ท้องนาเป็นผืนแผ่นดินแห่งการให้อันบริสุทธิ์แก่ชีวิต ขณะเดียวกันก็เป็นผืนแผ่นดินแห่งการเยียวยาชีวิตของคนเราด้วยเหมือนกัน

(๑)

นานร่วมสามเดือนได้แล้วกระมังที่ผมไม่เคยได้กลับบ้าน
ผมไม่เคยมีเหตุผลอื่นใดนอกจากเรื่อง
งาน และงาน เท่านั้น  จนบางครั้ง  เคยมีคนหยิกหยอกผมอยู่เหมือนกันว่า  จะขอซื้อเวลางานในวันหยุดของผมทั้งหมด เพื่อให้ผมได้กลับบ้านสักครั้ง

และนั่นก็เป็นเสมือนการปลอบประโลมหัวใจของผมอย่างวิเศษสุด   เพราะมันช่วยให้ผมรู้สึกราวกับว่า  ท่ามวิถีแห่งการงานอันแสนหนักนั้น  ผมมีคนรอบกายที่เข้าใจ,  เห็นใจ  หรือแม้แต่ห่วงใยและอาทรผมอยู่บ้างเหมือนกัน

 

 

หลายต่อหลายครั้งที่ผมแว่วยินเสียงของพ่อลอดผ่านโทรศัพท์ที่กำลังคุยกับหลานรัก   โดยพ่อบอกกับหลานชายให้รับรู้อย่างแน่นหนักและจริงจังว่า

ทั้งปู่และย่า  คิดถึงพวกเขามาก  และเฝ้าถามเสมอว่า  เมื่อไหร่ผมจะว่างพอที่จะพาพวกเขากลับไปให้นอนกกกอดสักคืน !

 

ทุกคราครั้งที่แว่วยินเช่นนั้น  ผมรู้สึกผิดบาปอย่างมหันต์   ภายในอันลึกเร้นของหัวใจ  สั่นไหวราวกับภูเขาที่กำลังเสื่อมทรุด  หลายต่อหลายครั้ง  พ่อบอกกับหลานสุดที่รักว่าจะขนข้าวสารมาให้ ,  จะเอาเห็ดมาฝาก, เอาแกงขี้เหล็กมาให้ทาน,  เอาแกงปลาดุกมาให้ชิมลิ้มรสอย่างเอร็ดอร่อย   ซึ่งเจ้าหลานชายก็ได้แต่ขานรับ   และเร่งเร้าให้ปู่กับย่ารีบมาให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้


 

 

(๒) 


เทศกาลเข้าพรรษามีวันหยุดติดต่อกันหลายวัน
  
พ่อกับแม่สัญญากับหลานชายสุดโปรดทั้งสองว่าจะมารับพวกเขาด้วยตนเอง  แต่จนแล้วจนรอด  ด้วยภารกิจอันเร่งรีบในหน้าปักดำ  ก็ทำให้ท่านไม่สามารถเดินทางมาตามคำสัญญานั้นได้

และเทศกาลวันหยุดเช่นนี้
ผมเองลังเลอยู่มากว่าจะจัดวางวันหยุดเช่นใดดี 
?
ส่วนหนึ่งที่ผมไม่อยากเคลื่อนตัวไปไหนมาไหนนัก    เพราะน้องดินมีอาการไม่สบาย  ซึ่งนั่นก็เป็นผลพวงของการพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ  - รวมความถึงการที่ผมมีเวลาให้เขาไม่เพียงพอด้วยเช่นกัน  จึงจำต้องหอบหิ้วเขาทั้งสองไปโน่นไปนี่อยู่บ่อยครั้ง   พลอยให้เขานอนไม่เต็มอิ่ม กินไม่เต็มท้อง  สุดท้ายก็อ่อนเพลียและล้มเจ็บไปตามประสาเด็ก

แต่ถึงกระนั้นก็เถอะ   ท่ามกลางอาการเจ็บไข้ออด ๆ แอด ๆ  นั้น  น้องดินยังมีใจรบเร้าให้ผมขับรถพาไปเวียนเทียนที่พระธาตุนาดูน  ซึ่งเดินทางไปกลับก็ในราว ๆ เกือบ  ๑๙o  กิโลเมตรเลยก็ว่า  โดยเจ้าตัวยืนยันว่า  ถ้าไม่ไปเวียนเทียนคราวนี้มีหวังไม่ได้บวชอีกเป็นแน่ !

ผมไม่รู้หรอกว่าสิ่งที่แกบอกนั้น  มีความเป็นเหตุเป็นผลกี่มากน้อย  แต่ผมก็ยินดีที่จะพาทั้งเขาและน้องชายไปเวียนเทียนยังพระธาตุนาดูนอย่างไม่อิดออด   และนั่นก็พลอยให้เขาได้ชื่นบาน  และมีชีวิตชีวาผุดผ่องขึ้นมาอย่างแทบไม่น่าเชื่อ



 



(๓)

เช้าวันที่  ๑๘   กรกฎาคม
ชีวิตทุกชีวิตในครอบครัวของผมยังคงเกลือกกลิ้งกันอยู่ในห้องพักอันแสนจำเจ   จนเกือบจะเที่ยงวันโน่นแหละ   ทุกชีวิตจึงพร้อมใจกันออกเดินทางกลับไปยังบ้านเกิดของผม 

เราใช้เวลาเดินทางไม่นานนัก  แต่นั่นไม่ใช่เพราะความเร็วของการขับขี่  แต่เป็นระยะทางอันแสนใกล้นั่นเอง  - ใกล้จนรู้สึกใจหายว่า  ตลอดเวลาที่ผ่านมา  ทำไมผมพ่ายพับกับระยะทางแห่งความรักนี้ไปได้ ?  ทำไมผมถึงยอมให้การงานพรากผมห่างไกลไปจากบ้านของตนเองได้ถึงเพียงนี้ ? 

เราใช้เวลาเดินทางเพียงไม่ถึง ๓๐  นาที  ก็ถึงใจกลางตัวเมืองกาฬสินธุ์
เราแวะเข้าห้างสรรพสินค้าเพื่อจับจ่ายใช้สอยในบางสิ่งบางอย่าง  จากนั้นไม่นานก็พุ่งทะยานออกสู่เส้นทางที่ทอดยาวไปสู่บ้านเกิดอย่างอบอุ่น 

เพลงในรถท่ามแอร์อันเย็นฉ่ำขับขานด้วยทำนองลูกทุ่งอันคุ้นชิน -   ท้องถนนยังคงดูไม่ผิดแผกและเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเท่าใดนัก  บรรยากาศรายรอบเส้นทางห่มคลุมด้วยม่านละอองฝน  ท้องนาหลายแห่งมีน้ำเอ่อล้น  ข้าวกล้าหลายที่กำลังหยัดยืนและเขียวงาม   เถียงนาหลายหลัง  ดูมีชีวิตชีวาเป็นยิ่งนัก   ด้วยมีทั้งเด็กและผู้ใหญ่สัญจรขึ้นลงอยู่อย่างคุ้นชิน

ในทุก ๆ หมู่บ้านที่รถคู่ชีพเคลื่อนกายผ่านไปนั้น 
ผมก็มักที่จะชวนลูก ๆ  ถามทักกันอย่างสนุกสนานว่า  หมู่บ้านนี้มีชื่อว่าอะไร ?   

เราเล่นเกมทายชื่อหมู่บ้านกันหลายหมู่บ้าน  เด็ก ๆ  ออกอาการจำได้บ้าง จำไม่ได้บ้าง  และนั่นยิ่งทำให้ผมอดสะท้อนใจและพร่ำโทษตัวเองอย่างสุภาพไม่ได้ - ..ผมไม่ควรละเลยการกลับบ้านนานถึงเพียงนี้  , มันนานเกินพอที่จะทำให้ลูก ๆ  ลืมเลือนต่อเส้นทางที่ควรต้องคุ้นเคยอย่างน่าใจหาย !

(๔)

 

ทั้งผมและคนของความรักมาถึงบ้านในราว ๆ เกือบจะ  ๔ โมงเย็น
บ้านทั้งหลังถูกปิดเงียบ   มีเพียงเจ้าสุนัขแสนรู้    ตัวเท่านั้นที่ทะยานมาทักทายด้วยอาการอันลิงโลด   และการที่บ้านถูกปิดเงียบเช่นนั้น  ผมก็รู้ได้โดยสัญชาตญาณว่า  ทั้งพ่อและแม่  คงกำลังกรำงานอยู่กลางทุ่งเป็นแน่

ดังนั้น  ทั้งผมและลูกชายสองคน   จึงไม่ลังเลที่จะเดินทางไปยังทุ่งนาที่อยู่ท้ายหมู่บ้าน  โดยมีเพื่อนชีวิตปักหลักรออยู่ที่บ้าน 

เราใช้เวลาเพียงไม่ถึง ๔  นาทีก็มาถึงทุ่งนาท้ายหมู่บ้าน
จากจุดที่เราจอดรถมองไกลไปในราว ๆ  เกือบ 
oo  เมตร  มองเห็นพ่อกำลังนั่งพักอยู่บนคันนา  ส่วนอีก ๒  คน  คือแม่และพี่ชาย  กำลังก้ม ๆ เงย ๆ อยู่ในแปลงนา

ยังไม่ทันที่จะก้าวเท้าใด ๆ  ลงสู่ท้องทุ่งอย่างเป็นทางการ  เจ้าหนุ่มน้อยสองคนก็พร้อมใจกันตะเบ็งเสียงแข่งกับระยะทางด้วยเสียงอันดังพร้อม ๆ  กันว่า อีพ่อ ..อีแม่..  และพร่ำเรียกเช่นนั้นอย่างต่อเนื่อง   พร้อม ๆ  กับการโจนทะยานลัดเลาะไปตามคันนาอย่างมีชีวิต

น้องดินดูแช่มชื่น เบิกบานขึ้นเท่าตัว  ริ้วรอยอาการหม่นซึมของพิษไข้จากจางไปอย่างเห็นได้ชัด  ขณะที่เจ้าจุกก็ยิ่งดูคึกคักและคะนองฤทธิ์เป็นที่สุด 

พวกเขาทั้งเดินและวิ่ง  ราวกับต้อการไปให้ถึงจุดหมายที่ท้ายทุ่งนาให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
  โดยไม่แยแสต่อพื้นผิวอันฉ่ำแฉะ  และไม่สนใจว่าจะย่ำเหยียบอะไรบ้าง  หากแต่โลดทะยานไปอย่างเริงร่า 


 

 

(๕)

 

พ่อไม่รอให้หลานชายเป็นฝ่ายเคลื่อนเข้าไปหาเพียงฝ่ายเดียว   หากแต่ย่นระยะทางแห่งความรักให้ใกล้เข้ามา  ด้วยการลุกขึ้นมาจ้ำพรวด ๆ  กึ่งวิ่งกึ่งเดินมาหาหลานรัก  และทันทีที่ทั้งสามพานพบกันในระยะประชิด   เจ้าจุกซึ่งถึงตัวคุณปู่ก่อนพี่ชาย  ก็โผเข้ากอดคุณปู่อย่างน่าชัง  จากนั้นน้องดินก็เข้าประชิดให้คุณปู่ได้สวมกอดอย่างแนบแน่นไม่แพ้กอดแรกที่น้องชายเพิ่งสัมผัสได้ในเสี้ยวที่ผ่านมา

พ่อพร่ำบอกกับหลานรักว่า คิดถึงเหลือเกิน..  พร้อม ๆ  กับการออกตัวให้หลาน ๆ ได้รู้ว่า  ยุ่งเหลือเกิน ..และยุ่งจนไม่สามารถไปรับได้

ผมไม่เห็นว่าเจ้าตัวซนทั้งสองจะติดอกติดใจในคำสัญญาที่เลือนหายของคุณปู่เลยแม้แต่น้อย  เห็นแต่แววตาอันเปี่ยมสุขที่อยู่ในอ้อมกอดของคุณปู่   ดูเหมือนอ้อมกอดแห่งความรักในผืนแผ่นดินอันคุ้นเคยนี้   จะมีความหมายและพลังอย่างมหาศาล   เสื้อผ้าชุดเก่าโทรมเปียกชื้นด้วยหยาดเหงื่อ  โคลนตมและม่านฝน  ไม่ใช่กำแพงกั้นของคนต่างวัยอย่างปู่กับหลาน  -

ผมเฝ้าดูพ่อในชุดชาวนาอันทรงเกียรติก้มลงหอมแก้มเจ้าสองหนุ่มอย่างชื่นจิต  เศษโคลนเล็ก ๆ  มีอันติดอยู่ที่แก้มของเจ้าคนน้องอย่างน่ารัก  ราวกับนั่นเป็นส่วนหนึ่งของความรักที่ถูกแบ่งปันและสื่อสารมายังผู้รับอย่างมีความหมาย   มันเป็นของฝากจากท้องทุ่ง  และเป็นของฝากที่บรรพบุรุษฝากไว้ในทุก ๆ  ฤดูกาลของชีวิต  ,

และที่สำคัญก็คือ  มันเป็นของฝากที่ไม่อาจพกพาไปให้ในที่อื่น ๆ   เพราะมันมีเงื่อนไขแห่งชีวิตผูกรัดไว้อย่างแน่นหนา  นั่นคือ  การต้องมารับด้วยตนเอง  และต้องมารับท่ามกลางท้องทุ่งอันคุ้นเคยนี้เท่านั้น

 


(๖)

 

ภายหลังการอิงแอบกันอย่างอบอุ่นในอ้อมกอดอันแสนรักบนแผ่นดินอันคุ้นเคยของปู่กับหลานรัก

ถัดจากนั้น  ทั้งสามชีวิตก็จูงมือกันเดินดุ่มไปยังแปลงนาที่แม่กับพี่ชายกำลังถอนกล้าอยู่อย่างขะมักเขม้น  ขณะที่ผมกลับรู้สึกราวกับว่า  การงานที่แม่และพี่ชายกำลังลงมือทำอยู่นั้น  เสมือนจิตรกรที่กำลังทุ่มเทให้กับการวาดภาพมหกรรมแห่งท้องทุ่งอย่างน่าเคารพ  โดยมีแปลงนาเป็นเสมือนเฟรมผ้าใบผืนใหญ่ที่ขึงพืดเป็นแนวราบกับผืนดิน  หลากหลายด้วยสีสันอันสดเขียวและงามตาเป็นที่สุด -

แม่ในชุดชาวนาเต็มยศเดินมาจ่อรอที่คันนา   พร้อม ๆ  กับเอ่ยปากขอกอดและหอมแก้ม  ราวกับรู้ว่าทั้งสองชีวิตน้อย ๆ นั้น  เป็นพลังชีวิตที่แม่ต้องเติมเต็มให้กับตัวเอง

แม่ดูแก่ขึ้นเยอะ ..
แต่ความเป็นคุณแม่และคุณย่ายังคงฉายเด่นอยู่ในแววตาอย่างไม่เปลี่ยนแปลง
แม่ยังคงเคี้ยวหมากไปพร้อม ๆ กับการถอนกล้า 
รอยยิ้มของแม่บ่งบอกถึงการมาเยือนอันแสนสุขจาก ๓ ชีวิตที่ดูราวกับห่างหายไปแสนนาน
  พร้อม ๆ กับการชักชวนหลานรักให้ลงไปช่วยถอนกล้าในแปลงนา  ซึ่งน้องดินก็ไม่ลังเล  ก่อนจะสวมรองเท้าบูทคู่ใหญ่อย่างเร่งรีบ  โดยหมายจะลงไปเป็นส่วนหนึ่งกับการงานของท้องทุ่ง  แต่ท้ายที่สุดก็เปลี่ยนใจ  หันกลับมาชวนเจ้าแดนไทออกวิ่งเล่นตามคันนาอย่างฮาเฮแทน

 

 

 


(๗)

ท้องนาเป็นโรงเรียนอันกว้างใหญ่สำหรับชีวิต
มีบทเรียนจำนวนมากที่ซ่อนซุกรอการพลิกค้นอย่างไม่รู้จบ
ท้องนาเป็นผืนแผ่นดินแห่งการให้อันบริสุทธิ์แก่ชีวิต  ขณะเดียวกันก็เป็นผืนแผ่นดินแห่งการเยียวยาชีวิตของคนเราด้วยเหมือนกัน

และนี่คือบันทึกประจำวันอีกวันหนึ่งของชีวิต   ที่ผมถือได้ว่ามันเป็นความสุขที่มีตัวตน , แตะต้องและสัมผัสได้  ซึ่งเกิดขึ้นบนผืนแผ่นดินอันคุ้นเคยของชีวิต 

และนี่คือพื้นที่คุณภาพแห่งชีวิตอันดับต้น ๆ รองมาจากบ้านที่ผมปรารถนาจะมาเยี่ยมเยียนด้วยความรักเสมอมา  ซึ่งนั่นก็รวมความถึงการนำพาคนของความรักมาเยือนด้วยเหมือนกัน !

และการมาเยือนในแต่ละครั้ง  ก็เป็นการมาเยือนด้วยความรัก  หาใช่การมาเยือนแบบสร้างภาพให้กับชีวิต  และการพาคนของความรักมาเยือนในแต่ละครั้ง  ก็เป็นการมาเยือนเพื่อให้รู้ถึงรากเหง้าของพวกเขาเอง ....

รวมถึงการตอกย้ำให้เขาได้รับรู้อย่างแน่นหนักว่า 
ที่ตรงนี้ 
ไม่ว่าผ่านพ้นกี่ห้วงปี  
ผืนแผ่นดินนี้ก็มิใช่แผ่นดินอื่น 
หากแต่เป็นแผ่นดินของเรา
และเป็นผืนแผ่นดินอันคุ้นเคยอย่างไม่เปลี่ยนแปลง

 

 

 

 

.......

๑๘  ก.ค.
๑๗ นาฬิกาเศษ
ทุ่งรักท้ายหมู่บ้าน