เรื่องนี้เริ่มอย่างไม่มีปี่ ไม่มีขลุ่ย เกิดอยากเขียนก็ลุยเลย วันนี้ผมลาราชการ 1วัน เพื่อเดินทางกลับมาเยี่ยมคุณพ่อคุณแม่ที่บ้านที่จ.อุดรธานี หลังจากนั่งอยู่หลังพวงมาลัยรถยนต์เป็นเวลากว่า 5ชั่วโมงตามเส้นทางพิษณุโลก-วังทอง- นครไท-ด่านซ้าย-ภูเรือ- เมือง(เลย)- วังสะพุง- เอราวัณ-นากลาง-เมือง(หนองบัวลำภู)-หนองวัวซอ- หนองแซง -อุดรธานี แล้ว ผมก็ได้กลับมาเยี่ยมบ้านสมใจหลังจากไม่ได้กลับมาเกือบ 4 เดือนเต็ม ที่กลับมาแล้วปลอดภัยนี้ส่วนหนึ่งผมต้องถือว่าเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างล้นพ้นขององค์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช เพราะก่อนเดินทางมาผมได้ไปกราบลาท่านมาเยี่ยมบ้านแล้วขอให้บุญบารมีแห่งองค์ท่านช่วยคุ้มครองให้ปลอดภัยระหว่างการเดินทางครับและไม่หลับในระหว่างเดินทางครับ(ผมมีชื่อมากว่าเป็นคนขับรถแล้วหลับใน ปกติจะมีคนรู้ใจคอยนั่งชวนคุย+ทะเลาะบ้างแก้ง่วงไปตลอดทางครับ)
เข้าเรื่องดีกว่าครับ เดิมทีผมเคยทำงานอยู่ที่จังหวัดเชียงราย แต่เหตุหนึ่งที่ย้ายมาทำงานพิษณุโลกเพราะตั้งใจว่าเดือนหนึ่งอยากจะกลับมาเยี่ยมคุณพ่อคุณแม่ให้ได้เดือนละครั้ง (เพราะตอนผมอยู่เชียงราย 2 ปี 7เดือน 12วัน ผมกลับบ้านไม่ถึง 5 หนได้ เฉลี่ย 6 เดือนครั้ง) แต่พอเอาเข้าจริงๆ ไม่ว่าย้ายหรือไม่ย้าย ก็ไม่ต่างกันเพราะมีงานโน้นงานนี้เข้ามาเยอะไปหมด(ผมไม่แน่ใจว่าเป็นข้ออ้างของผมเองหรือเปล่า)ทำให้นานๆกลับบ้านที แต่การย้ายนั้นก็มีข้อดีอยู่อย่างหนึ่งคือว่า ในระยะทาง 400กิโลเมตรจากพิษณุโลกนนี้อยู่ในวิสัยที่ผมพอที่จะขับรถกลับมาเยี่ยมบ้านได้ หลังจากตั้งใจอยู่ในใจเงียบๆ และไม่ได้บอกใคร ผมก็ลงมือทันที่ครับ หลังจากรีบเคลียร์งานเสร็จในช่วงเช้า(ขนาดลานะเนี่ยยังไม่วายต้องทำงาน) ผมก็รีบเดินทางมา ในใจก็หวั่นนิดๆ ว่าจะเป็นอะไรไหม เพราะกังวลเกี่ยวกับเรื่องอาการหลับในที่เกิดอยู่บ่อยๆ แต่ท้ายที่สุด อาจจะด้วยความกังวลนี้เองทำให้เราไม่ประมาทและขับรถกลับมาถึงบ้านได้อย่างปลอดภัยครับ และในช่วงสามชั่วโมงสุดท้ายของการเดินทางก็มีโทรศัพท์ดังขึ้นมาครับ โทรศัพท์จากคุณพ่อนั่นเอง ท่านโทรมาถาม ว่าสรุปจะกลับบ้านไหมและกลับยังไง ผมก็เลยสารภาพไปว่าผมขับรถมาคนเดียวครับ 555 อืม เล่นเอาคุณพ่อเสียวแป๊บเลย ลูกชายของท่านจะเป็นอะไรไหมเนี่ย 555 แต่ก็ช่วยให้เรารู้สึกอบอุ่นดีครับที่มีคนเป็นห่วง และภายหลังขับรถกลับมาถึงบ้านก็เป็นความรู้สึกที่ดีครับ เพราะพอเห็นสีหน้าที่ดีใจของคุณพ่อและคุณแม่แล้วผมก็หายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้งครับ ท่านคงดีใจที่ลูกกลับมาเยี่ยม เพราะท่านเคยพูดเปรย+พูดเล่นกึ่งตลกนิดๆว่า ลูกไม่อยู่ด้วยอยู่กับหมาก็ได้(ฟ๊ะ) มีตั้ง 2 ตัว 555 หลังจากกลับมาก็เป็นบุญผมได้มีโอกาสพาท่านทั้งสองไปกินข้าว และก็นัดกันว่าวันศุกร์ที่คุณพ่อผมไม่ติดธุระ พวกเราจะไปวัดกันครับ ส่วนพรุ่งนี้ผมจะไปไหว้พระอุปัชฌาย์ แล้วทำความสะอาดบ้าน+ เคลียร์งานให้เสร็จ (ลูกศิษย์ทวงPowerpoint แล้ว / ถามว่าเมื่อไหร่จารย์จะเอาขึ้นBlogให้สักที 555) อืมภาพอย่างนี้ไม่ได้เห็นมานานแล้ว
.................บางครั้งเราเหนื่อย เราเครียดกับงานจนลืมความรู้สึกของคนที่อยู่ข้างหลังเราไปหรือเปล่าว่ายังมีคนอีกคู่หนึ่ง(พ่อ-แม่) หรือหลายคน(พี่-น้อง)รอคอยเราและพวกเขาก็อยากให้เราสนใจความรู้สึกของพวกเขาเหมือนกัน ถึงเขาจะไม่พูดอะไรออกมาก็ตาม......................
ในโอกาสวันหยุดนี้ถ้าใครมีโอกาสไปเยี่ยมญาติผู้ใหญ่ผู้มีพระคุณก็ได้โปรดทำนะครับ อย่ารีรอ ผมเคยเดินธุดงค์ไปในวัดป่าแห่งหนึ่ง ขณะกำลังเดินออกมาทำวัตรเช้าก็มีงูขนาดใหญ่สีดำเลื้อยผ่านนิ้วเท้าไปอย่างรวดเร็วและมีไอเย็นจากตัวงูที่สัมผัสได้ แวบเดียวนั้นเองมรณานุสติก็เกิดขึ้น
....คนเรานี้หนอรู้วันเกิด แต่ไม่รู้วันตายนะ................. ......อย่าประมาทนะ..............
เป็นบุญของผมที่งูไม่กัดผม แค่เลื้อยผ่านเท้าไป เท่าที่สันนิษฐานน่าจะเป็นงูจงอางหรืองูเห่าก็เป็นได้เพราะแถวนั้นเป็นดงงูสองประเภทนี้ และอีกประการหนึ่งหากเป็นงูเหลือมคงไม่เลื้อยเร็วขนาดนั้น....
ชีวิตเราเป็นของเราก็จริง......แต่ส่วนหนึ่งก็เป็นของคนที่เลี้ยงเรามาด้วย อย่าปล่อยให้ท่านอยู่โดยรู้สึกว่าไม่มีใครใส่ใจความรู้สึกท่าน..........
ถ้าวันนี้ทำอะไรได้รีบทำนะครับ เราไม่รู้ว่าเราจะต้องไปเมื่อไหร่.....
สวัสดีคะอาจารย์Old soldier
อ่านบันทึก คุณกลับบ้านครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่
. . . สะอื้นในใจลึก ๆ
อาจารย์เขียนดี อยากขับรถกลับบ้านบ้างจัง
ไม่ได้กลับบ้านมานานแล้วค่ะจารย์
แพ้นเป็นเด็กพิษโลก..บ้านอยู่ห่างจากมอไม่ถึงห้ากิโล
แต่ด้วยความขี่รถไม่เป็น ท่านพ่อกะท่านแม่เลยต้องมาหาเอง..อาทิตย์ละครั้ง(เพื่อให้เงินค่าขนมและทราบว่าลูกของท่านยังมีชีวิตอยู่..)
ตอนจารย์อยู่เชียงรายยังได้กลับบ้านหกเดือนครั้ง..เพื่อนแพ้นที่อยู่แม่ฟ้าหลวงปีนึงได้กลับครั้งเดียวเอง..มันไกลมาก..เจ็ดชม.นั่งรถจนรากงอกเลย
(มานั่งแพล่มบล็อกคนอื่น..บล็อกตัวเองไม่อัพ)
ขอบคุณทุกสำหรับทุกความเห็นครับ
สำหรับคุณ beeman ไว้ผมจะเข้าไปอ่านงานเขียนใน blog นะครับ ผมเองยังไม่ค่อยมีโอกาสเข้าไปนั่งอ่านงานเขียนของใครเลย รู้สึกว่าตนเองต้องเปิดโลกทัศน์ให้กว้างกว่านี้
สำหรับplant ครูอยากให้หนูลองไปอ่าน blog สิทธิมนุษยชนที่เขียนโดยลูกศิษย์ท่านอาจารย์พันธุ์ทิพย์ครับ ครูว่านักศึกษาเหล่านั้นเขียนได้ดีจริงๆ แล้วก็ได้มีโอกาสได้คอมเมนท์ดีๆจากท่านอาจารย์พันธุ์ทิพย์ด้วย แต่ที่สำคัญครูอยากให้plant ลองเขียนงานของplant ดูเองบ้างนะครับ ครูว่าเธอมีศักยภาพที่รอนะออกมาใช้อยู่ ลองจับดูเรื่องสิทธิมนุษยชน หรือเรื่องอะไรก็ได้ที่หนูคิดว่าตัวเองสนใจ แล้วทำการบ้านด้านข้อมูลดีๆครับ ในฐานะเป็นักกฎหมายเวลาเราจะนำเสนออะไรต้องมีหลักฐานนะ
ขอโทษทีนะที่ครูไม่ได้ตอบกระทู้ของเธอในกระดานเดิมเรื่องการ Sign In ใน learnner.org ขอบคุณที่สนใจครับ
โชคดีที่ตัวเองไม่เคยได้จากบ้านไกลไปไหน จะมีก็ตอนฝึกงานสมัยเรียนป.ตรี ไปฝึกงานที่กทม. ระยะเวลาประมาณ 4 เดือน เห็นจะได้ ไม่ได้กลับบ้านเลย แล้วสมัยนั้นยังไม่มีโทรศัพท์มือถือ ใช้หยอดตู้เอา เคยแอบร้องไห้คิดถึงบ้าน คิดถึงกับข้าวอร่อยๆ ที่แม่ทำ เพราะอยู่กทม.ตอนฝึกงาน อาหารไม่ค่อยถูกปาก แถมยังเจอคนโรคจิตตึกตรงข้ามโชว์เปลือยให้ดูอีก ทีแรกตื่นเต้นมากที่ได้ไกลบ้าน แต่อยู่ไปอยู่มา ก็รู้ว่าที่ไหนก็ไม่สุขเท่าบ้านเรา
ส่วนเรื่องที่อ.จตุภูมิเคยเดินธดุงค์ งูเลื้อยผ่าน เลื้อยผ่านด้านไหนค่ะ เค้าว่ากันว่า ถ้าผ่านด้านซ้ายจะโชคดีค่ะ (เป็นความเชื่อส่วนบุคคล) อิอิ
อ่านบันทึกของอาจารย์แล้ว เห็นภาพและรู้สึกถึงคนที่ต้องอยู่ไกลบ้าน
อ่า..อาจารย์คะ..คือให้แพ้นลองไปอ่านงานของท่านอื่นๆก่อนนะคะ แบบว่าเขียนอะไรที่เป็นสาระไม่เป็นค่ะ ปกติได้แต่แต่งกลอนกับบ่นเรื่องทั่วๆไปลงบล็อก มาสมัครlearnnerเค้าบอกไม่ไร้สาระแพ้นคิดไม่ออกเลยค่ะ ขอบคุณที่เห็นศักยภาพในตัวหนูนะคะ(ซึ่งมันมีจริงไหมก็ไม่รู้ค่ะ) พูดตามตรงสนใจเรื่องผู้หญิงกะพระธาตุมากค่ะ ในฐานะผู้หญิงก็คิดว่าตัวเองไม่สกปรกไปกว่าผู้ชายที่ขึ้นไปเหยียบพระธาตุทั้งหลายนั่นหรอก แต่กลัวว่าเขียนไปจะแรงด้วยอารมณ์และภาษาส่วนตัว
สวัสดีค่ะอาจารย์
ครูอ้อย เข้ามาตอบคำถามว่า
ไม่ได้กลับบ้าน หลายเดือนแล้ว เสาร์นี้จะกลับค่ะ
ขอบคุณค่ะ
อยากกลับนะครับ
แต่พอกลับไปก็มีแต่ปัญหาเข้ามาถาถมตลอดเลย
จึงตัดสิินใจ ไม่กลับ ก็มีปีญหาด้านจิตใจ หลายอย่าง แม้บ้านอยู่ที่พิษณุุโลก ก็แทบไม่ได้กลับ อจฉา คนมีบ้านให้กลับจังนะครับ