ช่วงเวลาที่มีสิ่งต่าง ๆ เข้ามากระทบทั้งกายและจิตใจนั้นนั่นคือโอกาสสำคัญที่เราจะได้ฝึกฝน ปฏิบัติ ภาวนา สะสมเสบียง พละและ กำลังแห่ง “บารมี”

เมื่อครั้นที่เราต้องพบเจอกับสิ่งทั้งหลาย คนทั้งหลาย เหตุการณ์ทั้งหลายที่ไม่รัก ไม่ชอบใจ ขัดใจ ขุ่นเคืองใจ สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ทำให้เราเกิดความคับแค้นใจและไม่สบายใจ
ในทางกลับกัน ความรู้สึกที่ไม่ดีทั้งหลายที่เกิดขึ้น หากเรานำสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นมาเป็นโจทย์ เป็นหลัก เป็นฐาน เป็นองค์แห่งการภาวนา นั่นคือเวลาแห่งการสร้าง “บารมี”
การให้อภัยก็ดี ความเมตตาก็ดี การปฏิบัติวิปัสสนา ภาวนา ที่ได้ฝึกมาแล้ว สั่งสมไว้แล้ว โอกาสนี้จะเป็นช่วงเวลาแห่งการพิสูจน์ว่า ที่ฝึกมานั้นไร้ค่าหรือมีผล
ถ้าหากเรายังโกรธอยู่ มีโทสะเกิดขึ้น สิ่งที่เราฝึกฝน เพียรภาวนามาก็ช่างดูไร้ค่า เสียเวลาเปล่า
แต่ถ้าเรายิ้มได้ มีสติคุ้มครองจิตไม่ให้ “โง่” เพราะเบียดเบียนตนเองด้วยความโกรธได้ นั้นชื่อว่าเป็นบ่อเกิดแห่ง “เมตตาบารมี”
เมตตาบารมีนั้น จะเกิดขึ้นได้จากจิตใจรู้จักการให้อภัย
“อภัยทาน” เป็นทานอันประเสริฐที่มนุษย์ทั้งหลายพึงฝึกพึงสร้างให้เกิดมีไว้เป็นคุณธรรมประจำใจ
เมื่อมีสิ่งมากระทบ ปล่อย และให้อภัย
แผ่เมตตาไปสู่สรรพสัตว์ คน และสิ่งทั้งหลาย อันมีกรรมเป็นแดนเกิดให้ต้องมาอยู่ร่วมกัน พบเจอกัน กระทบกระทั่งกัน

เมตตาธรรมนั้นจักเป็นเครื่องค้ำจุนโลก
ค้ำจุนไว้ด้วยความสงบสุข ไม่อาฆาตมาดหมาย เวรนั้นย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร
เมื่อไม่จองเวรแล้ว “ความเมตตา” ให้ความสงสาร ให้ความช่วยเหลือเขา อย่างเต็มที่ เต็มกำลัง นั่นเป็น “บารมีธรรม” อันประเสริฐ
ทุกย่างก้าวในชีวิต เราต้องติดอยู่กับทุกข์ทั้งที่เกิดจากความทะยานอยากในกาม การอยากมีอยากเป็น และการอยากที่จะผลักสิ่งที่มีที่เป็นแล้วออกไปจากตัว
สิ่งทั้งหลายเมื่อกระทบ เราต้องทันมอง ทันรู้ ทันเห็นเมื่อจิตเรากระเทือน
เมื่อกระเทือนแล้ว สิ่งที่ย้อนกลับไปหาแรงที่กระทบมา สิ่งนั้นจักต้องเป็น “ความเมตตา” เพื่อสร้างศานติสุขซึ่งกันและกัน

เมตตาบารมีเป็นสิ่งที่จักนำความสุขมาให้
ผู้ที่เจริญด้วยเมตตา ผู้นั้นย่อมอยู่เป็นสุข และนอนหลับเป็นสุข ไม่ฝันร้าย ไม่เร่าร้อน ไม่กระวนกระวาย เพราะเหตุแห่งการ “ให้อภัย” เช่นนี้เอง
มนุษย์ทั้งหลายหากแต่ละคนมีการให้อภัยกัน ลดโทสะลง โลกนี้คงจะน่าอยู่ขึ้นอีกมาก
แต่สิ่งทั้งหลายนั้นต้องเริ่มที่ตัวเรา จิตใจของเรา จักต้องเริ่มที่จะให้อภัยแก่คนทั้งหลายที่เราสมมติเรียกเขาว่า “ศัตรู”
การมีศัตรูอยู่ในใจนั้นไม่ดีเลย ชนทั้งหลายสามารถปลดเปลื้องศัตรูออกจากใจด้วยการให้อภัยซึ่งกันและกัน
จุดเริ่มต้นอันสำคัญคือเราควรให้อภัยเขา และไม่ต้องหวัง ไม่ต้องอยากที่เขาจะให้อภัยเรา เพราะสิ่งสำคัญอยู่ที่เราต้อง “ให้” อภัย
การให้ที่ประเสริฐสุดนั้นคือการให้ที่ไม่หวังผลตอบแทน เมื่อให้อภัยแก่บุคคลอื่นแล้ว ก็มิควรหวังอยากได้สิ่งใดจากการกระทำคือการให้อภัยนั้น
เมื่อเขายังมีไฟโทสะที่แผดเผาใจเขาเองอยู่ เมื่อนั้นก็ถือว่าเป็นโอกาสอันดีที่เราจะได้สร้างเมตตาบารมีให้สูงขึ้นไปอีก
เป็นเวลาที่เราจะแผ่เมตตาให้เขา เป็นเวลาสำคัญที่จะเข้าไป “เสียสละ” เพื่อช่วยเหลือเขา ความเสียสละนี้เอง เป็นกำลังอันสำคัญยิ่งแห่ง “เมตตาบารมี”

มนุษย์นั้นจักมีชีวิตอยู่อย่างสมบูรณ์ได้ มนุษย์ผู้นั้นจักต้องเสียสละ ต้องทำความดี
การเสียสละ และการทำความดีนั้น จักมีเกิดขึ้นทันทีเมื่อมีสิ่งที่มากระทบ
เมตตาบารมีนั้นมิต้องใช้เงิน ใช้เงินไปซื้อหามาซึ่งข้าว ของ โภชนะ อันใด
เมตตาบารมีสามารถสร้างให้เกิดมีขึ้นในจิตในใจด้วยการ “ให้อภัย” และการ “เสียสละ”
เมื่อบุคคลมีเมตตา บุคคลนั้นจักมีรอยยิ้มเกิดขึ้นในจิตในใจ
รอยยิ้มนั้นจะเกิดขึ้นอยู่ทุก ๆ ช่วงเวลาที่หัวใจขยับ
รอยยิ้มนั้นจะเกิดขึ้นอยู่ทุก ๆ ช่วงเวลาที่หลอดเลือดขยาย
รอยยิ้มนั้นจะสร้างให้เกิดขึ้นและเกิดมีซึ่งความสบาย
รอยยิ้มนั้นจะสร้างสายศานติสุขชั่วนิรันดร์
ท่านทั้งหลายโปรดมีเมตตา ให้อภัยกัน เสียสละ ทำความดีซึ่งกันและกัน
การทำความดี ให้อภัย เสียสละ จักช่วยให้ใจเราพ้นได้เสียซึ่งจากกิเลสเครื่องเศร้าหมอง และตัณหาที่คอยจับจองซึ่งจิตใจ
บุญ บารมีที่เกิดขึ้นจากพลังแห่งเมตตา จะช่วยปัดเป่าฝุ่นละออง ที่เกาะเกี่ยวทำให้จิตที่เศร้าหมองกลับสดใส
ท่านทั้งหลายโปรดเจริญด้วยเมตตาบารมีเถิด
การสร้างเมตตาบารมีนี้ เมื่อมี เมื่อเกิด จะทำให้จิตใจเราประเสริฐด้วยความสว่าง สะอาด และสงบ
นตฺถิ สนฺติ ปรมํ สุขํ “ความสุขใดในโลกนี้จะอยู่เหนือความสงบนั้นไม่มี...”

ความสุขที่ดีที่สุดคือความสงบ จิตสาธารณะช่วยให้เรามีเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์
บุญรักษา
เมตตาบารี นำสู่ศานติสุข...เจ้าค่ะ
สาธุ...
(^___^)
ความมีเมตตาเป็นฐานของการให้ทาน
การให้ทานเป็นฐานของการรักษาศีล
การรักษาศีลเป็นฐานของการเจริญสติ
การเจริญสติเป็นฐานของปัญญา...(ปัญญาวิมุติ)
กราบนมัสการท่านพระอาจารย์สุญญตา...ครับ
น่าสนใจเนอะ^-^