คำว่า Service ไม่ได้หมายถึงอะไรที่เด่นชัดอย่าง Promool.com Pantip.com แต่หมายถึงส่วนประกอบที่คนอื่นๆนำไปใช้ในการทำบริการที่กว้างกว่านี้ด้วย ตัวอย่างเช่น Microsoft Passport ที่ให้บริการตรวจสอบความเป็นตัวตนจริง (Authentication) ผ่านเว็บ ทำให้การบริการข่าวของ Bangkok Post ไม่ต้องตรวจสอบการเข้าสู่ระบบเอง แต่ยกให้ Passport เป็นตัวจัดการแทน หรืออย่าง Dynamic services whitepaper ของ Oracle ก็มีส่วนที่ให้บริการ แปลงค่าเงิน แปลภาษา การส่งของ กระบวนการเคลมสินค้า เป็นต้น ส่วนความหมายอย่างเป็นทางการของ Web Service ก็คงเป็นของ IBM ที่กล่าวว่า
เว็บเซอร์วิส คือ Web Application ยุคใหม่ ที่ประกอบด้วยส่วนย่อยๆมีความสมบูรณ์ในตัวเอง สามารถติดตั้ง ค้นหา เริ่มทำงานได้ผ่านเว็บ Web Service สามารถทำอะไรก็ได้ตั้งแต่งานง่ายๆ เช่นดึงข้อมูล จนถึงกระบวนการทางธุรกิจที่ซับซ้อน เมื่อ Web Service ตัวใดตัวหนึ่งเริ่มทำงาน Web Service ตัวอื่นก็สามารถรับรู้และเริ่มทำงานได้อีกด้วย
หลายคนอาจจะถามว่าทำไมต้องเป็น Web เพราะเรามี Middle Ware อื่นๆมากมายเช่น RMI Jini CORBA DCOM ฯลฯ แม้ Middle Ware เหล่านี้จะสามารถรองรับได้ แต่ไม่มีตัวใดตัวหนึ่งที่เด่นจริง แต่ในเมื่อ Web มีจุดเด่นในเรื่องของการให้บริการข้อมูลที่สะดวก ใช้งานง่าย จึงกลายเป็นตัวประสาน Middle Ware ต่างๆ เข้าด้วยกันซึ่งจะให้คุยกันเองคงยากยิ่ง Web ทำหน้าที่เป็นตัวกลางให้ Middle Ware เหล่านี้สามารถคุยกันได้ และมีประสิทธิภาพกว่าวิธีการเดิมๆ มาก
หากเรามองจากกรณีของ n-tier application จะพบว่า web service คือกลไกในการเข้าถึงบริการที่แต่ละ Middle Ware ให้บริการ การเข้าถึงจะอาศัย Listener และส่วนประกอบที่ระบุถึงบริการต่างๆ ที่รองรับการทำงาน โดยการทำงานจริงๆ นั้นก็ใช้วิธีการปกติของ Middle Ware นั้นๆ
พื้นฐานของ Web Service
พื้นฐานของ Web Service ก็คือ XML กับ HTTP ซึ่งจะพบว่า HTTP ก็เป็นที่รู้จักกันดี และไปได้ทั่วทุกแห่งที่มี interner ส่วน XML คือภาษาสากลที่คุณสามารถปรับแต่งได้ตามใจชอบ เพื่อให้เกิดกิจกรรมระว่าง client และบริการ หรือระหว่างส่วนประกอบต่างๆ เบื้องหลัง Web server ก็คือ ข้อความ XML จะถูกแปลงให้การขอบริการจาก Middle ware และผลที่ได้ก็จะแปลงกลับมาในรูป XML
ยกตัวอย่างให้เห็นง่ายๆ คุณต้องการให้เครื่อง PC อ่านค่าจาก serial port แล้วส่งไปประมวลผลบนเครื่อง UNIX แล้วส่งผลกลับมาแสดงบนจอ PC ถ้าเป็นเมื่อก่อน คุณก็คงต้องแปลงข้อมูลที่ได้ให้อยู่ในรูปของ ASCII แล้วส่งไปยัง UNIX พร้อมคำสั่งว่าให้ทำอะไร ในฝั่ง UNIX คุณก็ต้องมาแยกว่าอันไหนคือคำสั่ง อันไหนคือข้อมูล เมื่อประมวลผลแล้ว จะส่งกลับมาในรูปแบบไหน แล้วถ้าหากจะส่งไปหาเครื่องที่เป็น MAC ท่านจะต้องเขียนโปรแกรมเพิ่มในส่วนไหนบ้าง จะพบว่าเราต้องพัฒนากันเป็นคู่ๆ ไป และต้องนิยามในแต่ละฝั่งให้ชัดเจน แต่หากเป็น Web Service คุณจะพบว่า เราแปลงข้อมูลให้อยู่ในรูป XML แต่ละคุณก็ต้องการรู้แค่ มาตรฐาน XML ก็พอ แล้วต่างคนต่างก็เขียน Service ของตัวเอง ไม่ต้องกังวลเรื่องของการเชื่อมโยงอีกต่อไป และ Protocol ที่ส่งก็คือ HTTP นั่นเอง ถ้าท่านเชื่อมโยงกับ HTTP (หรือเว็บ) ได้ ท่านก็ใช้บริการทุกอย่างได
แต่เดี๋ยวก่อนการเข้าถึงและการสั่งงานนั้นยังเป็นเพียงโครงสร้างพื้นฐาน แต่ในความเป็นจริงยังมีอะไรมากกว่านั้น เช่น การค้นหา การทำธุรกรรม ความปลอดภัย การพิสูจน์ตัวตน และอื่นๆ อันเป็นบริการที่ทำให้เป็นบริการพื้นฐานจริงๆ
ระบบเพิ่มเติมที่ต้องมีและต้องรักษาความสะดวกและใช้งานง่ายไว้ด้วย พื้นฐานของ Web Service เต็มรูปแบบคือ XML + HTTP + SOAP + WSDL + UDDI หรือในระดับสูงกว่านั้น แต่ไม่ได้ถือเป็นสิ่งจำเป็นเสมอไปคือต้องเพิ่มเทคโนโลยี XAML, XLANG, XKMS, XFS เป็นต้น
ต่อไปนี้คือรายละเอียดคร่าวๆ ของแต่ละส่วน แต่ควรตระหนักว่าแต่ละส่วนอาจจะยังเป็นเทคโนโลยี ที่กำลังอยู่ระหว่างพัฒนา ดังนั้นในแต่ละปัญหาอาจจะแก้ได้หลายวิธีด้วยกัน
SOAP (Remote Invocation) สั่งงานจากระยะไกล
UDDI บริการ Directory
WSDL ระบุคุณสมบัติของแต่ละบริการ
XLANG/XAML กรณีของการเชื่อมโยงที่ซับซ้อน หลายๆ เว็บ
XKMS (XML Key Management Specification) ระหว่างการพัฒนา (Microsoft + Verisign
ตัวอย่าง Web Service ที่ให้บริการ Front Servicec สำหรับบริการข้าราชการ
https://www.gpfservices.in.th/gpfservices/tas/gpfweblogin.aspx
ขั้นตอนการใช้บริการ GPF WEB SERVICE
วิธีการเข้าใช้บริการตรวจสอบ/ สอบถามข้อมูลทาง GPF Web Service และระบบโทรศัพท์ตอบรับอัตโนมัติที่
ปรับปรุงใหม่ มีรายละเอียดดังนี้
1. ไม่มีการลงทะเบียนเข้าใช้บริการ นั่นคือสมาชิกไม่ต้องกรอกแบบฟอร์มหรือส่งเอกสารใด ๆ ให้แก่ กบข.
2. กบข. จะเป็นผู้จัดเตรียมรหัสประจำตัว (User ID) และรหัสผ่าน (Password) นำส่งให้แก่สมาชิกทุกรายพร้อมใบแจ้งยอดเงินประจำปี 2549 ซึ่งนำส่งให้สมาชิกผ่านทางต้นสังกัดภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2550
3. เมื่อสมาชิกได้รับรหัสประจำตัว (User ID) และรหัสผ่าน (Password ) ให้เข้าใช้บริการตามช่องทางที่ระบุไว้ในใบแจ้งยอดเงิน โดยเริ่มใช้ได้ตั้งแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2550
4. รหัสประจำตัว (User ID) และรหัสผ่าน (Password) จะเป็นชุดเดียวกันสำหรับการเข้าใช้บริการทั้ง 2 ระบบ (GPF Web Service และระบบโทรศัพท์ตอบรับอัตโนมัติ)ดังนั้นหากผู้ใช้มีการเปลี่ยนแปลงรหัสผ่านในระบบใดระบบหนึ่งก็จะมีผลต่อการใช้งานทั้ง 2 ระบบ
5. เพื่อเป็นการรักษาความปลอดภัยของระบบ กบข. จะทำการยกเลิกรหัสประจำตัว (User ID) และรหัสผ่าน (Password) เดิม แล้วออกรหัสประจำตัว (User ID) และรหัสผ่าน (Password) ใหม่ ให้แก่สมาชิก ปีละ 1 ครั้ง โดยนำส่งพร้อมใบแจ้งยอดเงินประจำปี
คำอธิบายเพิ่มเติม
สำหรับสมาชิกที่ได้ลงทะเบียนเข้าใช้บริการ GPF Web Service และระบบโทรศัพท์ตอบรับอัตโนมัติอยู่ก่อนแล้ว ท่านจะใช้รหัสผู้ใช้ (User Name) และรหัสผ่าน (Password) ชุดเดิมได้จนถึง วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2550 และเริ่มใช้รหัสใหม่ตั้งแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2550 เป็นต้นไป
เงื่อนไขการใช้ รหัสประจำตัว (User ID) และรหัสผ่าน (Password)
1. เมื่อสมาชิกได้รับรหัสประจำตัว (User ID) และรหัสผ่าน (Password) แล้วให้รีบดำเนินการเข้าระบบครั้งแรก
(First Log In) ในทันที โดยจะเข้าระบบ GPF Web Service หรือระบบโทรศัพท์ตอบรับอัตโนมัติ ก็ได้
2. การเข้าระบบครั้งแรกจะมีขั้นตอนในการรักษาความปลอดภัยและป้องกันความเสี่ยงจากการเข้าระบบโดยบุคคลอื่นดังนี้
2.1 ระบบจะสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อตรวจสอบความถูกต้อง
2.2 เมื่อผ่านการตรวจสอบเรียบร้อยแล้วระบบจะแจ้งให้สมาชิกกำหนดรหัสผ่านขึ้นใหม่เพื่อทดแทนรหัสผ่านที่ปรากฏ
อยู่ในใบแจ้งยอด
3. รหัสประจำตัว (User ID) เป็นข้อมูลเฉพาะตัวของสมาชิกไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้
รหัสผ่าน (Password) เป็นข้อมูลเพื่อเข้าระบบซึ่งสมาชิกสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา แต่หากลืมรหัสผ่านต้องมีการขอรหัสผ่านใหม่ซึ่งกำหนดไว้ 2 ช่องทางคือ ติดต่อผ่านทาง 1179 หรือแจ้งผ่านทางหน้าจอ GPF Web Servic