที่ยาวเยิ่นมิใช่น้อย แต่ก็มุ่งมาดให้มิ่งมิตรได้อ่าน ..และขอให้มีความสุขกับการท่องเล่นในตู้หนังสือของผม นะครับ

.....

หมายเหตุ : ก่อนหน้านี้ มีหนังสือบางเล่มของนักเขียนท่านนี้ เคยเข้ารอบชิงซีไรต์มาแล้ว คือ คำใดจะเอ่ยได้ดังใจ (๒๕๒๙) ฤดีกาล (๒๕๓๕)