การกำจัดวัชพืช ควรทำแบบผสมผสาน และพิจารณาผลรวมว่าสิ่งใดดีกว่ากัน ก็จะเป็นการทำนาแบบใช้ความรู้มากกว่าใช้ทุนที่เป็นตัวเงิน

ในความรู้สึกของคนทั่วไป จะพูดตรงกันว่า

 นาที่จะให้ผลผลิตดีควรปราศจากวัชพืชหรือหญ้า เจริญแข่งขันกับข้าว

ทั้งนี้ รวมถึงวัชพืชอื่นๆ ที่เป็นพืชใบกว้าง เช่น ผักบุ้ง ผักแว่น ผักตบ แพงพวย  หรือแม้แต่โสน

Oa024

ชาวนาดายหญ้าในนาอินทรีย์ จ. ยโสธร

Oa027

การสูบน้ำขุ่นๆเข้าแปลงนา ได้ทั้งตะกอนดินบำรุงนา ช่วยลดการงอก และการแข่งขันของหญ้า แทนการฉีดยาคุมการงอกของวัชพืช

(ในนาอินทรีย์ จ. ยโสธร)

Img_2501

การตัดหญ้าในระยะหญ้าออกดอก แต่ข้าวยังเป็น "กล้า" ก็ลดการแข่งขันของหญ้าได้อีกทางหนี่ง

(แปลงนาของผม เมื่อ ๒๓ กรกกฎาคม ๒๕๕๐)

เพราะความรู้สึกของชาวนาทั่วไปเชื่อว่า ถ้ามีวัชพืชในนาผลผลิตข้าวจะลดลง จึงเป็นสาเหตุให้มีการเน้นการกำจัดหญ้าในแปลงนาทุกวิถีทาง ที่จะทำให้ประชากรหญ้าหรือวัชพืชลดลง ถึงระดับที่เจ้าของนาสบายใจ

ในสภาพนาก่อนที่จะพัฒนามาเป็นนาในปัจจุบันนี้ ส่วนใหญ่จะเคยเป็นที่ลุ่ม น้ำท่วมถึงเป็นครั้งคราวมาก่อน แม้จะอยู่ในที่ที่ถือว่าเป็นนาดอน ก็จะเป็นส่วนที่ลุ่มกว่าของพื้นที่ดอนดังกล่าว 

ลักษณะเช่นนี้จะมีพืชธรรมชาติที่สามารถเจริญเติบโตได้ดีในสภาพน้ำแช่ขังเป็นครั้งคราว หรือเป็นฤดูกาล แล้วแต่สภาพพื้นที่

เมื่อมีการปรับเปลี่ยนจากพื้นที่ลุ่มตามธรรมชาติ มาเป็นพื้นที่นา พืชเหล่านั้นก็จะยังคงเจริญเติบโตได้ดีพอสมควร แต่ก็ขึ้นอยู่กับความทนทานต่อการจัดการของเจ้าของนา ไม่ว่าจะเป็นการใช้สัตว์แทะเล็ม การไถพรวน การใช้น้ำขัง การถอนหรือดายหญ้า หรือแม้กระทั่งการใช้ยากำจัดวัชพืช

จากสภาพดังกล่าว พืชที่ขึ้นอยู่ จะมีทั้งพืชที่มีความอ่อนแอและทนทานต่อสภาพการจัดการ ที่จำเป็นจะต้องทำความเข้าใจ เช่น

·       พืชบางชนิด น้ำขังเพียงเล็กน้อยก็ตาย

·       พืชบางชนิด การไถพรวนหรือมีสัตว์เหยียบย่ำก็ตาย

·       แต่ก็มีพืชอีกหลายชนิดที่แม้แต่มีการแทะเล็มของสัตว์  มีการไถพรวน  มีการถอน  ก็ยังสามารถมีการเจริญเติบโตกลับคืนมาได้อีก

แต่อย่างไรก็ตาม ไม่มีพืชชนิดใดที่เจริญเติบโตได้ในสภาพไม่มีแสง ทั้งเนื่องจากการแข่งขันกับพืชอื่น การปกคลุมด้วยวัสดุต่างๆ หรือแม้กระทั่งการใช้น้ำขุ่นแช่ขัง ที่ลดการสังเคราะห์แสงและการหายใจของพืช

ดังนั้น

·       การกำจัดวัชพืชจึงต้องพยายามเข้าใจขีดจำกัด จุดแข็ง จุดอ่อน ของพืชที่เจริญเติบโตกับข้าว และ

·       ใช้เทคนิคในการบริหารจัดการ โดยถือหลักการง่ายๆ ว่า การส่งเสริมให้พืชที่มีจุดอ่อนเจริญเติบโตมากๆ จะลดความสามารถในการแข่งขันของพืชที่มีจุดแข็งมากๆ

แนวคิดดังกล่าวนี้ ผมได้เรียนรู้มาจากกลุ่มเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ที่ใช้ระบบปุ๋ยพืชสด ที่ปราบได้ง่าย เช่น

พืชตระกูลถั่ว งา พืชใบกว้างที่ไม่ทนน้ำแช่ขัง ปลูกให้แน่นในแปลงนา จนพืชตระกูลหญ้าที่ทนต่อน้ำแช่ขังตายเนื่องจากการขาดแสง

ก็เป็นวิธีหนึ่งที่ใช้จุดแข็งไปทำลายจุดอ่อนของพืชที่เข้มแข็ง อาจจะฟังดูยากเล็กน้อย แต่ถ้าคิดตามอย่างช้าๆ ก็จะเริ่มเข้าใจว่าเราควรวางแผนจัดการวัชพืชอย่างไร

จากประสบการณ์การทำนาของผม พบว่า

วิธีการกำจัดวัชพืช ควรเริ่มจากการลดจำนวนประชากร ใช้จุดอ่อนเป็นตัวทำลาย และใช้การแข่งขันเป็นตัวกำจัด ซึ่งหลักการ ๓ ขั้นตอนนี้สามารถนำไปปรับใช้ได้หลากหลายชนิด เช่น

๑.   การคลุมดินด้วยเศษพืช  ฟาง  หรือวัสดุอื่นๆ จะลดการเจริญเติบโตของพืชที่มีรากเหง้าอยู่ในดิน และลดการงอกของพืชที่เจริญเติบโตจากเมล็ด

๒.   การเก็บน้ำแช่ขังไว้ในแปลง จะลดการงอกของพืชจากเมล็ด แต่จะส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืชที่มีรากเหง้าในดิน

๓.   การหว่านเมล็ดพืชปุ๋ยสด จะลดการแข่งขันของทั้งพืชที่มีรากเหง้า และการงอกของพืชจากเมล็ด

๔.  การใช้สัตว์แทะเล็ม จะลดการเจริญเติบโตของพืชทุกชนิด และการเหยียบย่ำของสัตว์ จะทำให้พืชหลายชนิดตายและเจริญเติบโตไม่ได้

๕.  การตัดด้วยเคียว หรือเครื่องตัดหญ้า จะชะลอการเจริญเติบโตของพืชส่วนใหญ่

๖.   การไถพรวน จะทำให้พืชส่วนใหญ่ตาย ยกเว้นพืชที่มีเหง้าในดิน ที่อาจจะเจริญเติบโตช้าลง แต่จะเจริญเติบโตได้หลังจากดินพักตัว

๗.  การคราดกลบ จะทำให้พืชที่มีเหง้าหรือหัวจมลงไปในดินลึกและเน่าตายได้บางส่วน  ขึ้นอยู่กับระดับความลึกของการคราดกลบ

๘.  การฉีดยาคุมการงอกของหญ้า จะลดการงอกของวัชพืชส่วนใหญ่ จนกว่ายาจะมีฤทธิ์น้อยลง ซึ่งเป็นการชะลอการเจริญของหญ้าและลดการแข่งขันในระยะยาว

๙.   การฉีดยากำจัดหญ้า จะเป็นการฆ่าวัชพืชส่วนใหญ่ โดยเฉพาะพืชที่ไม่มีรากเหง้าได้เป็นอย่างดี

๑๐.                  การจัดระดับความลึกของน้ำที่ขังไว้ในนา จะช่วยให้มีการเจริญเติบโตของพืชชอบน้ำ แต่จะเป็นการกำจัดของพืชที่ไม่ทนน้ำแช่ขัง

 

จากวิธีปฏิบัติทั้ง ๑๐ ข้อดังกล่าวข้างต้น ซึ่งเป็นวิธีปฏิบัติกว้างๆ ที่อาจนำมาปรับใช้ได้ในสภาพของแปลงที่มีระบบทรัพยากรแตกต่างกัน ซึ่งอาจใช้ระบบผสมผสานให้เกิดประสิทธิภาพสูงขึ้นกว่าเดิม

แต่ในระบบเกษตรอินทรีย์นั้น สามารถหลีกเลี่ยงการใช้สารพิษที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ แต่ก็ยังมีทางเลือกมากมาย ขึ้นอยู่กับความถนัดและระบบทรัพยากรของแต่ละครัวเรือน

กล่าวคือ

ครัวเรือนที่มีแรงงานก็อาจจะใช้ระบบการกำจัดด้วยแรงงานคน

หรือถ้ามีน้ำมากก็อาจใช้น้ำเป็นตัวควบคุม

หรือถ้ามีเศษพืช ก็ใช้เศษพืชคลุม ก็จะช่วยให้ลดความจำเป็นในการจัดการด้านอื่นลงได้บ้าง

หรือถ้าไม่มีทรัพยากรที่สะดวกในการจัดการ ก็อาจใช้การปลูกพืชปุ๋ยสด แล้วไถกลบก่อนการปักดำ ก็เป็นวิธีการที่ได้ผลดี ซึ่งจะช่วยให้ข้าวเจริญเติบโตได้ดี เนื่องจากมีอาหารสำรองอยู่ในเศษพืชก่อนการไถกลบได้มากกว่าการไถกลบเศษหญ้าธรรมดา

ดังนั้น วิธีการปฏิบัติเพื่อการแข่งขันของวัชพืช จึงมีหลายวิธีมากมายดังกล่าวข้างต้น

แต่ในความเป็นจริง เราไม่ควรจะเน้นการกำจัดวัชพืชให้หมดไปจากแปลง

เพราะพืชเหล่านั้นก็ยังเป็นพืชสำรองธาตุอาหาร เช่น กรณีของพืชปุ๋ยสด หรือพืชที่ลดการแข่งขันของพืชที่มีความยากลำบากในการกำจัด

จึงควรปล่อยไว้บ้างเพื่อทำให้การกำจัดวัชพืชอื่นๆ ทำได้ง่าย

ฉะนั้น หลักการที่สำคัญก็คือ การจัดการวัชพืชแบบผสมผสาน ให้ได้ประโยชน์หลายทาง

ทั้งด้านการบำรุงดิน การเลี้ยงสัตว์ และการรักษาระบบนิเวศ การลดการสูญเสียธาตุอาหารในช่วงที่ไม่ได้ปลูกพืช ซึ่งก็เป็นประโยชน์ของวัชพืชเช่นกัน

ผมจึงขอสรุปว่า การกำจัดวัชพืช ควรทำแบบผสมผสาน และพิจารณาผลรวมว่าสิ่งใดดีกว่ากัน ก็จะเป็นการทำนาแบบใช้ความรู้มากกว่าใช้ทุนที่เป็นตัวเงิน

 เพราะทุนความรู้ยิ่งใช้ยิ่งมีมาก ทุนที่เป็นตัวเงินยิ่งใช้ยิ่งหมด

แบบนี้น่าจะดีกว่า นะครับ