เมื่อวานผมได้รับเชิญให้ไปบรรยายเรื่อง KM ที่ศูนย์การค้าใหญ่แห่งหนึ่งในใจกลางกรุงเทพ ไม่ได้ไปบรรยายให้กับผู้ที่มาจับจ่ายซื้อของหรอกครับ แต่เป็นการบรรยายให้กับกลุ่มผู้บริหาร (ประมาณ 50-60 คน) ของบริษัทที่เป็นเจ้าของศูนย์การค้าแห่งนั้น
มีการประสานกันไว้ล่วงหน้าแล้วว่าผมจะขับรถไปเอง นัดแนะกันไว้ว่าให้ขับขึ้นไปจอดได้ที่ชั้นไหนเพราะจะจองที่จอดรถไว้ให้ และเพื่อที่จะได้แน่ใจก่อนจะเลี้ยวเข้าไปในอาคารที่จอดรถ ผมก็ได้โทรไปบอกผู้ประสานงานว่าผมมาถึงแล้ว กำลังจะเลี้ยวเข้าไปในอาคารที่จอดรถ
เมื่อผมขับขึ้นไปถึงชั้นที่นัดหมายไว้ รปภ. ก็ได้ชี้ให้ผมเข้าไปจอดในที่จอดที่หนึ่งซึ่งค่อนข้างแคบมาก ผมลังเลอยู่สักพักแล้วก็ลองเลี้ยวดู แต่พอเข้าไปได้นิดเดียวก็คิดว่าไม่น่าจะเสี่ยง มันแคบเกินไป ในขณะนั้นผู้ที่ประสานงานก็โทรเข้ามาถามว่าผมอยู่ที่ไหน เธอบอกว่าให้ผมขับรถวนกลับมาใหม่เธอจะเตรียมที่จอดรถให้ช่วงต้นทางของชั้นเดียวกันนี้
ผมขับขึ้นไปอีกชั้นหนึ่งคิดว่าคงจะวนกลับมายังจุดที่นัดหมายได้ แต่ปรากฏว่าทางเดินรถของที่นี่ ไม่สามารถเวียนกลับมาที่เดิม ผมถูกเส้นทางบังคับให้ต้องออกจากที่จอดรถไปโดยปริยาย ต้องคืนบัตรจอดรถตรงทางออกแล้วขับกลับเข้ามาในอาคารจอดรถใหม่เป็นครั้งที่สอง
ขับขึ้นมาจนถึงที่จอดรถชั้นเดิม พบผู้ประสานงานยืนอยู่กับ รปภ. ชี้ให้ผมเลี้ยวเข้าไปในที่จอดรถที่เตรียมไว้ ซึ่งก็ไม่ได้ใหญ่กว่าครั้งแรกเท่าไร ผมก็ยังคงลังเลใจ ไม่แน่ใจว่าจะขับเข้าไปได้หรือไม่ เพราะมันค่อนข้างเล็กและแคบจริงๆ ในใจนั้นรู้สึกหงุดหงิดมาก เพราะนี่ขนาดขับวนมาใหม่ ยังมาทำให้ผมต้องลำบากใจในการขับเข้าไปจอดอีก
ใช้เวลาอยู่สักพักในที่สุดก็จอดได้ แต่เป็นการจอดที่แทบจะเสียดสีกับรถที่อยู่ข้างๆ เลยทีเดียว แล้วพอถึงตอนที่จะออกจากรถ ก็มีปัญหาทันที เพราะประตูรถนะซีแทบจะเปิดไม่ได้เลย แล้วผมจะเอาตัวออกไปจากรถนี้ได้อย่างไร หงุดหงิดใจเป็นอันมาก ออกจากรถไม่ได้ ในที่สุดก็เลยตัดสินใจถอยรถออกมา ไม่พูดจาอะไรทั้งนั้น ใจหนึ่งคิดว่าจะลองขับขึ้นไปยังชั้นอื่นๆ ต่อไป ไม่ขอจอดที่ๆ จองไว้ให้แล้ว เพราะแต่ละที่ที่จองไว้ให้นั้น . . . มันไม่ได้เรื่องเลย!!
มีเสียง (ในใจ) ถามว่า “แล้วถ้าหาที่จอดไม่ได้ หลังจากที่ต้องเวียนไปหลายชั้นแล้วล่ะ” แล้วก็มีเสียงข้างใน เป็นเสียงที่ไม่พอใจ ตอบอย่างทันทีทันควันว่า “ก็ไม่ต้องจอดนะซี ไม่ต้องบรรยงบรรยายมันแล้ว!”คิดได้เพียงเท่านั้น ก็พลันเหลือบไปเห็นรถคันหนึ่งกำลังจะถอยออก ผมจึงหยุดรอและขับเข้าไปจอดแทนที่ . . . เรียบร้อยกันซะที่กับการหาที่จอดรถที่นี่
แต่ถึงจะได้ที่จอดรถแล้ว ก็ยังคงมีเสียงดังอยู่ข้างใน ยังรู้สึกเหมือนมีไฟครุกรุ่นอยู่ตลอดเวลาว่า “นี่ขนาดเป็นแขกพิเศษของผู้บริหารศูนย์การค้านี้นะ. . .” เห็นข้างในว่าเต็มไปด้วยอัตตา ความไม่พอใจ และอารมณ์โกรธ ไม่อยากพูดจากลัวว่าคำพูดที่ไม่ดีจะหลุดออกมา ต้องใช้เวลาเกือบสิบห้านาทีจึงค่อยสงบลงได้
รู้สึกท้อใจเหมือนกันว่า “ทำไมการปฏิบัติ (ธรรม) ของเราจึงไม่ก้าวหน้าเลย” แต่แล้วก็นึกขึ้นได้ถึงข้อเตือนใจที่เคยเขียนไว้ว่า . . . ต้องไม่ใช้คำพูดหรือมีความคิด (คำพูดในใจ) เช่นนั้น เพราะ “ถ้อยคำ ความคิด จะสร้างชีวิต สร้างความจริง(ที่ปรากฏ) ตามนั้น”
ทั้งหมดที่เล่ามานี้ นี่เป็นบทเรียนที่ได้รับจากการขับเข้าไปในรูแคบๆ ครับ !!
สวัดดีค่ะอาจารย์อ่านแล้วหนูคิดว่าก้าวหน้านะค่ะเพราะถ้าไม่ก้าวหน้าเสียงในใจก็จะกลายเป็นคำพูดต่อจากคำพูดก็จะกลายเป็นการกระทำออกมาค่ะซึ่งแน่นอนเกิดผลไม่ดี กว่าพระพุทธเจ้าจะบรรลุได้ก็มีมารมาพจนมากกมายถึอว่าเป็นตัวทดสอบจิตเราอีกอย่างนะค่ะว่าเราชนะใจตัวเองได้เมื่อไร
มันออกมาเป็นการกระทำแล้วล่ะครับ (ตอนที่ถอยรถออก) . . . แต่ "เทวดาช่วย" ทำให้เห็นรถที่กำลังถอยออกมา แล้วจึงเข้าไปจอดแทน . . . ทั้งๆ ที่รู้ว่าไม่ควรโกรธ ไม่ควรถือสาอะไรมากมาย แต่ก็ยัง "ตัดใจไม่ได้" ครับ
สวัสดีครับอาจารย์
ท่านอาจารย์กำพล ทองบุญนุ่ม กล่าวไว้น่าคิดว่า ดูกายเห็นจิต ดูคิดเห็นธรรม
งานนี้ได้ดูทั้งกายทั้งความคิดเลย
เป็นกำลังใจให้อาจารย์ครับ
ขอบคุณ คุณข้ามสีทันดร สำหรับกำลังใจที่มีให้เสมอมา ขอบคุณ คุณ kaewta ด้วยเช่นกันครับ
น่าหงุดหงิดเหมือนกันนะค่ะอาจารย์
555....ขำอาจารย์ค่ะ....
สวัสดีค่ะอาจารย์
เมื่อเกิดเหตุ จึงมีผลตามมา เมื่อมีสติคิดได้แล้วก็คือ เกิดปัญญา ต่อไปเมือมีเหตุการณ์เช่นนี้อีก จิตใต้สำนึกจะคอยเตือนท่านเองว่าควรรู้สึกเช่นไร (แต่ก็คงหงุดหงิดอยู่เหมือนกัน ถ้าอยู่ในสถานการณ์อย่างนั้น...เข้าใจค่ะ)
ขอบคุณที่ให้บทเรียนจากการปฎิบัติจริงค่ะ
อย่างนี้เรียกว่า"สติมา ปัญญาเกิด" ได้ไหมค่ะ
ขอบคุณ ธรรมเสริมปัญญา ค่ะ
ด้วยความยินดีครับ