หนึ่งในเจ็ดมหัศจรรย์ของโลก กำแพงเมืองจีน ที่ทุกคนใฝ่ฝันอยากไปเยียน

เล่าการเดินทางด้วยภาพ

ปักกิ่ง ตอน

เมื่อตอนที่แล้วพวกเราได้ไปทานเป็ดปักกิ่ง  ไปดูงิ้วปักกิ่ง   และเที่ยวกำแพงยักษ์เมืองจีนเป็นที่สนุกสนานกันทีเดียว   บางท่านเคยไปเที่ยวมาแล้วก็ได้ถือโอกาสทบทวนความทรงจำที่ดีๆอีกครั้งพร้อมทั้งนำถาพสวยๆมาฝากอีกด้วย    บางท่านที่ยังไม่ได้ไปเที่ยวอยากทราบประวัติความเป็นมาของกำแพงเมืองจีน   ลุงขอถือโอกาสเล่าให้ฟังเสียวันนี้เลย

ณ หุบเขาทางทิศเหนือของกรุงปักกิ่ง (เป่ยจิง) กำแพงเมืองจีนขนาดมหึมา ทอดยาวคดเคี้ยวดังงูยักษ์จากยอดเขาหนึ่งสู่อีกยอดหนึ่ง ช่างเป็นส่วนอันน่าตื่นตาที่สุดของกำแพงยาวที่สุดซึ่งมนุษย์สรรค์สร้าง แนวกำแพงเริ่มจากป้อมเจี๋ยหยูกวน ที่ตีนเขาฉีเหลียนซาน อันเป็นดินแดนแห้งแล้งทางทิศตะวันตก ตัดผ่านทะเลทราย ทุ่งหญ้า แม่น้ำ หุบเขา และแนวป่า ไปจรดแม่น้ำยาลูทางตะวันออกซึ่งติดพรมแดนประเทศเกาหลี กำแพงพาดผ่านภาคเหนือของจีนทั้งภาค ยาวถึง  ๓,๒๐๐   กิโลเมตร แต้ถ้านับรวมส่วนที่สร้างแยกออกจากตัวกำแพงใหญ่ด้วยจะมีความยาวทั้งสิ้นถึงประมาณ ๖,๕๐๐ กม. 

เมื่อราว ๓,๐๐๐ ปีก่อน แคว้นต่างๆ ทางเหนือของประเทศจีนที่เป็นศัตรูกันต่างก็สร้างกำแพงล้อมอาณาจักรของตน ในช่วง ๒๒๑ ปีก่อนคริสต์ศักราช เจ้าชายแห่งแคว้นฉินซึ่งเป็นหนึ่งในแถบนั้นได้รวมดินแดน ๖ แคว้นเป็นอาณาจักรเดียว แล้วสถาปนาตนขึ้นเป็นจักรพรรดิองค์แรกของจีนทรงพรนามว่าฉินสื่อหวงตี้ (จิ๋นซีฮ่องเต้) พระองค์ทรงให้ทำลายกำแพงกั้นแว่นแคว้นเดิมยกเว้นกำแพงด้านทิศเหนือ แล้วโปรดให้สร้างเพิ่มเติมเชื่อมต่อกันเพื่อปกป้องดินแดนของพระองค์จากพวกฮวนและชนเผ่าอิสระต่างๆ ทางเหนือ ในศตวรรษต่อๆ มา จักรพรรดิองค์อื่นๆ ได้ต่อเติมกำแพงนี้ให้ยาวออกไปอีก  โดยเฉพาะในสมัยราชวงศ์ฮั่น  (๒๐๖ ปีก่อน ค.ศ. - ค.ศ.  ๒๐๐) และ ราชวงศ์หมิง (ค.ศ. ๑๓๖๘-๑๖๔๔)

กำแพงส่วนใหญ่ที่เห็นในปัจจุบันสร้างในสมัยราชวงศ์หมิงเมื่อ  ๓๐๐-๖๐๐ ปีก่อน เพื่อป้องกันการรุกรานจากพวกมองโกล (ราขวงศ์หยวน) ซึ่งถูกราชวงศ์หมิงขับไล่ไปจากจีน กำแพงส่วนใหญ่สร้างจากหินและอิฐ ส่วนที่ใหญ่โตที่สุดอยู่ระหว่างด่านจูหยงกวานทางเหนือของนครปักกิ่ง กับด่านซานไฮกวนใกล้ชายฝั่งทะเลทางทิศตะวันออก 

           เมืองหน้าด่าน ๑๑ แห่ง นับจากเมืองเหลียวตงทางตะวันออกถึงเมืองจางหยีในมณทลกานสูทางตะวันตก ต่างรับหน้าที่ควบคุมการก่อสร้างกำแพงไปเมืองละส่วนใช้ทหารประจำการเกือบ ๑ ล้านคนและกรรมกรที่ถูกเกณฑ์มาอีกจำนวนกว่าล้าน พวกทหารยามประจำกำแพงมีตราประจำตัว การติดต่อสั่งงานระหว่างผู้บังคับบัญชาชั้นรองนั้นใช้วิธีเขียนลงบนแผ่นป้ายแล้วให้ม้าใช้ไปส่ง 

            แม้ว่าอิฐและปูนที่ใช้จะผลิตใกล้ทำเลก่อสร้างแต่ก็ยังต้องใช้แรงงานคนหรือลาขนขึ้นไปในที่สูงมีการใช้แผ่นหินขนาดใหญ่อยู่บ้าง ยางแผ่นหนักประมาณ ๑ ตัน ซึ่งลากกันขึ้นมาได้อย่างไรก็ยังเป็นปริศนาอยู่ บางก้อนอาจใช้กว้านซึ่งประกอบด้วยรอกกลมๆ กับด้ามมือหมุนสำหรับดึง หินตรงมุมกำแพงนั้นบางครั้งตรึงไว้ด้วยเดือยเหล็ก โดยเทเหล็กหลอมใส่ในช่องหินที่เจาะเตรียมไว้แทบทุกส่วนของกำแพงมีแผ่นป้ายจารึกชื่อคณะวิศวกรรมและหัวหน้าช่างติดไว้ แต่สำหรับคนงานอีกมากมายซึ่งตายในหน้าที่ ก็มีตัวกำแพงนี้เองที่เป็นอนุสรณ์โดยปริยาย 

         กำแพงแต่ละส่วนมีความสูงและกว้างต่างกันไปกำแพงในแถบป๊าต้าหลิง ทางเหนือของปักกิ่งสูงประมาณ ๖ เมตร   ซึ่งกว้างพอให้ทหารม้า   คน  หรือทหารเดินเท้า ๑๐ คนเดินแถวเรียงหน้ากระดานได้ ส่วนที่ด่านเจียวซานกวานในเทือกเขาเหียนซาน ซึ่งเป็นจุดที่มองเห็นทะเลนั้นกำแพงกว้างเพียงประมาณ  ๔๐ ซม. ในแถบที่กำแพงค่อนข้างกว้างจะมีใบเสมาสูงประมาณ ๑.๘ เมตรเรียงรายอยู่สองฟากกำแพง และมีป้อมทุกระยะประมาณ ๑๘๐ เมตร (ระยะ ๒ ช่วงธนู) บางป้อมเป็นเพียงที่หลบแดดหลบฝน บางป้อมมีห้องนอนและที่เก็บของ และยังมีแท่นคบเพลิง  (บางแท่นอยู่ห่างจากตัวกำแพงออกไป)  ตั้งไว้ทุกระยะประมาณ ๑๕  กิโลเมตร  เพื่อใช้ส่งสัญญาณไฟไปยังอีกฟากหนึ่งของอาณาจักรได้ภายใน ๒๔ ชม. 

กำแพงเมืองจีน ๑

 

 กำแพงเมืองจีน ๒

กำแพงเมืองจีน เมื่อ ๑๐ ปีก่อน (คส ๑๙๙๘)

 

กำแพงเมืองจีน คส. ๑๙๙๔

ลุงชอบปีนกำแพง

ภาพปักกิ่งช่วงฤดูหนาว  หิมะตก