เปลือยความสุข (26) : ความสุขที่มีตัวตนในอ้อมกอดของแผ่นดินที่ไม่เคยเป็นอื่น

ท้องนาเป็นผืนแผ่นดินแห่งการให้อันบริสุทธิ์แก่ชีวิต ขณะเดียวกันก็เป็นผืนแผ่นดินแห่งการเยียวยาชีวิตของคนเราด้วยเหมือนกัน

(๑)

นานร่วมสามเดือนได้แล้วกระมังที่ผมไม่เคยได้กลับบ้าน
ผมไม่เคยมีเหตุผลอื่นใดนอกจากเรื่อง
งาน และงาน เท่านั้น  จนบางครั้ง  เคยมีคนหยิกหยอกผมอยู่เหมือนกันว่า  จะขอซื้อเวลางานในวันหยุดของผมทั้งหมด เพื่อให้ผมได้กลับบ้านสักครั้ง

และนั่นก็เป็นเสมือนการปลอบประโลมหัวใจของผมอย่างวิเศษสุด   เพราะมันช่วยให้ผมรู้สึกราวกับว่า  ท่ามวิถีแห่งการงานอันแสนหนักนั้น  ผมมีคนรอบกายที่เข้าใจ,  เห็นใจ  หรือแม้แต่ห่วงใยและอาทรผมอยู่บ้างเหมือนกัน

 

 

หลายต่อหลายครั้งที่ผมแว่วยินเสียงของพ่อลอดผ่านโทรศัพท์ที่กำลังคุยกับหลานรัก   โดยพ่อบอกกับหลานชายให้รับรู้อย่างแน่นหนักและจริงจังว่า

ทั้งปู่และย่า  คิดถึงพวกเขามาก  และเฝ้าถามเสมอว่า  เมื่อไหร่ผมจะว่างพอที่จะพาพวกเขากลับไปให้นอนกกกอดสักคืน !

 

ทุกคราครั้งที่แว่วยินเช่นนั้น   ผมรู้สึกผิดบาปอย่างมหันต์    ภายในอันลึกเร้นของหัวใจ  สั่นไหวราวกับภูเขาที่กำลังเสื่อมทรุด  หลายต่อหลายครั้ง  พ่อบอกกับหลานสุดที่รักว่าจะขนข้าวสารมาให้ ,  จะเอาเห็ดมาฝาก, เอาแกงขี้เหล็กมาให้ทาน,  เอาแกงปลาดุกมาให้ชิมลิ้มรสอย่างเอร็ดอร่อย   ซึ่งเจ้าหลานชายก็ได้แต่ขานรับ   และเร่งเร้าให้ปู่กับย่ารีบมาให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้


 

 

(๒) 


เทศกาลเข้าพรรษามีวันหยุดติดต่อกันหลายวัน
  
พ่อกับแม่สัญญากับหลานชายสุดโปรดทั้งสองว่าจะมารับพวกเขาด้วยตนเอง  แต่จนแล้วจนรอด  ด้วยภารกิจอันเร่งรีบในหน้าปักดำ  ก็ทำให้ท่านไม่สามารถเดินทางมาตามคำสัญญานั้นได้

และเทศกาลวันหยุดเช่นนี้
ผมเองลังเลอยู่มากว่าจะจัดวางวันหยุดเช่นใดดี 
?
ส่วนหนึ่งที่ผมไม่อยากเคลื่อนตัวไปไหนมาไหนนัก    เพราะน้องดินมีอาการไม่สบาย  ซึ่งนั่นก็เป็นผลพวงของการพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ  - รวมความถึงการที่ผมมีเวลาให้เขาไม่เพียงพอด้วยเช่นกัน  จึงจำต้องหอบหิ้วเขาทั้งสองไปโน่นไปนี่อยู่บ่อยครั้ง   พลอยให้เขานอนไม่เต็มอิ่ม กินไม่เต็มท้อง  สุดท้ายก็อ่อนเพลียและล้มเจ็บไปตามประสาเด็ก

แต่ถึงกระนั้นก็เถอะ   ท่ามกลางอาการเจ็บไข้ออด ๆ แอด ๆ  นั้น  น้องดินยังมีใจรบเร้าให้ผมขับรถพาไปเวียนเทียนที่พระธาตุนาดูน  ซึ่งเดินทางไปกลับก็ในราว ๆ เกือบ  ๑๙o   กิโลเมตรเลยก็ว่า  โดยเจ้าตัวยืนยันว่า  ถ้าไม่ไปเวียนเทียนคราวนี้มีหวังไม่ได้บวชอีกเป็นแน่ !

ผมไม่รู้หรอกว่าสิ่งที่แกบอกนั้น  มีความเป็นเหตุเป็นผลกี่มากน้อย  แต่ผมก็ยินดีที่จะพาทั้งเขาและน้องชายไปเวียนเทียนยังพระธาตุนาดูนอย่างไม่อิดออด   และนั่นก็พลอยให้เขาได้ชื่นบาน  และมีชีวิตชีวาผุดผ่องขึ้นมาอย่างแทบไม่น่าเชื่อ



 



(๓)

เช้าวันที่  ๑๘   กรกฎาคม
ชีวิตทุกชีวิตในครอบครัวของผมยังคงเกลือกกลิ้งกันอยู่ในห้องพักอันแสนจำเจ   จนเกือบจะเที่ยงวันโน่นแหละ   ทุกชีวิตจึงพร้อมใจกันออกเดินทางกลับไปยังบ้านเกิดของผม 

เราใช้เวลาเดินทางไม่นานนัก  แต่นั่นไม่ใช่เพราะความเร็วของการขับขี่  แต่เป็นระยะทางอันแสนใกล้นั่นเอง  - ใกล้จนรู้สึกใจหายว่า  ตลอดเวลาที่ผ่านมา  ทำไมผมพ่ายพับกับระยะทางแห่งความรักนี้ไปได้ ?  ทำไมผมถึงยอมให้การงานพรากผมห่างไกลไปจากบ้านของตนเองได้ถึงเพียงนี้ ? 

เราใช้เวลาเดินทางเพียงไม่ถึง ๓๐   นาที   ก็ถึงใจกลางตัวเมืองกาฬสินธุ์
เราแวะเข้าห้างสรรพสินค้าเพื่อจับจ่ายใช้สอยในบางสิ่งบางอย่าง  จากนั้นไม่นานก็พุ่งทะยานออกสู่เส้นทางที่ทอดยาวไปสู่บ้านเกิดอย่างอบอุ่น 

เพลงในรถท่ามแอร์อันเย็นฉ่ำขับขานด้วยทำนองลูกทุ่งอันคุ้นชิน -   ท้องถนนยังคงดูไม่ผิดแผกและเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเท่าใดนัก  บรรยากาศรายรอบเส้นทางห่มคลุมด้วยม่านละอองฝน  ท้องนาหลายแห่งมีน้ำเอ่อล้น  ข้าวกล้าหลายที่กำลังหยัดยืนและเขียวงาม   เถียงนาหลายหลัง  ดูมีชีวิตชีวาเป็นยิ่งนัก   ด้วยมีทั้งเด็กและผู้ใหญ่สัญจรขึ้นลงอยู่อย่างคุ้นชิน

ในทุก ๆ หมู่บ้านที่รถคู่ชีพเคลื่อนกายผ่านไปนั้น 
ผมก็มักที่จะชวนลูก ๆ  ถามทักกันอย่างสนุกสนานว่า  หมู่บ้านนี้มีชื่อว่าอะไร ?   

เราเล่นเกมทายชื่อหมู่บ้านกันหลายหมู่บ้าน  เด็ก ๆ  ออกอาการจำได้บ้าง จำไม่ได้บ้าง  และนั่นยิ่งทำให้ผมอดสะท้อนใจและพร่ำโทษตัวเองอย่างสุภาพไม่ได้ - ..ผมไม่ควรละเลยการกลับบ้านนานถึงเพียงนี้  , มันนานเกินพอที่จะทำให้ลูก ๆ  ลืมเลือนต่อเส้นทางที่ควรต้องคุ้นเคยอย่างน่าใจหาย !

(๔)

 

ทั้งผมและคนของความรักมาถึงบ้านในราว ๆ เกือบจะ  ๔ โมงเย็น
บ้านทั้งหลังถูกปิดเงียบ   มีเพียงเจ้าสุนัขแสนรู้    ตัวเท่านั้นที่ทะยานมาทักทายด้วยอาการอันลิงโลด   และการที่บ้านถูกปิดเงียบเช่นนั้น  ผมก็รู้ได้โดยสัญชาตญาณว่า  ทั้งพ่อและแม่  คงกำลังกรำงานอยู่กลางทุ่งเป็นแน่

ดังนั้น  ทั้งผมและลูกชายสองคน   จึงไม่ลังเลที่จะเดินทางไปยังทุ่งนาที่อยู่ท้ายหมู่บ้าน  โดยมีเพื่อนชีวิตปักหลักรออยู่ที่บ้าน 

เราใช้เวลาเพียงไม่ถึง ๔   นาทีก็มาถึงทุ่งนาท้ายหมู่บ้าน
จากจุดที่เราจอดรถมองไกลไปในราว ๆ  เกือบ 
oo  เมตร  มองเห็นพ่อกำลังนั่งพักอยู่บนคันนา  ส่วนอีก ๒  คน  คือแม่และพี่ชาย  กำลังก้ม ๆ เงย ๆ อยู่ในแปลงนา

ยังไม่ทันที่จะก้าวเท้าใด ๆ  ลงสู่ท้องทุ่งอย่างเป็นทางการ  เจ้าหนุ่มน้อยสองคนก็พร้อมใจกันตะเบ็งเสียงแข่งกับระยะทางด้วยเสียงอันดังพร้อม ๆ  กันว่า อีพ่อ ..อีแม่..   และพร่ำเรียกเช่นนั้นอย่างต่อเนื่อง   พร้อม ๆ  กับการโจนทะยานลัดเลาะไปตามคันนาอย่างมีชีวิต

น้องดินดูแช่มชื่น เบิกบานขึ้นเท่าตัว  ริ้วรอยอาการหม่นซึมของพิษไข้จากจางไปอย่างเห็นได้ชัด  ขณะที่เจ้าจุกก็ยิ่งดูคึกคักและคะนองฤทธิ์เป็นที่สุด 

พวกเขาทั้งเดินและวิ่ง  ราวกับต้อการไปให้ถึงจุดหมายที่ท้ายทุ่งนาให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
  โดยไม่แยแสต่อพื้นผิวอันฉ่ำแฉะ  และไม่สนใจว่าจะย่ำเหยียบอะไรบ้าง  หากแต่โลดทะยานไปอย่างเริงร่า 


 

 

(๕)

 

พ่อไม่รอให้หลานชายเป็นฝ่ายเคลื่อนเข้าไปหาเพียงฝ่ายเดียว   หากแต่ย่นระยะทางแห่งความรักให้ใกล้เข้ามา  ด้วยการลุกขึ้นมาจ้ำพรวด ๆ  กึ่งวิ่งกึ่งเดินมาหาหลานรัก   และทันทีที่ทั้งสามพานพบกันในระยะประชิด   เจ้าจุกซึ่งถึงตัวคุณปู่ก่อนพี่ชาย  ก็โผเข้ากอดคุณปู่อย่างน่าชัง  จากนั้นน้องดินก็เข้าประชิดให้คุณปู่ได้สวมกอดอย่างแนบแน่นไม่แพ้กอดแรกที่น้องชายเพิ่งสัมผัสได้ในเสี้ยวที่ผ่านมา

พ่อพร่ำบอกกับหลานรักว่า คิดถึงเหลือเกิน..  พร้อม ๆ  กับการออกตัวให้หลาน ๆ ได้รู้ว่า  ยุ่งเหลือเกิน ..และยุ่งจนไม่สามารถไปรับได้

ผมไม่เห็นว่าเจ้าตัวซนทั้งสองจะติดอกติดใจในคำสัญญาที่เลือนหายของคุณปู่เลยแม้แต่น้อย  เห็นแต่แววตาอันเปี่ยมสุขที่อยู่ในอ้อมกอดของคุณปู่   ดูเหมือนอ้อมกอดแห่งความรักในผืนแผ่นดินอันคุ้นเคยนี้   จะมีความหมายและพลังอย่างมหาศาล   เสื้อผ้าชุดเก่าโทรมเปียกชื้นด้วยหยาดเหงื่อ  โคลนตมและม่านฝน  ไม่ใช่กำแพงกั้นของคนต่างวัยอย่างปู่กับหลาน  -

ผมเฝ้าดูพ่อในชุดชาวนาอันทรงเกียรติก้มลงหอมแก้มเจ้าสองหนุ่มอย่างชื่นจิต  เศษโคลนเล็ก ๆ  มีอันติดอยู่ที่แก้มของเจ้าคนน้องอย่างน่ารัก  ราวกับนั่นเป็นส่วนหนึ่งของความรักที่ถูกแบ่งปันและสื่อสารมายังผู้รับอย่างมีความหมาย   มันเป็นของฝากจากท้องทุ่ง  และเป็นของฝากที่บรรพบุรุษฝากไว้ในทุก ๆ  ฤดูกาลของชีวิต  ,

และที่สำคัญก็คือ  มันเป็นของฝากที่ไม่อาจพกพาไปให้ในที่อื่น ๆ   เพราะมันมีเงื่อนไขแห่งชีวิตผูกรัดไว้อย่างแน่นหนา  นั่นคือ  การต้องมารับด้วยตนเอง  และต้องมารับท่ามกลางท้องทุ่งอันคุ้นเคยนี้เท่านั้น

 


(๖)

 

ภายหลังการอิงแอบกันอย่างอบอุ่นในอ้อมกอดอันแสนรักบนแผ่นดินอันคุ้นเคยของปู่กับหลานรัก

ถัดจากนั้น  ทั้งสามชีวิตก็จูงมือกันเดินดุ่มไปยังแปลงนาที่แม่กับพี่ชายกำลังถอนกล้าอยู่อย่างขะมักเขม้น  ขณะที่ผมกลับรู้สึกราวกับว่า  การงานที่แม่และพี่ชายกำลังลงมือทำอยู่นั้น  เสมือนจิตรกรที่กำลังทุ่มเทให้กับการวาดภาพมหกรรมแห่งท้องทุ่งอย่างน่าเคารพ  โดยมีแปลงนาเป็นเสมือนเฟรมผ้าใบผืนใหญ่ที่ขึงพืดเป็นแนวราบกับผืนดิน  หลากหลายด้วยสีสันอันสดเขียวและงามตาเป็นที่สุด -

แม่ในชุดชาวนาเต็มยศเดินมาจ่อรอที่คันนา   พร้อม ๆ  กับเอ่ยปากขอกอดและหอมแก้ม  ราวกับรู้ว่าทั้งสองชีวิตน้อย ๆ นั้น  เป็นพลังชีวิตที่แม่ต้องเติมเต็มให้กับตัวเอง

แม่ดูแก่ขึ้นเยอะ ..
แต่ความเป็นคุณแม่และคุณย่ายังคงฉายเด่นอยู่ในแววตาอย่างไม่เปลี่ยนแปลง
แม่ยังคงเคี้ยวหมากไปพร้อม ๆ กับการถอนกล้า 
รอยยิ้มของแม่บ่งบอกถึงการมาเยือนอันแสนสุขจาก ๓ ชีวิตที่ดูราวกับห่างหายไปแสนนาน
  พร้อม ๆ กับการชักชวนหลานรักให้ลงไปช่วยถอนกล้าในแปลงนา  ซึ่งน้องดินก็ไม่ลังเล  ก่อนจะสวมรองเท้าบูทคู่ใหญ่อย่างเร่งรีบ  โดยหมายจะลงไปเป็นส่วนหนึ่งกับการงานของท้องทุ่ง  แต่ท้ายที่สุดก็เปลี่ยนใจ  หันกลับมาชวนเจ้าแดนไทออกวิ่งเล่นตามคันนาอย่างฮาเฮแทน

 

 

 


(๗)

ท้องนาเป็นโรงเรียนอันกว้างใหญ่สำหรับชีวิต
มีบทเรียนจำนวนมากที่ซ่อนซุกรอการพลิกค้นอย่างไม่รู้จบ
ท้องนาเป็นผืนแผ่นดินแห่งการให้อันบริสุทธิ์แก่ชีวิต  ขณะเดียวกันก็เป็นผืนแผ่นดินแห่งการเยียวยาชีวิตของคนเราด้วยเหมือนกัน

และนี่คือบันทึกประจำวัน อีกวันหนึ่งของชีวิต   ที่ผมถือได้ว่ามันเป็นความสุขที่มีตัวตน , แตะต้องและสัมผัสได้   ซึ่งเกิดขึ้นบนผืนแผ่นดินอันคุ้นเคยของชีวิต 

และนี่คือพื้นที่คุณภาพแห่งชีวิต อันดับต้น ๆ รองมาจากบ้านที่ผมปรารถนาจะมาเยี่ยมเยียนด้วยความรักเสมอมา  ซึ่งนั่นก็รวมความถึงการนำพาคนของความรักมาเยือนด้วยเหมือนกัน !

และการมาเยือนในแต่ละครั้ง  ก็เป็นการมาเยือนด้วยความรัก  หาใช่การมาเยือนแบบสร้างภาพให้กับชีวิต  และการพาคนของความรักมาเยือนในแต่ละครั้ง  ก็เป็นการมาเยือนเพื่อให้รู้ถึงรากเหง้าของพวกเขาเอง ....

รวมถึงการตอกย้ำให้เขาได้รับรู้อย่างแน่นหนักว่า 
ที่ตรงนี้ 
ไม่ว่าผ่านพ้นกี่ห้วงปี  
ผืนแผ่นดินนี้ก็มิใช่แผ่นดินอื่น 
หากแต่เป็นแผ่นดินของเรา
และเป็นผืนแผ่นดินอันคุ้นเคยอย่างไม่เปลี่ยนแปลง

 

 

 

 

.......

๑๘  ก.ค.
๑๗ นาฬิกาเศษ
ทุ่งรักท้ายหมู่บ้าน

 

 

 


 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน pandin



ความเห็น (31)

เขียนเมื่อ 

เป็นบันทึกที่แสนอบอุ่นมากค่ะ....ถ้าเม็ดดินทุกเม็ดได้รับความอบอุ่นแบบนี้...ปลูกต้นไม้ใดไปก็มีแต่งดงามค่ะ

เขียนเมื่อ 
  • บรรยากาศอบอุ่นค่ะ
  • พ่อแม่ท่านดีใจ เด็กๆดูสดชื่นนะคะ
เขียนเมื่อ 

คืนท้องทุ่งท้องถิ่นที่กำเนิด
กลับบ้านเกิดบ้านรักพบญาติมิตร
อุ่นไออุ่นจากอ้อมกอดซึ้งดวงจิต
หอมกลิ่นดินกลิ่นท้องนาน่าภิรมย์

สวัสดีครอบครัวผู้ได้คืนถิ่น
ฝากกอดหลานด้วยครับ

เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะ

  • มาเยี่ยมครอบครัวแห่งรักค่ะ 
  • ทุกภาพ....ทุกอักษร...ให้ความรู้สึกดีๆค่ะ
  • คิดถึงหนุ่มน้อยทั้งสองเสมอค่ะ
เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับ คุณครูนก  noktalay

ผมไม่ได้เขียนบันทึกว่าด้วยการเปลือยความสุขมานานแล้ว  การได้กลับบ้านครั้งนี้  เป็นการเติมเต็มพลังชีวิต  ให้ชีวิตได้กลับมาเขียนบันทึกแห่งความสุขของตนเองอีกครั้ง

ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยม, นะครับ

เขียนเมื่อ 

อ่านบันทึกแห่งความสุขนี้แล้ว พลอยทำให้มีความสุขที่ได้สัมผัสความอบอุ่นท่ามกลางท้องทุ่ง ขอบคุณมากค่ะ

เขียนเมื่อ 

มาชื่นชมเกษตรกรน้อยสองหนุ่มครับ...

          

ขอบคุณมากครับ...

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับ  คุณ ไก่...กัญญา

  • ท้องทุ่งเป็นชีวิตของผม
  • ผมไม่คาดหวังให้ลูก ๆ รู้สึกเช่นนั้นเหมือนกับที่ผมรู้สึก
  • หากแต่หวังให้เขารู้ที่มาที่ไปของต้นตระกูลของตัวเองก็พอแล้ว
  • ส่วนการเลือกทางเดิน ก็เป็นสิทธิ์ขาดของเขา ..
  • ...
  • ขอบพระคุณครับ

อ่านแล้วรู้สึกอบอุ่นมากๆเลยครับ

การให้ลูกได้ใกล้ชิดกับกับธรรมชาติ การให้ลูกใกล้ชิดกับปู่ย่าตายายและญาติพี่น้องอันเป็นครอบครัวใหญ่ ผมเชื่อว่าความอบอุ่นจากความรักเหล่านั้นจะทำให้เขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความรักมากมายที่จะให้กับสังคมครับ

เขียนเมื่อ 
  • เป็นบันทึกที่เยี่ยมมากครับ  สาระครบถ้วน บรรยากาศดี
  • วิถีธรรมชาติ  ..แผ่นดินเกิด..ครอบครัว..อบอุ่น
  • ชอบมากครับ
เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับ . paleeyon

คืนท้องทุ่งท้องถิ่นที่กำเนิด
กลับบ้านเกิดบ้านรักพบญาติมิตร
อุ่นไออุ่นจากอ้อมกอดซึ้งดวงจิต
หอมกลิ่นดินกลิ่นท้องนาน่าภิรมย์

ขอบคุณบทกวีที่แสนไพเราะข้างต้นนี้นะครับ
บางทีผมก็เขินที่จะเล่าเรื่องบ้านเกิดของตนเองเหมือนกัน  เพราะผมไม่ค่อยมีเวลาได้กลับบ้าน ..

ผมมักมีภารกิจให้ดูแลกิจกรรมของนิสิตแทบทุกวัน  ถึงแม้ทุกวันนี้จะละวางจากงานบริหารแล้ว  แต่ก็ถือได้ว่า หลายอย่างยังเกี่ยวโยงกันอยู่  ครั้นจะทิ้งเฉยเลยก็คงไม่เข้าท่า

การกลับบ้านแต่ละครั้ง  เป็นเสมือนการไปเติมไฟให้กับชีวิตดี ๆ นี่เอง ...

ผมเชื่อว่าหลายคนเป็นเช่นนั้น ..
และยังจะเวียนวนอยู่กับภาวะอารมณ์นี้อีกนานแสนนาน

...

ขอบคุณครับ

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับ...คุณครู  หญ้าบัว

ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมนะครับ  เห็นเงียบหายไปพักหนึ่ง  เข้าใจว่าการงานคงยุ่งมิใช่น้อย  (ผมเองก็เช่นกัน - อิอิ)

สองหนุ่มกำลังโตวันโตคืน..
เล่นกันหนักขึ้นหนักขึ้น
บ่อยครั้งผมก็ช้ำ ..เพราะต้องเป็นเครื่องเล่นให้แกสองคนได้ประลองกำลังกัน

....แต่ก็สนุกและมีความสุขมากโขเลยทีเดียว...

ขอบคุณครับ

 

เห็นบรรยากาศแล้วคิดถึงบ้านครับ เป็นสิบปีแล้วครับที่ไม่ได้ลงนา

เตาฟิก ลูกคนเล็กของผมขวบครึ่ง ได้เจอย่าทวดแค่ครั้งเดียวครับ ทั้งหมดเพราะผมบ้างานนั่นเอง

เขียนเมื่อ 

อ้าว หายไปเหม็ดเลย มาอีกรอบเขียนใหม่ค่ะ

....  ดีมาชมภาพ น้องจุกน้องจอม หลายๆ ครั้ง ก็มิเบื่อ  ....

*

และแล้ว คุณแผ่นดิน ก็ได้กลับสู่ ภูมิลำเนา

* ... * เห็นภาพแล้ว ดีใจ ชื่นใจแทนเลยค่ะ ...

* ... ทุ่งนานี้ ทุ่งนารัก ท้ายหมู่บ้าน

* ... อยากขับขาน ความนัยไปถึงเจ้า

* ... คิดถึงจริง คิดถึงจัง นะนงเยาว์

* ... ก็หายเหงา ได้มีเรา ร่วมรักเรียง

* - *

*... พรักพร้อม หน้าปู่ย่า ลูกหลาน

* ... เชื่อมสมาน สายใยรัก  ถักทอศรี

* ...  สีสันเจิด จ้าท้ารัก  ริมนที

* ...  อบอุ่นล้น กระไอรัก  ประจักษ์ทรวง  ...

* ...

*  ท่าทาง 2 หนุ่มน้อยจะชอบ จนหายป่วยเลยกระมังค่ะ

* ชอบดู 2 หนุ่มมากๆ ค่ะ .. พุงกล๊ม กลม น่ากอดมากๆ

* ...  มีความสุขมากๆ นะคะ คุณแผ่นดิน และครอบครัว

 ขออนุญาติขำ ... นึกถึงหลานกับป๋าปูค่ะ ...

บ่อยครั้งผมก็ช้ำ ..เพราะต้องเป็นเครื่องเล่นให้แกสองคนได้ประลองกำลังกัน

อีก 2 ปี สงสัย คุณแผ่นดิน คงต้องรีบไปเพาะกาย นะคะ :)

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับพี่นัส...

เห็นน้องดินกะน้องแดนในภาพดังกล่าวแล้ว...(คันแค้ว..)ในความน่ารักน่าเอ็นดู

ผมค่อนข้างห่างหายและไม่เอาจริงเอาจังกะช่องทางการสื่อสารนี่ ส่วนมากเล่นเน็ตทีไรก็ดุแต่ASTVฮ่า...

พี่ครับซีไรต์ปีนี้พี่ว่าเป็นไงครับกับผลงาน9เล่มสุดท้าย...

เขียนเมื่อ 

สวัสดีคะ

  • เห็นน้องดินกับน้องแดนแล้วมีความสุขด้วยจังเลยคะ
  • ความรัก จากผืนแผ่นดินเกิด เป็นความรักที่อบอุ่นและให้พลังชีวิตกับเรามากทีเดียว
  • ยังได้ พลังจากธรรมชาติ อีกต่างหาก
  • ชอบชอบ คะ

 

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับ  อ. ใบบุญ

ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมนะครับ.

ผมเติบโตมาจากท้องทุ่ง  ท่ามวิถีคนบ้านนอก  และรู้สึกเสมอมาว่า  สิ่งเหล่านี้อาจดูขาดเขินบ้าง แต่ก็ไม่ถึงกับกลายเป็นปมด้อยของตนเอง

การพาลูก ๆ ไปท่องเล่นเช่นนี้  เป็นการพาเขาไปสัมผัสเรื่องจริงและปฏิบัติจริง  ส่วนเขาจะเล็กเกินกว่าการซึมซับเรื่องเหล่านี้หรือไม่นั้น ...

ตรงนี้, ..ก็สุดแท้แต่วาสนาก็แล้วกัน

ขอบพระคุณครับ

เขียนเมื่อ 

55555555555

เจ้าหัวจุก เอารูปมาฝากค่ะ กวนไหม อิอิอิ

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับ  Mr.Direct

สบายดีนะครับ..
การได้พาเกษตรกรรุ่นเยาว์ทั้งสองไปลุยทุ่งครั้งนี้  ไม่เพียงเห็นความฉ่ำชื่นของพวกเขา

ผมเองก็ได้รับผลพวงของความฉ่ำชื่นเหล่านั้นด้วยเหมือนกัน

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับ  อัยการชาวเกาะ

ผมอ่านถ้อยคำเหล่านี้แล้ว  ทำให้ตนเองโล่งสบาย คล้ายกับมั่นใจในแนวทางที่ตนได้พาลูก ๆ ไปเรียนรู้อย่างมาก


การให้ลูกได้ใกล้ชิดกับกับธรรมชาติ การให้ลูกใกล้ชิดกับปู่ย่าตายายและญาติพี่น้องอันเป็นครอบครัวใหญ่ ผมเชื่อว่าความอบอุ่นจากความรักเหล่านั้นจะทำให้เขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความรักมากมายที่จะให้กับสังคม

....

ขอบพระคุณมาก ๆ นะครับ

 

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับ พี่ยาว  เกษตรยะลา

สำหรับผมแล้ว.
ในระยะหลังนี้
พร่ำบอกกับตัวเองเสมอว่า
ท้องนา
ไม่เพียงให้กำเนิดและหล่อเลี้ยงชีวิตเท่านั้น
แต่ยังเป็นพื้นที่แห่งการเยียวยาชีวิตด้วยเหมือนกัน

โชคดีที่ทุ่งนาของผม
ไม่ค่อนขาดน้ำนัก
มีปลา หอย ..พอได้จับ

หากแต่น้อยกว่าอดีตอย่างเท่าตัว - เท่านั้นเอง

...

ขอบคุณครับ

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับ. อาจารย์จารุวัจน์

ยินดีที่ได้ทักทายกันอีกรอบ.
ชะตาชีวิตอาจคล้ายกันมาก  ผมอยู่ใกล้แต่ไม่ค่อยยอมกลับบ้าน  เพราะชีวิตบ้างานอย่างต่อเนื่อง  บางทีก็อายที่เห็นพ่อกับแม่เป็นฝ่ายเดินทางมาหาหลาน ๆ เอง

สำหรับดินและแดนนั้น.
เขาโชคดีมากครับที่ได้พบเจอย่าทวดอยู่ประมาณ 4 - 5 ครั้ง  หรือมากกว่านั้น  เพราะเฉลี่ยแล้วผมจะพากลับไป จ.อำนาจเจริญอย่างน้อยก็ปีละ 2 - 3 ครั้ง

ท่านเพิ่งเสียแล้ว และเพิ่งได้รับพระราชทานเพลิงศพไปเมื่อสงกรานต์ที่ผ่านมา

 

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับ คุณปู poo

ตอนนี้ครอบครัวผม ยืนเรียงกันพ่อแม่ลูก เขาเรียกว่า ครอบครัวตัวกลมไปแล้ว .

ขอบคุณกลอนเพราะ ๆ ในสไตล์คุณปู นะครับ อ่านแล้วได้บรรยากาศอีกแบบ  เขียนง่าย เข้าใจง่าย. และความง่ายนั้น ก็หมายถึงความงามด้วยเช่นกัน

 

ทุ่งนานี้ ทุ่งนารัก ท้ายหมู่บ้าน

* ... อยากขับขาน ความนัยไปถึงเจ้า

* ... คิดถึงจริง คิดถึงจัง นะนงเยาว์

* ... ก็หายเหงา ได้มีเรา ร่วมรักเรียง

* - *

*... พรักพร้อม หน้าปู่ย่า ลูกหลาน

* ... เชื่อมสมาน สายใยรัก  ถักทอศรี

* ...  สีสันเจิด จ้าท้ารัก  ริมนที

* ...  อบอุ่นล้น กระไอรัก  ประจักษ์ทรวง  ...

....

การมีทุ่งนาอยู่ท้ายหมู่บ้าน  ดูจะเป็นลักษณ์ที่พบมากโขในสังคมไทย  แต่โบราณก็มีคำเปรยไว้น่าคิดนะครับว่า  "คนขี้เกียจต้องไม่มีนาอยู่ใกล้ถนน"

เพราะเดี๋ยวคนผ่านไปผ่านมาจะอับอายเสียเปล่า ๆ  ..ไหนจะไม่ทำนา ไหนจะทิ้งขว้างให้ผืนนารกเรื้อไปอย่างน่าเสียดาย


ขอบคุณอีกครั้ง ครับ.

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับ น้องเหน่ง คนชายขอบ

ก่อนอื่นต้องขอแสดงความยินดีกับการเป็นคนแรกที่ได้รับทรานสคริปกิจกรรมนะครับ 

ทุกวันนี้หลานซนทั้งสองก็ยังจำเหน่งได้เสมอ  และบ่อยครั้งก็ถามถึงอย่างน่ารัก.

....

กรณีซีไรต์นั้น  พี่ยังไม่ได้อ่านหรือตามประเด็นนัก   รู้แต่ว่าเข้ารอบ 9 เล่มแล้ว  และหนึ่งในนั้นก็มีพี่ฟิวส์ หรือ ทัศนาวดี (อ.สุทัศน์  วงศืกระบากถาวร)  ด้วย  ซึ่งเป็นหนึ่งในบรรดากลุ่มวรรณกรรมป่งใบที่เคยใช้ชีวิตอยู่ใน มศว.มหาสารคาม

ไว้จะพูดคุยถึงเรื่องนี้อีกรอบนะครับ.

พี่ขอให้เราเติบใหญ่อย่างมีคุณค่าสืบต่อไป
และโชคดีกับชีวิต

....

โชคดีครับ - พี่เป็นกำลังใจให้

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับ . คุณ ก้ามปู
....

  • ความรัก จากผืนแผ่นดินเกิด เป็นความรักที่อบอุ่นและให้พลังชีวิตกับเรามากทีเดียว
  • ยังได้ พลังจากธรรมชาติ อีกต่างหาก
  • .....

    ผมเชื่อว่าหลายท่านก็มองในมุมเดียวกันนี้นะครับ.  เพียงแต่ว่า จะมีใครสักกี่คนที่ผ่านพ้นไปสู่ ณ ที่ตรงนั้นได้

    สำหรับผมแล้ว.  ผมยังรู้สึกราวกับว่ากำลังทำสงครามกับการพลัดพรากจากบ้านเกิด.  ยิ่งโตยิ่งเหมือนไกลออกไปจากบ้านทุกขณะ   ตรงกันข้ามกับบ้าน หรือพ่อแม่กลับกลายเป็นฝ่ายเดินและวิ่งตามเรามาอย่างอ่อนแรง.

    นึกแล้วก็เศร้าใจไม่น้อยเหมือนกัน

    ขอบคุณครับ

     

     

    เขียนเมื่อ 

    ขอบคุณ นุ้ย มากที่ไม่เบื่อนำภาพเจ้าเด็กคนนี้ให่เรา ๆ ท่าน ๆ ได้ดูได้ชมอย่างต่อเนื่อง

    พี่ว่าเจ้าแดนติดนุ้ยมากเลยนะ.

    ไปกันสองคน  ดีไม่ดีหลายคนทักเป็แม่ลูกเลยแหละ.

    กะจะยกให้เป็นลูกบุญธรรม -พอไหว มั๊ย

    อิอิ และอิอิ

    เขียนเมื่อ 

    สวัสดีค่ะอาจารย์

    อ่านบันทึกแล้วมีความสุขใจมาก

    ภาพทุกภาพสวยประทับใจค่ะ

    หลานๆน่ารัก

    เขียนเมื่อ 

    สวัสดีครับ  lesson

    สบายดีนะครับ.

    ผมเองพักนี้ก็ยังคงทำงานหนักเหมือนเดิม.  มีอะไรให้คิดให้สะสาง หรือแม้แต่ริเริ่มอยู่อย่างท้าทาย

    เดี๋ยวคงได้นำภาพของหนุ่มน้อยทั้งสองตะลุยทุ่งข้าวมาให้ชมอีกรอบ

    ขอบคุณครับ

    อั๋นอิงค์ สะไภ้ ล๊อก 12
    IP: xxx.53.109.204
    เขียนเมื่อ 

    ดูแล้ว ก็อยากจาไปกาฬสินธุ์ขึ้นมาทันทีดูอบอุ่น นี่แหละเค้าเรียกว่า ครอบครัว .... ชอบน้องจุก มากค่ะ ขอบอกน่ารักมากมาย ขอเจอตัวเป็นๆสักครั้ง..... ได้อ่านกระทู้และโพสต์ก็มีความสุขทุกๆครั้งค่ะ...อยากไปบ้านแฟน(( แม๊ค ))ที่กาฬสินธุ์อยู่ที่นี่แหละค่ะ แต่ไม่ยอมให้กลับ.....เศร้า....^ ^

    เขียนเมื่อ 

    ครับ..อั๋นอิงค์ สะไภ้ ล๊อก 12

     

    ดีใจที่ได้รู้จักนะครับ
    วันหลังแอบกลับพร้อมผมและครอบครัวก็ได้นะครับ
    เผื่อจะได้กราบปู่ย่าไปในตัว (ยิ้มๆ)..

    เขียนเมื่อ 

    อุ๊ย! ความสุขซุกซ่อนเต็มแผ่นดินเลย

    น่ารักจัง ขอบคุณค่ะ