สวัสดีครับชาว Blog,
ขอต้อนรับสู่ Blog เรียนรู้จากกีฬากับ "ดร.จีระ" ซึ่งผมจะเขียนเป็นประจำทุกวันพุธทางหนังสือพิมพ์สยามกีฬาครับ ท่านผู้ใดสนใจมุมมองด้านกีฬาผ่านการวิเคราะห์ ผมขอเชิญอ่าน และร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองผ่าน Blog นี้นะครับ สำหรับวันที่ 16 กรกฎาคม 2551 ถือเป็นวันแรกสำหรับคอลัมภ์ที่ผมเขียนให้สยามกีฬาครับ ผมจึงขอนำมาฝากชาว Blog ได้อ่าน และร่วมแลกเปลี่ยนเพิ่มเติมครับ ผมหวังว่าคอลัมภ์นี้จะเป็นประโยชน์อย่างมากในการสร้างสังคมการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นต่อไปครับ
สวัสดีกับท่านผู้อ่านครั้งแรก
ผมภูมิใจมากที่คุณ ระวิ โหลทอง กรุณาให้ผมมาทำงานเป็นแนวร่วม เรื่องกีฬา , หลายคนอาจจะไม่รู้จักผมเรื่องกีฬา แต่บรรดาเพื่อนรุ่นน้อง รุ่นพี่ ทั้งเทพศิรินทร์ และสมัยที่เรียนที่ New Zealand หรือสมัยที่เป็นอาจารย์ธรรมศาสตร์ ทราบว่าผมเป็นบุคคลที่ชอบกีฬาเป็นชีวิตจิตใจ และติดตามข่าวอย่างใกล้ชิด รายการวิทยุของผม (รายการ Human Talk 96.5 MHz) และ TV TNN 2 ก็มีโอกาสพูดถึงกีฬาบ่อย ผมอ่านสยามกีฬาทุกวันมาโดยตลอด พร้อมกับอ่าน Bangkok Post ,Nation , และ Herald Tribune การอ่าน Web ของผมก็เน้นอ่านเรื่องกีฬาเสมอ พอ Happy ความรู้ต่างๆ ก็เพิ่มขึ้น
อยากให้คอลัมภ์ในวันนี้ มีประโยชน์ โดยจะเน้นมุมมองและบทเรียนของผมเกี่ยวกับกีฬา ในแต่ละอาทิตย์ก็จะแบ่งปันกัน และจะสร้าง Blog เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้กัน แต่เป้าหมายผมสูง อยากให้กีฬาช่วยชาติไทยในหลาย ๆ เรื่อง
ให้คนไทยภูมิใจในประเทศของเรา มีศักดิ์ศรี เพราะคนในโลกสนใจกีฬา เช่น รู้จักเปเล่ มากกว่าประธานาธิบดีของบราซิล หรือเมื่อพูดถึงอาเจนตินา ก็คงยังพูดถึง มาราโดนา
อยากจะทำวิจัยเสนอแนะว่า กีฬา ช่วยการจ้างงานสักกี่คน หลักสูตรมหาวิทยาลัยจะสร้างบุคลากรทางด้านกีฬาได้แค่ไหน
ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับกีฬา ซึ่งวันนี้เป็นธุรกิจทางด้านสาขาบริการ อนาคตเมืองไทย อาจจะมี GDP จากสาขากีฬามากขึ้นเป็น 2% 3% หรือ 5% เพราะโอกาสสูง ดูมูลค่าของสโมสร Real Madrid หรือ แมนยู ซึ่งมีสูงมาก อยากให้คนนอกวงการที่ไม่เน้นการพนันมาร่วมหารือด้วย
อยากให้เยาวชน มองกีฬาเป็นอาชีพ มีรายได้ดี มีชีวิตที่มีเกียรติมีศักดิ์ศรี อย่างยั่งยืน
อยากให้กีฬาเป็นการทูตภาคประชาชนเชื่อมโยงกับต่างประเทศได้อย่างดี อยากให้เราบริโภคกีฬาต่างประเทศให้พอดี แต่ คุ้มทุน ไม่ใช่ มีแต่โปรแกรมต่างประเทศ คือเสียมากกว่าได้ เช่น บ้าคลั่งฟุตบอลอังกฤษ จนไม่ดูฟุตบอลไทย เช่นนี้ ผมไม่เห็นด้วย ผมไปดูฟุตบอลไทยเสมอ
ก่อนอื่นนอกจากBlog (www.chiraacademy.com, www.gotoknow.org/blog/chiraacademy) แล้ว ผมจะฝากเบอร์ E-mail :[email protected] และเบอร์ที่ Office โทร. 0-2884-8814, 0-2884-9420-1 หากจะติดต่อผมที่ Office จะให้คุณเอราวรรณ รับเรื่องไว้
ผมเริ่มเขียนต้นฉบับก็มีข่าวดีมาก คือ Scottish Open เหลืออีกแค่ 1 วัน คุณธงชัย ใจดี คะแนนอยู่ที่ - 7 ห่างผู้นำอยู่ 3 แต้ม คืนนี้ ผมก็จะดูว่าคุณธงชัย จะยืนระยะได้หรือไม่ ถึงไม่ได้ที่ 1 แต่ 1 ใน 5 ก็ดีแล้ว ภูมิใจในตัวคุณธงชัยมาก ขอพูดถึงความสำเร็จของ Tiger Woods ที่ชอบ Tiger เพราะ
- เป็นลูกครึ่งไทย
- เก่งมาก ๆ
ที่ไม่ชอบก็มี ในเรื่องที่เขาไม่มีความรักชาติไทยเลย ดูแล้ว Tiger Wood จะขาดความเข้าใจวัฒนธรรมไทยมาก ๆ
ถ้าผมเป็นคนมีอำนาจทางกีฬา ผมจะใช้ Tiger เพื่อสร้าง Brand ของประเทศไทย (ได้ข่าวว่าจะใช้แต่แพง) แพงแค่ไหนก็ต้องทำ เพราะเขามีภาพลักษณ์ที่ดี และเป็นลูกครึ่งไทย
วันนี้ บทเรียนที่จะพูดถึงเขามาจากหนังสือ ชื่อ “How Tiger does it” เขียนโดย Brad Kearns ขอขอบคุณ McGraw Hills ที่รู้ว่าผมชอบและสนใจหนังสือเล่มนี้ ส่งมาให้ผมได้อ่าน หนังสือเล่มนี้เห็นว่า Tiger ประสบความสำเร็จเพราะอะไร ผู้เขียนเป็นนักกีฬาอาชีพที่ติดอันดับ 1 ใน 3 ของโลก ทางด้านปัญจะกรีฑา และชอบเขียน ชอบถ่ายทอดให้แก่ผู้สนใจ เขาได้ติดตามบทบาทของ Tiger มาตลอด ตั้งแต่ Tiger เริ่มเล่นที่ California ตอนใต้ เขาได้วิเคราะห์ความสามารถของ Tiger ในหลายประเด็น
ประเด็นแรกคือ Focus การทำอะไรที่มุ่งมั่นไปสู่เป้าหมาย ในประเด็นนี้ผมเลือกจุดสำคัญ 2-3 เรื่อง ของ Focus :
จะ Focus สำเร็จต้องสร้างบรรยากาศให้เกิดการแข่งขันที่เป็นเลิศ เช่น Tiger จะชอบเล่นระดับ Grand Slam เพราะแรงบันดาลใจสูง
และประเด็นสำคัญ ก็คือ เมื่อมีบรรยากาศของการแข่งขันที่เป็นเลิศแล้ว Tiger มักจะเตรียมพร้อมเสมอ เช่น ฝึกหัดอย่างมีวินัย คือ ไม่ประมาท ไม่ใช่เก่งแล้ว จะเล่นอย่างไรก็ชนะ Tiger บ้าคลั่งการซ้อม และฟิตร่างกายตลอดเวลา
ทำงานอย่างมุ่งมั่น ที่สำคัญคือ ต้องพร้อมที่จะแก้ปัญหาและตัดสินใจที่ยาก และต้องควบคุมวินัยของตัวเองอยู่ตลอดเวลา ผมว่า Tiger เก่งเรื่องควบคุมวินัย ซึ่งถ้าจะเปรียบกับนักกีฬาที่เก่ง แต่ไม่ถึงจุดสูงสุด ที่ผมติดตามก็คือ Roddick กับ Phil Mickelson ทั้งสองคน เจอเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด ก็จะไม่มีวินัยในการควบคุมตัวเอง
ประเด็นที่ 2 ที่ผู้เขียนได้เน้น ก็คือ เรื่องการมีค่านิยมที่เน้นความสมดุลระหว่าง Work / play คือ Tiger ไม่ใช่ คนที่มุ่งมั่นในมิติเดียว เราจะสร้างความสมดุลให้แก่ชีวิตของเรา แบบเล่นเก่งและมีความสุขในการเล่น นอกเวลาการเล่น ก็มีสังคม มีเพื่อน มีครอบครัว ที่อบอุ่น ซึ่งในประเทศไทยจะเห็นคนบางคน เน้นงานจนไม่มีเพื่อน บางคนเน้นเพื่อนแต่ไม่เก่งเรื่องงาน
การเล่น golf ต้องสร้างความสุขให้เขาด้วย เรื่องนี้ ผมกับคุณหญิงทิพาวดี พูดไว้บ่อยก็คือ การทำงานอย่างมีความสุข
อย่ามีเป้าหมายที่จำกัด ผู้เขียนใช้คำว่า Horizon (ขอบฟ้า) คือแปลว่า จุดสูงสุด คืออะไรก็ได้ที่ดีกว่า ที่เคยทำมาแล้ว ตัวอย่างที่เห็นก็คือ ภราดร ขึ้นระดับที่ 9 ของโลกแล้ว แต่ไม่ไปสูงกว่านั้น เพราะไม่มีจุดที่กระตุ้นที่ดี ความจริง จุดที่ภราดรผิดพลาดก็คือ โลกทัศน์ของภราดรและพ่อของเขาแค่เก่งระดับโลกแต่ระดับโลกมีแบบ Federer, Samprasและ Agassie ซึ่งต้องไปให้ถึงแบบอันดับ 1 หรือชนะ Grand Slam ครอบครัวมองว่าการจ้าง Coach แพงไม่คุ้ม แต่บางคนบอกว่าคุ้ม ควรดูที่มูลค่าเพิ่มที่จะได้ เช่นชนะ Wimbledon ได้เงินเป็นพันล้าน Coach แค่ 50 ล้านถึงจะแพงแต่ก็คุ้ม
สุดท้าย เรื่องความสมดุลระหว่างงานกับชีวิต ก็คือ ความสมดุลไม่ใช่แค่ขยันฝึกซ้อม แต่พอเจอปัญหาต่าง ๆ ต้อง Work Smart มากกว่า Work Hard จะเห็นได้ว่า Tiger มักจะใช้ Judgement (การตัดสินใจ) ที่ดีในการแก้วิกฤติของการเล่น golf เพราะฉะนั้นจึงเป็นจุดสำคัญว่า Work hard / Play hard ไม่ใช่แค่ Hard แต่ต้อง Smart ด้วย
จีระ หงส์ลดารมภ์
อ่านบทความย้อนหลัง โปรดคลิกลิ้งค์นี้
สวัสดีกับท่านผู้อ่านครั้งแรก (16 ก.ค. 51)
http://www.siamsport.co.th/Columntalk506.html
ควันหลงจากบทความครั้งแรก (23 ก.ค. 51)
http://www.siamsport.co.th/Columntalk528.html
ฟุตบอลอังกฤษ/โอลิมปิกที่จีน (30 ก.ค.51)
http://www.siamsport.co.th/Columntalk529.html
ผมไม่เข้าใจ Michelle Wei (6 ส.ค. 51)
http://www.siamsport.co.th/Columntalk547.html
เหรียญทองถวายสมเด็จฯ ในวันเฉลิมพระชนมพรรษา (13 ส.ค. 51)
เรียน อาจารย์ ดร.จีระ
คอลัมน์ใหม่"เรียนรู้จากกีฬากับดร.จีระ" ในสยามกีฬา นับเป้นมิติใหม่สำหรีบวงการกีฬาที่ทำให้นึกถึงข้อความในเพลงกราวกีฬาที่ว่า"กีฬา กีฬา เป็นยาวิเศษ..ทำคนให้เป็นคน" อาจารย์จับคู่ได้ยอดเยี่ยมมากระหว่าง กีฬาและคน อาจจะมองได้ว่า กีฬาสามารถสร้างคนให้เป็นคน หรือกลับกัน คนที่เป็นคนสามารถสร้างให้เป็นนักกีฬาได้
จึงอยากให้ผู้ใหญ่เห็นความสำคัญของกีฬาว่าสามารถสร้างเด็กและเยาวชนให้เป็นคนที่ดีได้ และสำหรับผู้ใหญ่ที่ต้องการให้เด็กและเยาวชนเป็นนักกีฬาที่ประสบความสำเร็จก็จะต้องสร้างเด็กและเยาวชนนั้นให้เป็นคนที่ดีก่อน สุดท้ายที่เป็นห่วงคือกระแสสังคมผิดทางที่พยายามสร้างเด็กและเยาวชนให้เป็นนักกีฬาด้วยมุ่งหวังว่าถ้าประสบความสำเร็จแล้วจะสามารถทำรายได้มหาศาล ขอให้อาจารย์ถ่ายทอดความรู้เพื่อสร้างคนและกีฬาต่อไปค่ะ น่าสนใจมาก
สุดา นันทวิทยา
ถึงคุณสุดา,
ขอบคุณครับที่ติดตามคอลัมภ์นี้ และร่วมแสดงความคิดเห็นเข้ามา ผมชอบคำว่าทำคนให้เป็นคนเพราะเป็นข้อความที่มึความหมายดีมาก ขอให้คุณสุดาติดตามงานของผมต่อไปเรื่อย ๆ นะครับ
ขอบคุณครับ
จีระ หงส์ลดารมภ์
ถึง ชาว Blog ทุกท่าน
ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 ที่ผมเขียนบทความในสยามกีฬา ฉบับ วันพุธที่ 23 กรกฎาคม 2551 จึง ขอนำมาให้ท่านผู้อ่าน ติดตามคอลัมภ์ใน Blog ด้วยนะครับ
ควันหลงจากบทความครั้งแรก (ตีพิมพ์ในสยามกีฬา ฉบับ วันพุธที่ 23 กรกฎาคม 2551)
ขอบคุณสยามกีฬาที่กรุณาให้เกียรติผมลงบทความ “เรียนรู้จากกีฬา กับ ดร.จีระ” ตีพิมพ์เป็นครั้งแรก เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ขอให้ท่านผู้อ่านติดตามว่าจะไปรอดได้กี่น้ำ ดีหรือไม่ดีอยู่ที่ผู้อ่านเท่านั้น เราก็จะเช็ค Rating ตลอด คราวที่แล้ว ผมเปิด Blog ใน http://gotoknow.org/blog/chiraacademy มีคุณสุดา นันทวิทยา เขียนเมื่อ 17 กรกฎาคม 2551 เวลา 01.34 ว่า
“คอลัมน์ใหม่ "เรียนรู้จากกีฬากับดร.จีระ" ในสยามกีฬา นับเป็นมิติใหม่สำหรับวงการกีฬาที่ทำให้นึกถึงข้อความในเพลงกราวกีฬาที่ว่า"กีฬา กีฬา เป็นยาวิเศษ..ทำคนให้เป็นคน" อาจารย์จับคู่ได้ยอดเยี่ยมมากระหว่าง กีฬาและคน อาจจะมองได้ว่า กีฬาสามารถสร้างคนให้เป็นคน หรือกลับกัน คนที่เป็นคนสามารถสร้างให้เป็นนักกีฬาได้ จึงอยากให้ผู้ใหญ่เห็นความสำคัญของกีฬาว่าสามารถสร้างเด็กและเยาวชนให้เป็นคนที่ดีได้ และสำหรับผู้ใหญ่ที่ต้องการให้เด็กและเยาวชนเป็นนักกีฬาที่ประสบความสำเร็จก็จะต้องสร้างเด็กและเยาวชนนั้นให้เป็นคนที่ดีก่อน สุดท้ายที่เป็นห่วงคือกระแสสังคมผิดทางที่พยายามสร้างเด็กและเยาวชนให้เป็นนักกีฬาด้วยมุ่งหวังว่าถ้าประสบความสำเร็จแล้วจะสามารถทำรายได้มหาศาล ขอให้อาจารย์ถ่ายทอดความรู้เพื่อสร้างคนและกีฬาต่อไป น่าสนใจมาก”
ท่านผู้อ่านคงเห็นแล้วว่า กีฬา กับการพัฒนา คน “เป็นเรื่องใหญ่ ผมจะต้องให้กีฬา สร้างทรัพยากรมนุษย์ที่ดีของประเทศไทยให้ได้ โดยเฉพาะคุณสุดา จะเน้นสร้างให้เยาวชนเป็นคนดี” วิธีการของผม “outreach”คือสื่อไปถึงคนจำนวนมาก ขอบคุณ คุณระวิ ที่ส่งต่อไป (outreach) ยังผู้อ่านอีกจำนวนมาก ทั้งอยู่นอกวงการแคบ ๆ ของผม ผมเห็นด้วยกับคุณสุดาว่า สื่อก็ต้องเน้นกีฬาสร้าง สุขภาพจิต , สุขภาพกาย สร้างเยาวชนที่เป็นคนดี อย่าเน้นเฉพาะเรื่องรายได้มหาศาลเท่านั้น ควรจะให้เกิดความสมดุลในชีวิต มีชีวิตที่มีความสุขและยั่งยืน
การเรียนหนังสือในต่างประเทศ เขาจะเน้นมากเรื่องการออกกำลังกายคู่กับการเรียน อย่างในโรงเรียนประจำอังกฤษ บ่าย 2 โมง เลิกเรียนแล้ว นักเรียนส่วนมากจะเล่นกีฬา โรงเรียนวชิราวุธของไทย ก็ลักษณะเดียวกัน จะเห็นว่านักเรียนเก่าออกมาก็จะรักสามัคคีกัน เทพศิรินทร์ สวนกุหลาบ ก็เช่นกัน นักเรียนส่วนมากจะมีชีวิตที่สมดุล กีฬาจะเป็นปัจจัยสำคัญของการใช้ชีวิตในโรงเรียนพอ ๆ กับการเรียน นอกจากนี้ ผมเห็นว่าเรื่องการสวดมนต์ และการเรียนศีลธรรม ก็มีความสำคัญ
ปัจจุบันการเล่นกีฬาของเด็กเทพศิรินทร์ และสวนกุหลาบ ก็ค่อย ๆ หายไป เด็กรุ่นใหม่จะบ้าสอบเข้า บ้าเรียนพิเศษมากเกินไป นักกีฬาก็เล่นแต่กีฬาอย่างเดียว
ผมเขียนจริง ๆ เช้าวันอาทิตย์ กว่าจะจัดทุกอย่างสำเร็จ ก็ส่งโรงพิมพ์ช่วงบ่าย ๆ วันจันทร์ ดังนั้น ความสดครั้งแรกของข้อมูลก็แค่วันอาทิตย์เช้าเท่านั้น ต้องขออภัยด้วย ผมชอบการวิเคราะห์ข้อมูลสดกว่านี้ แต่ยังทำไม่ได้
จากการเปิดตัวบทความ ผมพูดผิดไปถึงตัวผมว่าสนใจกีฬา ควรจะพูดว่าเป็นนักกีฬาด้วย และสนใจกีฬาทีหลัง จริงแล้ว ผมประสบความสำเร็จในกีฬาประเภทเดียวก็คือ ฟุตบอล อาจจะได้เลือดมาจากพ่อ คือ นายสุนทร หงส์ลดารมภ์ แต่เล่นกีฬาทุกชนิด และสำคัญที่สุดก็คือ ได้มาจากโรงเรียนเทพศิรินทร์ ผมเล่นฟุตบอลตัวจริงทุกรุ่น ผมเรียน 8 ปี เล่นตัวจริงทุกรุ่น แต่จบ 8 ปีแล้ว ไม่ได้อยู่เมืองไทยเลยไปเล่นให้ทีมตัวจริงที่มหาวิทยาลัย Victoria University 3 ปีซ้อน และระหว่างนั้นก็ได้รับเลือกเป็นตัวจริงของทีมระดับภาคคล้าย ๆ ภาคเหนือ ภาคใต้ ของนิวซีแลนด์ กีฬาอื่น ๆ เล่นได้แต่ไม่เข้าท่าเท่าฟุตบอล เช่น กอล์ฟ และเทนนิส แต่ชอบดูและชอบวิเคราะห์ ปัจจุบันที่ทำมาก ๆ ก็คือ Jogging เป็นประจำทุก ๆ วัน ออกกำลังกายประจำก็สุขภาพค่อย ๆ ดีขึ้นเป็นลำดับ
บทเรียนเรื่องที่อยากจะเล่าให้ฟังวันนี้ คือ เรื่องคนที่ตัดสินใจออกกำลังกาย ได้สำเร็จ คือ มีวินัยพอ และหาเวลาให้พอ แต่มีคนรุ่นใหม่ ๆ ที่ไม่ออกกำลังกายอีกเป็นจำนวนมาก มักจะพูดว่าไม่มีเวลา ผมอยากเรียนให้ทราบว่าในหมู่บ้านที่ผมอยู่ปัจจุบัน ผมมีอิทธิพลต่อลูกบ้านกว่า 10 คน ที่หันมาออกกำลังกายคล้ายผม โดยผมเป็นตัวอย่าง เห็นผมทำอยู่ทุก ๆ วัน ผมเป็นมนุษย์ที่ไม่ชอบวิ่งบนเครื่องวิ่งในบ้าน และไม่ชอบขับรถไปออกกำลังกายแบบเพื่อนผมแถว โปโลคลับ ตอนเช้า ๆ ซึ่งมีก๊วนที่ผมรู้จัก เช่น พี่โกร่ง (วีระพงษ์ รามางกูล) พี่ JJ (จุลจิต บุณยเกตุ) หรือ คุณมนู อรดีดลเชษฐ์ ซึ่งออกกำลังทุก ๆ เช้าที่โปโลคลับ พี่ JJ เป็นรุ่นพี่ผมที่เทพศิรินทร์ เขาเดิน และ Jogging ทุก ๆ เช้าที่โปโลคลับ เขาถึงทำงานสำเร็จ เพราะเขามีพลังร่างกายแข็งแรง ทำงานได้อย่างไม่เหน็ดเหนื่อย
อาทิตย์ที่สองผมขอต่อจากอาทิตย์แรก ก็คือ เรื่อง Tiger ผมสรุปเมื่ออาทิตย์ที่แล้วว่า เขาเก่งเพราะ
- Focus ได้ดี
- Work hard / Play hard
แต่ในหนังสือที่ผมพูดถึง ปัจจัยที่สามที่ทำให้ Tiger ประสบความสำเร็จ ก็คือ การมีชีวิตที่สมดุล ซึ่งเรียกว่า Balance Life ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้คนไทยเดินสายกลาง คือ อย่าทำอะไรที่มากเกินหรือ น้อยเกินความพอดี เช่น เก่งเรื่องมุ่งมั่นความเป็นเลิศไม่พอ ต้องมีชีวิตที่พอดีและมีสุขที่ดำรงชีวิตอยู่ได้ เรื่องความสุขในการทำงาน ก็จำเป็นเหลือเกิน เพราะเมื่อวันใดเริ่มล้า แปลว่าผมทำงานไม่สำเร็จ ก็ต้องพักผ่อนให้พอ อย่าทำเพราะจำเป็นต้องทำ ชีวิตของคนเรา ก็ไม่ประสบความสำเร็จ เพื่อให้เห็นภาพว่า Tiger เน้นชีวิตที่สมดุล4 เรื่อง
สมดุลทางด้านร่างกาย (Physical Balance) ผู้เขียนเน้นว่า Tiger จะมีทั้ง Stress + Rest = Adaptation แปลว่าการปรับตัวที่เหมาะสม คือ เล่น Goft ต้องหนัก อาจจะเครียดบ้าง แต่ต้องพักผ่อนให้พอเพียง ถึงจะเกิดพลังในการเล่นให้สำเร็จ
ที่สำคัญ คือ Tiger มี Spiritual balance แปลเป็นไทยยากมาก แต่อาจจะหมายถึง จิตใจ และจิตวิญญาณ ที่พอดี และสมดุล ซึ่งฝรั่งอาจจะมีน้อยกว่าคนเอเชีย Spiritual เป็นสิ่งที่มองไม่เห็น แต่มีความสำคัญสูง
อันที่สามคือ Competitive Balance คือการแข่งขัน ก็คือ ความสมดุลของชีวิต มีคู่แข่งที่เก่ง ทำให้เรามีความสามารถเป็นเลิศ ไม่กลัวการแข่งขัน ชอบการแข่งขัน
สุดท้ายก็คือ Emotional Balance แปลว่าการควบคุมอารมณ์ เป็นสิ่งจำเป็น สำหรับนักกีฬาที่เป็นอัจฉริยะอย่าง Tiger
ผมแอบดูผลงานย้อนหลังของผม พบว่ามีที่ผมเขียนถึง Tiger ในบทความอื่นหรือไม่ ปรากฏว่าในวันที่ 21 มิถุนายน 2548 ผมได้เขียนถึง Tiger ในบทความของผมในหนังสือพิมพ์แนวหน้า ช่วงที่ Tiger ชนะ US Open Grand Slam ผมอดชื่นชมเขาไม่ได้ เพราะขนาดหัวเข่าเจ็บ คุณ Tiger ก็ยังชนะ โดยช่วงนั้น ยังไม่เคยอ่านหนังสือของคุณ Kearns ที่ผมนำมาวิเคราะห์ในบทความนั้น ผมวิเคราะห์ Tiger ในแนวของผมเอง 4 เรื่อง
head ใช้สติปัญญาในการแก้วิกฤติ
Heart จิตใจนิ่ง
Guts สำคัญมากในการแก้ปัญหาและอดทนอดกลั้น
Execution คือทำให้สำเร็จ
พอมาเขียนบทความเรื่อง Tiger ในสยามกีฬา จะเห็นได้ว่าการวิเคราะห์ของผมกับคุณ Kearns มีอะไรน่าสนใจคล้าย ๆ กัน
บทเรียนของ Tiger ก็คือ กีฬา ไม่ใช่ดูเฉยๆ เท่านั้น ควรจะวิเคราะห์ด้วย เพราะชีวิตประจำวันของคนไทยก็เหมือนเล่นกีฬาทุกวัน ต้องเอาตัวให้รอดในสถานการณ์ที่อันตราย และมีความเสี่ยงตลอดเวลา จำเป็นอย่างมาก เพราะปัจจุบันเรามีคู่แข่ง เช่น เงินเฟ้อ ราคาน้ำมันขึ้น ความไม่แน่นอนทางการเมือง การแข่งขันกับจีนและอินเดีย การไม่ใฝ่รู้จะนำสู่ความไม่ทันโลก ต้องนำเอาศักยภาพของ Tiger บางอย่างมาใช้บ้าง คนไทยก็อาจจะอยู่รอดปลอดภัยในการดำรงชีวิตและการทำงาน กีฬาจะเป็นบทเรียนทีดีสำหรับชีวิต
จีระ หงส์ลดารมภ์
[email protected]
สวัสดีครับดร.จิระ และสวัสดีชาว blog นี้ทุกท่าน
ผมเป็นคนหนึ่งครับที่ชอบเล่นกีฬา และเห็นด้วยอย่างยิ่งว่าเราสามารถเรียนรู้หลักในการดำเนินชีวิต ส่วนตัวและการงานได้จากการเล่นกีฬาครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสุขภาพ เรื่องของความอดทน ฝึกฝนมุ่งมั่น เรื่องของกลยุทธในการเอาชนะในการแข่งขัน เรื่องของการทำงานเขาขากันเป็นทีม เรื่องของการให้อภัยกันหากเกิดความผิดพลาดในการแข่งขัน แม้นในเรื่องการทำใจให้ยอมรับกับความอ่อนด้อยพ่ายแพ้ และกลับไปฝึกฝนใหม่เพื่อการแข่งขันในคราวต่อไป อย่างที่เขาว่า รู้แพ้ รู้ขนะ รู้อภัย ผมเล่นกีฬา ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เก่งจนเป็นนักกีฬาทีมโรงเรียน หรือ มหาวิทยาลัยก็ตาม ตอนอยู่โรงเรียนมัธยมสาธิตจุฬาฯ ผมมักจะเล่นบาสเก็ตบอล ถึงแม้ว่ารูปร่างจะไม่อำนวยให้เพราะเป็นคนขาดแคลนความสูง มักจะชอบซ้อมชูทห่วงระยะไกลๆ แข่งกับพี่ชาย และแข่งกับเพื่อนตอนพักเที่ยง หรือตอนเลิกเรียนแล้ว และยังชอบเล่นวอลเล่ย์บอลมาก อันนี้เล่นมาตลอดจนกระทั่งทำงานแล้วก็ยังเล่นกับพี่ๆน้องๆที่ที่ทำงานอยู่หากมีเวลา กีฬาแต่ละชนิด มีลักณะกฏเกณฑ์ที่ต่างกัน และเราสามารถเรียนรู้ปรัชญาต่างๆกันจากกีฬาต่างชนิดกันได้ ผมเองในปัจจุบันได้ค้นพบตัวเองว่ากำลังอินกับการเล่นกีฬาเรือใบอย่างมากครับ ใครที่ไม่เคยสัมผัสกับกีฬาประเภทนี้อาจจะเห็นว่าเป็นกีฬาไฮโซ เล่นยาก หรืออะไรทำนองนั้น ผมเองก็คิดอย่างนั้นก่อนหน้านี้ แต่ก็มีความสนใจใคร่จะลองกีฬาประเภทนี้มานานแล้วจนวันหนึ่งโอกาสที่ให้ได้เข้ามาสู่วงการกีฬานี้เมื่อราว 3 - 4 ปีที่แล้ว ผมจะไม่เล่าในรายละเอียดว่าผมมาเข้าสู่วงการกีฬาเรือใบนี้ได้อย่างไร แต่อยากจะเล่าในเรื่องที่ว่าผมได้เรียนรู้อะไรจากกีฬานี้บ้าง และอยากจะได้เชิญชวนผู้อ่านให้ลองเล่นกีฬาต่างๆที่ยังไม่เคยลอง อย่างเช่นกีฬาเรือใบถือว่าเป็นการค้นหาตัวเอง ผมได้อะไรจากกีฬาเรือใบบ้าง กีฬาเรือใบเป็นกีฬาที่นอกจากจะต้องเข้าใจหลักการ และต้องฝึกฝนการใช้เครื่องมือ คือเรือใบแล้ว เนื่องจากว่าเรือใบไปด้วยกรแสลม และกระแสน้ำซึ่งเป็นสิ่งที่เราควบคุมมันไม่ได้ แต่ต้องเขาใจว่าจะใช้ประโยชน์จากมันอย่างไร กีฬาเรือใบเป็นกีฬาที่ต้องใช้การวางแผนล่วงหน้า ต้องมีการวางกลยุทธ ให้อยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบกว่าเรือลำอื่น ต้องแม่นในกฏกติกา เพราะเวลาแข่งขันจะมีเรือรวมแข่งอยู่หลายสิบลำ ซึ่งมีโอกาสกระทบกระทั่งกันมาก นอกจากนี้เรือใบประเภท keel boat อาจจะใช้คนทำงานเป็นทีม อย่างเช่นเรือใบประเภท Platu ใช้ผู้เล่น 5 คนต่อลำ แต่ละคนมีตำแหน่งหน้าที่ต่างๆกันซึ่งต้องทำงานสัมพันธ์กันอย่างดีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันไม่ให้เกิดการผิดพลาดได้ เพราะหากพลาดในจังหวะและโอกาสที่เราได้เปรียบ สถานการก็จะกลายเป็นเสียเปรียบทันที นั่นหมายถึงการฝึกฝนทำงานเข้าขากันอย่างดีในทีม และการวางแผนวางกลยุทธที่ดี โดยต้องดูทางลม ทางกระแสน้ำ และการคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงของลม และกระแสน้ำ ใครรู้และคาดการได้ดีกว่า ก็จะวางแผนการแข่งขันได้ดีกว่า และนำไปสู่โอกาสความได้เปรียบคู่แข่ง แต่แน่นอนว่ามันก็มีความไม่แน่นอนในเรื่องของการเปลี่ยนแปล
ของทิศทางลม และน้ำ กีฬาเรือใบจึงเป็นกีฬาที่ใช้ความสามารถของนักกีฬาส่วนหนคึ่ง และความเสี่ยงหรือความไม่แน่นอนที่นักกีฬาควบคุมไม่ได้อีกส่วนหนึ่ง ด้วย อยู่ที่ว่าเมื่อเราประสบกับความไม่แน่นอนหรือความเสี่ยงที่ทำให้เราเสียเปรียบแล้วนั้น เราจะแก้ไขสถานการณ์ประคับประคองกันไปอย่างไรให้ดีที่สุดได้อย่างไร กำลังใจของทีมจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ใช้สติ และสมาธิของทุกคนในทีม ผมชอบที่เรือใบมันไปโดยแรงของธรรมชาติ แสดงถึงความฉลาดของคนที่ใช้ประโยชน์จากธรรมชาติ ได้ใกล้ชิดกับน้ำ กับทะเล ผมชอบเวลาสิ้นสุดการแข่งขันของวัน นักกีฬาจะมาร่วมวงสนทนา กินเลี้ยงกัน วิภาควิจารณ์ถึงการแข่งขัน ให้คำแนะนำซึ่งกันและกันในทีม และระหว่างทีม เพื่อจะได้ปรับปรุงให้ดีขึ้นในการแข่งขันครั้งต่อไป กินเลี้ยงกันกับกลุ่มคนที่ชอบสิ่งเดียวกัน รสชาติอาหารทะเลที่อร่อย และบรรยากาศยามเย็นที่มีลมเย็นๆ และดูพระอาทิตย์น้ำ รอวันต่อไปที่จะมีโอกาสได้ปรับปรุงตัวเองในการแข่งขันครั้งต่อไป
ผมว่ากีฬาเรือใบก็เป็นกีฬาหนึ่งเช่นกันที่ต้องใช้ head heart guts และ execution อย่างที่ท่านดร.จิระได้เขียนไว้ในบทความข้างต้น ผมเขียนมายืดยาวก็อยากให้ผู้อ่านได้มีโอกาส ลองสัมผัสกับกีฬาเรือใบดูนะครับ แล้วจะเข้าใจครับว่าได้เรียนรู้อะไรต่างๆมากมายจากกีฬานี้มากครับ
กรธรรม สถิรกุล
เรียนอาจารย์ ดร.จีระ และชาว blogหัวใจนักกีฬาทุกท่าน
ต้องขอขอบพระคุณท่านอาจารย์ดร.จีระอย่างยิ่งที่ให้เกียรติคัดข้อคิดเห็นของดิฉันลงในคอลัมน์ "เรียนรู้จากกีฬากับดร.จีระ" ในสยามกีฬาฉบับ วันพุธที่ 23 กรกฎาคม 2551 และต้องขอบคุณ คุณระวิ โหลทอง ที่มีวิสัยทัศน์ สร้างสิ่งดีๆ ให้กับสังคมกีฬาบ้านเรา เปิดคอลัมน์ที่เป็นประโยชน์ ดิฉันพบว่าโดยส่วนใหญ่แล้วผู้ที่มีหัวใจนักกีฬามักมีพิ้นฐานจิตใจที่ดีงาม มีความยุติธรรมและมีภูมิต้านทานต่อการเปลี่ยงแปลงในสังคมได้ดี เพราะยอมรับกติกาการรู้แพ้รู้ชนะจากกีฬานั่นเอง อยากเห็นสังคมบ้านเราเป็นสังคมที่มีหัวใจนักกีฬา
ดิฉันได้บอกต่อเพื่อนๆ ที่สนใจการกีฬาและอ่านสยามกีฬาอยู่แล้ว ให้เข้ามาร่วมใน blog นี้ พบว่าหลายท่านไม่ได้โดดเด่นในการเล่นกีฬาแต่ชอบดูกีฬาเป็นชิวิตจิตใจก็มี ได้อ่านคอลัมน์ของอาจารย์ ดร.จีระ ฉบับวันพุธที่ 23และอ่าน blog ของ คุณกรธรรม เรื่องกีฬาเรือใบแล้ว เห็นจริงด้วยที่วิเคราะห์ว่าการเล่นกีฬาให้ได้ดีต้องประกอบด้วย head heart guts และ execution ซึ่งต้องฝึกฝน เหมือนคุณแทมมารีน ที่มีexecution จนกลับมามีผลงานดี ได้รับเชิญเข้าร่วมกีฬาโอลิมปิกใน ปักกิ่งเกมส์ เป็นข่าวหน้า1วันนี้ให้คนไทยดีใจไปด้วย ในยามที่ข่าวอื่นๆ ไม่อยากอ่านเลย
สำหรับตัวดิฉันเองต้องขอร่วมรายงานประวัตินักกีฬาเล็กๆ ด้วย โดยเริ่มเป็นนักกีฬา บาสเก็ตบอลสมัครเล่นในกีฬาสีของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา และอีกครั้งเป็นนักกีฬาบาสเก็ตบอลของคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ เมื่อเป็นน้องใหม่ จำได้ว่านอกจากจะตระเวณไปแข่งที่สนามของคณะบัญชี รัฐศาสตร์ ครุศาสตร์ ในจุฬาฯ แล้ว ยังไปแข่งที่สนาม ธรรมศาสตร์ และ มหิดล ด้วย มีแพ้มีชนะ แต่แปลกที่ประทับใจทุกครั้ง ถึงแพ้ก็ไม่โกรธ
จึงอยากให้บ้านเราเป็นสังคมหัวใจนักกีฬาค่ะ
สุดา นันทวิทยา
สวัสดีครับชาว Blog และแฟน ๆ คอลัมน์เรียนรู้จากกีฬา
ผมขอรายงานความคืบหน้าจากบทความคอลัมน์ “เรียนรู้จากกีฬา” ครั้งที่ 1 เมื่อวันพุธที่ 16 กรกฎาคม 2551 ที่ผ่านมา ซึ่งได้พูดถึงเรื่องบทบาทของกีฬาต่อบัญชีรายได้ประชาชาติของประเทศ และเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมานี้เผอิญว่าโชคดีผมมีโอกาสได้พูดคุยกับผู้อำนวยการกองบัญชีประชาชาติด้านบริการ ชื่อ คุณอภิชัย ซึ่งพอทราบว่าผม คือ ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ก็บอกว่ารู้จักและเคยเป็นลูกศิษย์ที่ธรรมศาสตร์ พอคุยกันสักพักก็ทราบด้วยว่าเป็นรุ่นน้องผมที่เทพศิรินทร์ (19/21) ด้วย
ผมถามเรื่องบัญชีประชาชาติว่าจัดเรื่องกีฬาไว้อย่างไร? ก็ได้คำตอบว่าบัญชีประชาชาติของเรานั้นยังไม่ได้แยกกีฬาออกมาจากประเภทของนันทนาการ ผมจึงได้แสดงความคิดเห็นไปว่าควรจะมีการแยกให้เห็นว่ากีฬานั้นมีบทบาทอย่างไรต่อบัญชีประชาชาติของเรา บางครั้งการจัดประเภท หมวดหมู่ของเรายังไม่มีความชัดเจน ยกตัวอย่างเช่น สิ่งพิมพ์ด้านกีฬาก็ยังไม่ได้รวมอยู่ในภาคบริการกับไปรวมอยู่กับภาคอุตสาหกรรม
เมื่อได้พูดคุยกันถึงเรื่องนี้ เราก็เลยมีความคิดที่จะจัดสัมมนาโดยเชิญตัวแทนจากสภาพัฒน์ฯ ตัวแทนจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และตัวแทนจากหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำบัญชีประชาติมาร่วมกันระดมความคิดกันต่อไป ผมก็ขอถือโอกาสนี้ฝากข้อมูลนี้กับท่านและหนังสือพิมพ์สยามกีฬาด้วยครับ
จีระ หงส์ลดารมภ์
กราบเรียน อาจารย์จีระ และชาว Blog ทุกท่านครับ
เผอิญผมเป็นคนชอบดูกีฬาคนหนึ่ง แต่ไม่สามารถดูได้ทุกประเภทหรือทุกแมทซ์การแข่งขัน แต่หากมีเวลาก็ดูทุกอย่างที่ขวางหน้า เมื่อหลายปีที่ผ่านมาตอนที่ภราดรขึ้นถึงอันดับ 9 ของโลก ผมจำได้ในวันนั้นผู้ประกาศข่าวกีฬาท่านหนึ่งของช่อง 7 ให้ความคิดเห็นว่าภราดรควรจะจ้างผู้ฝึกสอนชาวต่างชาติเพื่อจะได้พัฒนาฝีมือมากยิ่งขึ้น วันนั้นหลาย ๆ ท่านโจมตีอย่างหนักว่าทำไมต้องจ้างผู้ฝึกสอนชาวต่างชาติ ทั้ง ๆ ที่คนไทยก็สามารถทำได้ โดยเฉพาะคุณพ่อของภราดร ผมเองชอบดูกีฬาแต่ไม่สันทัดเรื่องนี้ก็เห็นด้วยกับผู้ที่โจมตีผู้ประกาศข่าวของช่องนั้นเหมือนกันว่าทำไมต้องเสียสตางค์จ้างชาวต่างชาติ และต้องขอชมผู้ประกาศข่าวกีฬาช่องนั้นที่มี spirit ดีมากที่ไม่ออกมาตอบโต้เลยแม้แต่น้อย และตอนนี้พวกเราคงได้เห็นวิสัยทัศน์ของผู้ประกาศข่าวช่องนั้นแล้วว่ายาวไกลแค่ไหน ผมเองก็ถึงบางอ้อเหมือนกันว่า แม้คนไทยเราจะเก่งสักเพียงใด ก็ตาม กีฬาบางประเภทเราไม่ได้เป็นหนึ่ง หากวันนั้นภราดรจ้างผู้ฝึกสอนมาช่วยป่านนี้อันดับคงดีขึ้นมากกว่าที่เป็นอยู่ในขณะนี้
น่าเสียดายที่นักกีฬาไทยหลายคนติดอันดับโลกเพียงไม่นานหลังจากนั้นก็จะหายไปเลย เช่น ต๋อง เป็นต้น หากนักกีฬาคนไทยมีระเบียบวินัยในการฝึกซ้อมและรับผิดชอบ ตลอดจนมีความมุ่งมั่นต่ออาชีพให้มากกว่านี้ ผมว่า “คนไทยไม่แพ้ชาติใด ในโลก”
วัชรพล มณีโชติ
ฟุตบอลอังกฤษ/โอลิมปิกที่จีน
(ตีพิมพ์ ฉบับวันพุธที่ 30 กรกฎาคม 2551)
การเขียนครั้งที่ 3 ของผมเริ่มมีแนวทางมากขึ้นแล้ว Blog: เรียนรู้จากกีฬากับ "ดร.จีระ": สยามกีฬา (www.gotoknow.org/blog/chiraacademy) ที่สร้างขึ้นภายใน 2 สัปดาห์ก็มีคนสนใจและคลิ๊กเข้าไปดูแล้วกว่า 100 คน ผมตั้งใจว่าจะทำให้ Blog มีประโยชน์ เพื่อให้เกิดคุณค่า เพื่อให้แฟนคลับได้รู้จักผมมากขึ้นในฐานะคนวิจารณ์กีฬา ล่าสุดขอขอบคุณ ดร.กรรธรรม จบปริญญาเอกทางด้านวิศวกรรม ได้ร่วมแสดงความคิดเห็นใน Blog เมื่อวันพุธที่ 23 กรกฎาคม 2551 เวลา 22.39 น. มีแนวคิดเกี่ยวกับกีฬาที่เป็นประโยชน์ ผมขอสรุปมาเป็นบางส่วน
“ผมเป็นคนหนึ่งครับที่ชอบเล่นกีฬา และเห็นด้วยอย่างยิ่งว่าเราสามารถเรียนรู้หลักในการดำเนินชีวิต ส่วนตัวและการงานได้จากการเล่นกีฬาครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสุขภาพ เรื่องของความอดทน ฝึกฝนมุ่งมั่น เรื่องของกลยุทธ์ในการเอาชนะในการแข่งขัน เรื่องของการทำงานเข้าขากันเป็นทีม เรื่องของการให้อภัยกันหากเกิดความผิดพลาดในการแข่งขัน แม้นในเรื่องการทำใจให้ยอมรับกับความอ่อนด้อยพ่ายแพ้ และกลับไปฝึกฝนใหม่เพื่อการแข่งขันในคราวต่อไป อย่างที่เขาว่า รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย ............อยากจะได้เชิญชวนผู้อ่านให้ลองเล่นกีฬาต่างๆที่ยังไม่เคยลอง อย่างเช่นกีฬาเรือใบถือว่าเป็นการค้นหาตัวเอง ผมได้อะไรจากกีฬาเรือใบบ้าง กีฬาเรือใบเป็นกีฬาที่นอกจากจะต้องเข้าใจหลักการ และต้องฝึกฝนการใช้เครื่องมือ คือเรือใบแล้ว เนื่องจากว่าเรือใบไปด้วยกระแสลม และกระแสน้ำซึ่งเป็นสิ่งที่เราควบคุมมันไม่ได้ แต่ต้องเข้าใจว่าจะใช้ประโยชน์จากมันอย่างไร กีฬาเรือใบเป็นกีฬาที่ต้องใช้การวางแผนล่วงหน้า ต้องมีการวางกลยุทธ์ ให้อยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบกว่าเรือลำอื่น ต้องแม่นในกฏกติกา เพราะเวลาแข่งขันจะมีเรือรวมแข่งอยู่หลายสิบลำ ซึ่งมีโอกาสกระทบกระทั่งกันมาก นอกจากนี้เรือใบประเภท keel boat อาจจะใช้คนทำงานเป็นทีม อย่างเช่นเรือใบประเภท Platu ใช้ผู้เล่น 5 คนต่อลำ แต่ละคนมีตำแหน่งหน้าที่ต่างๆกันซึ่งต้องทำงานสัมพันธ์กันอย่างดีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันไม่ให้เกิดการผิดพลาดได้ เพราะหากพลาดในจังหวะและโอกาสที่เราได้เปรียบ สถานการก็จะกลายเป็นเสียเปรียบทันที นั่นหมายถึงการฝึกฝนทำงานเข้าขากันอย่างดีในทีม และการวางแผนวางกลยุทธ์ที่ดี.........(ติดตามอ่านความคิดเห็นแบบเต็มได้ที่ Blog ครับ)”
คอลัมน์ของผมน่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับคนที่อยู่นอกวงการกีฬา แต่สนใจกีฬา เป็นเวทีที่จะแบ่งปันความรู้ และสรุปว่ามีส่วนร่วมเพราะอะไร? และมีประโยชน์อย่างไร? คุณสุดาก็ส่งมาเป็นครั้งที่ 2 และเพิ่งรู้ว่าคุณสุดาเองก็ชอบเล่นกีฬาสมัยอยู่เตรียมอุดมและจุฬาฯ ไม่ได้สนใจแค่วิทยาศาสตร์อย่างเดียว ลูกศิษย์ของผมที่เรียนปริญญาโทและปริญญาเอกก็สนใจบทความนี้ด้วย เพราะกีฬาจะช่วยพัฒนาประเทศได้แน่นอน และจะปรับพฤติกรรมของตัวเอง เพื่อนร่วมงาน ครอบครัว และการดูแลสุขภาพตัวเองให้มีความสุขและสมดุล สังคมเรามีแต่บ้างาน ตื่นเช้าก็รีบไปทำงาน บางคนต้องนั่งรถเมล์ 3 ต่อ การต่อสู่เพื่อความอยู่รอดของครอบครัว เพราะปัญหาเศรษฐกิจรุมเร้าทำให้สุขภาพของพวกเรามีปัญหา และในที่สุดชีวิตก็มีแค่วัตถุ ทำงานไปเรื่อย ๆ ขาดจิตวิญญาณ ขาดการมีเวลาได้ฟังเพลง (ลูกทุ่ง) หรือดูแลศิลปวัฒนธรรมของชุมชนเหล่านั้น ผมก็จะขอเป็นกำลังใจและเป็นแนวร่วมซึ่งกันและกัน
งานที่ผมทำอยู่ทุก ๆ งาน ผมจะต้องมี “พลัง” ทางด้านสุขภาพกายและใจ ถ้าทำงานหนักไม่มีเวลาพักผ่อน ไม่ออกกำลังกาย ความคิดใหม่ ๆ ก็ไม่เกิดขึ้น ทำงานไม่สร้างสรรค์ ผมพร้อมที่จะสู้กับงานที่สนุก ท้าทายเสมอ แต่จะต้องออกกำลังกายให้เพียงพอ อย่างบทความของผมที่ “สยามกีฬา” ผมวางแผนในช่วงวันจันทร์ถึงศุกร์คิดว่าจะเน้นอะไร แต่ช่วงที่เขียนเป็นเช้าวันอาทิตย์หลังจากออกกำลังกายแล้วอย่างน้อย 1 – 2 ชั่วโมง
อาทิตย์นี้ ผมเริ่มมองไปถึงกิจกรรมกีฬา 2 เรื่องใหญ่ที่อาจจะทำให้คนไทยได้เรียนรู้มากขึ้น และอาจจะดึงเอาบรรดาคอบอลอังกฤษมาร่วมการคิด วิเคราะห์ และสร้างการเรียนรู้ไปด้วย สำหรับบรรดาคอบอลทั้งหลายไม่ต้องวิตกหรอก ฤดูฟุตบอลอังกฤษและยุโรปกำลังจะมาถึง ยิ่งเขียนวันอาทิตย์ด้วยยิ่งได้รสชาติเพราะจะมีผลฟุตบอลวันเสาร์เรียบร้อยให้ผมได้วิเคราะห์อยู่แล้ว วันนี้ก็เลยเป็นวันแรกที่ผมจะเริ่มวิเคราะห์และขอให้ท่านผู้อ่านเรียนรู้ไปด้วย
ก่อนอื่น ผมเป็นคนที่จงรักภักดีกับทีมฟุตบอลอังกฤษมาก ผมเป็นนักบอลเทพฯ ในช่วงที่ผมเล่นบอล 2 – 3 ปีสุดท้าย ประมาณปี 1960 – 1961 ช่วงนี้บรรดาคอบอลทั้งหลายส่วนมากยังไม่เกิด ทอตแนม ฮอตสเปอร์ที่บรรดาผู้สื่อข่าวที่สยามกีฬานี่แหละที่เป็นผู้ให้กำเนิดชื่อเล่น ๆ ของสเปอร์สได้แชมป์ดับเบิ้ล คือ ชนะ FA และชนะ League ไม่ว่าจะเป็น Danny Blonflower หรือ Jimmy Greaves หรือ Tony White ซึ่งผู้สื่อข่าวกีฬาปัจจุบันไม่รู้จัก ถ้านับเวลาเกือบ 48 -49 ปีแล้ว ผมก็จงรักภักดีสเปอร์สไม่เสื่อมคลาย
ความจริงเรื่องความรักหรือจงรักภักดีของแฟนบอลต่อทีมที่เขารักก็เป็นสิ่งที่สำคัญ ผมไม่มีวันเปลี่ยนใจเด็ดขาด เลยทำให้ผมวิเคราะห์เรื่องความจงรักภักดีในอาชีพอื่น ๆ ได้ดี เช่น วันนี้เด็กรุ่นใหม่ทำงานจะถามว่าได้เงินเท่าไหร่? อยู่ไปสักพักก็ออกไปหางานอื่น ๆ เพราะได้เงิน แต่สำหรับผม ผมมีอาชีพเดียวก็คือทำงานอยู่ที่ธรรมศาสตร์ครบ 30 ปี อายุ 55 ปีแล้วก็ลาออกไม่ทำให้ใครแต่ทำเพื่อแผ่นดินคือให้ความรู้กับประชาชน
ผมไปอังกฤษผมก็จะไปดูฟุตบอลที่สนามไวท์ ฮาร์ท เลน ซึ่งไปยากเพราะอยู่ไกลมากจากสถานีรถไฟ Seven Sistersทางตอนเหนือของกรุงลอนดอน ช่วงแรกที่ผมไปดูฟุตบอลที่สนามนี้ยังต้องยืนดู และบางครั้งก็ดูเหมือนว่าไม่ค่อยจะปลอดภัย ตอนหลัง ๆ สนามปรับปรุงให้มีที่นั่งสำหรับทุกคน เมื่อไปที่ไหนผมมักจะประกาศว่าผมเป็นแฟนพันธุ์แท้ของสเปอร์ส แต่แฟนพันธุ์แท้ของสเปอร์สมีน้อยมาก ส่วนมากจะเป็นแฟนแมนยูหรือลิเวอร์พูล แต่ผมก็ไม่เสียใจเพราะผมติดตามของผมอย่างเงียบ ๆ ชนะก็ดีใจ แพ้ก็เศร้าแต่ทำใจได้
วิธีการหาความรู้ของผมในอดีตเกี่ยวกับฟุตบอลอังกฤษก็คืออ่าน ผมอ่านหนังสือ The Times ของลอนดอนมากว่า 45 ปี แล้ว สมัยก่อนไม่มีเงินก็ไปอ่านตามห้องสมุด ช่วงแรก ๆ ผมได้ไปเรียนเมืองนอกก็ไปอ่านตามห้องสมุด ช่วงนั้นไม่มีโทรทัศน์ นักข่าวอังกฤษก็จะเขียนวิเคราะห์ วิจารณ์คู่ใหญ่ เช่น สเปอร์ส-อาร์เซนนอล เกือบ ¼ หน้าของ The Times ทำให้ได้ความรู้มาก ตอนหลัง ๆ มามีการวิเคราะห์ทางรายการทีวีมากการวิเคราะห์จากข้อเขียนก็น้อยลง และกีฬาฟุตบอลกลายเป็นแหล่งการเล่นการพนันมากเกินไป
ประเด็นที่ผมจะพูดก็คือ วันนี้เราบ้าคลั่งกีฬาฟุตบอลอังกฤษมากเกินไปหรือเปล่าจึงทำให้ไม่สนใจฟุตบอลไทยไปแล้ว คนดูฟุตบอลไทยโดยเฉพาะระดับไทยลีกน้อยมาก แม้แต่ฟุตบอลจตุรมิตรระดับนักเรียนทุก ๆ 2 ปี คนดูยังเป็นหมื่น สมัยที่ผมเคยเล่นที่สนามหลวงหรือสนามศุภฯ ขนาดเป็นฟุตบอลระดับนักเรียนคนดูยังเป็นหลักหมื่น แต่เดี๋ยวนี้แม้กระทั่งฟุตบอลทีมชาติไทยต้องเป็นนัดที่สำคัญจริง ๆ คนดูจึงจะเต็มสนาม คำถามก็คือ เหตุผลคืออะไร?
ผมเขียนคอลัมน์กีฬาเพราะหวังที่จะให้คนไทยรักฟุตบอลไทย เด็กไทยมีความสามารถและมีจำนวนนักฟุตบอลมากกว่าสมัยที่ผมเล่น อย่าลืมว่าเรามีประชากรกว่า 64 ล้านคน ตัวเลือกมาก แต่อะไรคือปัญหาที่ทำให้ฟุตบอลไทยยังไม่ไปสู่อาชีพสักที เหมือนอย่างประเทศ Ivory Coast เกาหลี และญี่ปุ่น
เมื่อ 40 ปีที่แล้วผมดูฟุตบอลเยาวชนทีมชาติ ยุคนั้นมีรุ่นพี่ที่เทพศิรินทร์ ชื่อ วิชัย ชุ่มจินดาเป็นศูนย์หน้ายิงวอลเล่ย์สวยสุด คือ ชนะญี่ปุ่น 3: 1 แต่วันนี้เรากับญี่ปุ่นห่างกันกี่ปี? อย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 15 ปี ไทยสามารถปรับตัวได้ถ้าเราเอาจริง และคนทำกีฬา รักอาชีพจริง ๆ ไม่ใช่ทำเพราะไม่มีอะไรจะทำ เล่นการเมืองไปวันๆ เพื่อความอยู่รอด ผมจะไม่พูดมากว่านี้ เพราะอะไรเป็นอะไรก็รู้กัน
ความบ้าคลั่งฟุตบอลอังกฤษมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีก็คือ ได้รู้จักทีมดัง ๆ ของอังกฤษ ได้ความสนุก ดีกว่ายาเสพติด แต่อังกฤษก็เล่นฟุตบอลเหมือนธุรกิจที่ไม่พัฒนา คือ เคยเริ่มต้นมาก่อนคนอื่น แต่การปรับตัวให้ทันกับโลกที่แข่งขันสูงน้อย เช่น แข่งกับบราซิล หรือ โปรตุเกส หรือแม้กระทั่งสเปนหรืออิตาลีก็สู้ไม่ได้ อังกฤษในระดับฟุตบอลโลก ชนะแค่หนเดียว คือ ปี 1966
อยากแนะนำให้สยามกีฬาเจาะลึกเรื่องฟุตบอลอย่างเกาหลี หรือญี่ปุ่น ทวีปแอฟริกา ที่ส่งนักเตะดี ๆ มาแข่งพรีเมียร์ลีก และสำคัญที่สุดก็คือ ประเทศในอเมริกาใต้ เช่น อาเจนตินา หรือ บราซิล ปัญหาก็คือเรื่องภาษา และรายการโทรทัศน์ส่วนใหญ่ก็เน้นฟุตบอลลีกอังกฤษ ซึ่งทำให้เราขาดทฤษฎี “Diversity” คือ เราจำเจมาก ขาดความคิดที่แตกต่างและหลากหลาย
ผมอยากให้ท่านผู้อ่านมาร่วมแลกเปลี่ยนความรู้กันใน Blog เยอะ เพื่อเป็นบทเรียนให้เราได้ประโยชน์สูงสุดจากกีฬา
เรื่องที่น่าสนใจขณะนี้ คือ โอลิมปิกที่จีนซึ่งผมคงจะได้พูดถึงเป็นระยะ ๆ แต่เนื่องจากวันนี้เป็นวันแรกที่วิเคราะห์เรื่องโอลิมปิกก็คงเบาๆ ไปก่อน เมื่อเช้าวันอาทิตย์ผมพูดในรายการวิทยุ Human Talk ทาง F.M. 96.5 MHz ผมวิเคราะห์ร่วมกับคุณจีรวัฒน์ ตั้งบวรพิเชษฐ์ผู้ดำเนินรายการร่วมของผม ใช้เวลากว่าครึ่งชั่วโมงวิเคราะห์เรืองกีฬาโอลิมปิก ท่านผู้อ่านสามารถติดตามได้ทางอินเตอร์เน็ตที่ http://radio.mcot.net/fm965
บทเรียนแรกที่เราสองคนเห็นตรงกันก็คือโอลิมปิกครั้งนี้ที่ปักกิ่งเป็นเวทีที่จีนจะเปิดตัวไปสู่โลกอย่างสมบูรณ์แบบ คือจีนประสบความสำเร็จมากเรื่องเศรษฐกิจมากกว่า 20 ปี กลายเป็นประเทศที่มีอัตราการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจช่วง 10 ปีที่แล้ว เฉลี่ยกว่า 10 % บางคนถึงกับพูดว่าภายในระยะเวลาไม่ถึง 20 ปี จีนก็จะเป็นเบอร์ 1 ของโลกทางเศรษฐกิจ ชนะแม้กระทั่งอเมริกา และสหภาพยุโรป คนจีนก็เริ่มภูมิใจมากขึ้น รัฐบาลจีนก็เตรียมตัวอย่างดีที่จะจัดให้สมศักดิ์ศรี
ถ้าทำสำเร็จคงไม่ใช่แค่จีนได้เหรียญทองกี่เหรียญ แต่จะเป็นการแสดงให้เห็นว่า ตะวันออก หรือ East ซึ่งไทยของเราอยู่ด้วย หรืออาจจะเรียกว่า Asia ซึ่งท่านผู้อ่านคงทราบดีว่าในอดีต Asia หรือ East เคย ร่ำรวย รุ่งเรืองกว่าตะวันตก ทั้งเศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม และอารยธรรม แต่ 200 ปีที่ผ่านมา ก่อนปี 1945 ตะวันตกมาปกครองประเทศเหล่านี้ เราเป็นเมืองขึ้น เรียกว่า จักรวรรดินิยม แต่บัดนี้ไม่มีระบบนี้อีกต่อไป ถือได้ว่าตะวันออกจะสามารถกลับมาเป็นผู้นำของโลกได้อย่างสง่างามและตะวันตกต้องเรียนรู้จากตะวันออก
ถ้าการจัดโอลิมปิกครั้งนี้ถือว่าประสบความสำเร็จไม่มีเหตุการณ์อะไรที่ทำให้ประเทศจีนสะดุด ผู้นำอย่างจีนต้องระวังไม่ให้การจัดโอลิมปิกครั้งนี้ สะดุด ปัจจุบันเวลาเราวิเคราะห์ต้องฟังทั้งสื่อตะวันตกและตะวันออก จะฟังหรือวิเคราะห์จากสื่อตะวันตก เช่น CNN หรือ BBC เท่านั้นไม่ได้
สื่อตะวันตกเน้นว่าปัญหาโอลิมปิกในจีนจะพบอุปสรรคมากมาย เช่น
§ เรื่องสิทธิมนุษย์ชน ที่จีนยังมีปัญหาอยู่ โดยเฉพาะเรื่องทิเบต
§ เรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชนชาวจีนจะมีประชาธิปไตยแบบตะวันตกจริงหรือ
§ เรื่องความปลอดภัยของนักกีฬากว่า 20,000 คน และ
§ เรื่องภาวะอากาศเป็นพิษในปักกิ่ง
ทั้งนี้ทั้งนั้นเราก็จะต้องดูติดตามต่อไปครับ
จีระ หงส์ลดารมภ์
เรียนท่านอาจารย์จิระที่เคารพ ผมอยากให้อาจารย์กรุณาวิเคราะห์ว่าเหตูใดการกีฬาในประเทศไทยตอนที่เป็นเยาวชนทำไมถึงเก่งมากได้รางวัลมากมายแต่พออายุมากขึ้นจึงไม่ค่อยจะได้เรื่องได้ราวมันเกี่ยวกับเรื่องทุนต่างๆ(8K)หรือเปล่าเพราะเรามีความสามารถในตอนอายุน้อยๆแต่พออายุมากเรากลับแย่เราจะต้องปรับอะไรตรงไหนเพราะท่านอาจารย์เป็นบุคคลที่มีต้นทุนทางสังคมสูงมากน่าจะสะกิดให้ผู้ที่มีหน้าที่ในการรับผิดชอบหันมามองให้ตรงจุดโดยการใช้แนวคิดพัฒนาวงการก๊ฬาไทยเพื่อความฝันอย่างน้อยก็เพื่อให้เราอยู่ในความฝันที่น่าที่จะเป็นความจริงบ้าง ด้วยความเคารพอย่างสูง เด็กเทพศิรินทร์และผู้ที่ท่านอาจารย์อนุเคราะห์ให้ร่วมเข้าฟังการบรรยายป.เอกสวนสุนันทา
สวัสดีครับชาว Blog และแฟน ๆ คอลัมน์ “เรียนรู้จากกีฬา”
มีความคิดเห็นดี ๆ อีกหนึ่งความคิดเห็นซึ่งลูกศิษย์ปริญญาเอกของผมเสนอไว้ใน Blog ของปริญญาเอกผมจึงขอนำมาขึ้นที่ Blog นี้ด้วย เพราะน่าจะเป็นประโยชน์ครับ
...............................................................................
สร้อยสุคนธ์ นิยมวานิช
เมื่อ อ. 29 ก.ค. 2551 @ 16:07
763934 [ลบ]
กราบเรียนท่านอาจารย์จีระ และเพื่อนนักอ่านทุกท่าน
A Sporting Mind
อะไรที่ทำให้นักกีฬาเหรียญทองแตกต่างจากพวกเรา? อุปกรณ์การฝึกฝน? ผู้ฝึกสอนดีกว่า? ผู้เชี่ยวชาญด้านการฝึกสมองกล่าวว่าเคล็ดลับของยอดนักหวดระดับโลกอย่างโรเจอร์ เฟดเดอเรอร์ และ ไทเกอร์ วูดส์ ก็คือ Sports Psychology (จิตวิทยาการกีฬา) Dan Roberts พบว่าทำไมการฝึกจิตจึงเป็นหัวใจสำคัญ
ปัจจุบันนักกีฬาชั้นยอดในทุกๆ ประเภทกีฬา ได้ประโยชน์จากการมีอุปกรณ์การฝึกฝน มีผู้ฝึกสอนเก่งๆ จำนวนมาก และมีเทคนิคที่ซับซ้อนในการวิเคราะห์สรีระ อาหารการกิน และการเล่น นักฟุตบอล นักเทนนิส นักวิ่ง นักกอล์ฟ ที่ดีที่สุดของโลก ล้วนแต่มีร่างกายที่ฟิตมากขึ้น แข็งแรงมากขึ้นและมีเทคนิคการเล่นที่ดีกว่าสมัยก่อนมาก แล้วอะไรที่ทำให้ไทเกอร์ วูดส์ หรือ คริสเตียนโน โรนัลโด แตกต่างจากคนอื่นๆ? คุณสมบัติอะไรที่ทำให้มนุษย์พิเศษแตกต่างจากมนุษย์ธรรมดา? คำตอบก็คือ Sports Psychology
ปัจจุบันนักกีฬาอาชีพใช้เทคนิคการปรับสภาพจิต เช่น การจินตนาการ หรือการสร้างภาพในสมอง การคิดในเชิงบวก การหายใจลึกๆ และการทำจิตให้สงบ ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าการปรับสภาพจิตสามารถทำให้ความเชื่อในตัวเองดีขึ้นและสุดท้ายก็จะส่งผลถึงผลการแข่งขันให้ดีขึ้นด้วย
ฝึกสมองของคุณ
วิธีการที่กำลังเป็นที่นิยมอย่างมากที่สุดวิธีหนึ่งใน Sports Psychology ก็คือ Neurolinguistic programming (NLP) ซึ่งเป็นการผสมผสานทฤษฎีต่างๆ ในด้านการคิดเชิงบวก แนวคิดที่สำคัญประการหนึ่งของ NLP ก็คือว่าจิตสามารถถูกฝึกให้เปลี่ยนความคิดเชิงลบเป็นความคิดเชิงบวกได้ อีกเทคนิคหนึ่งของ NLP ซึ่งเป็นวิธีที่คุณไม่จำเป็นต้องมีนักจิตวิทยาการกีฬามาสอนเลย ก็คือวิธี Goal-setting (การกำหนดเป้าหมาย) การมีความคิดที่ต้องการที่จะทำอะไรให้ดีขึ้นซึ่งเป็นความคิดที่ไม่ชัดเจนและไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง มันก็จะไร้ผล การกำหนดเป้าหมายเป็นสิ่งที่มือสมัครเล่นก็สามารถทำได้ แต่จะต้องเป็นเป้าหมายในเชิงบวก มีความเฉพาะเจาะจง และสามารถบรรลุผลได้
หายใจแบบผ่อนคลาย
แน่นอนว่าเราทุกคนล้วนรู้จักวิธีการหายใจ แต่เมื่อเวลาที่เราอยู่ในสถานการณ์ที่ตึงเครียด การหายใจของเราจะเร็ว ตื้น และไม่เป็นจังหวะ นั่นนำไปสู่ความหวาดวิตก และทำให้ออกซิเจน ไหลเวียนไปสู่กล้ามเนื้อและสมองน้อยลง นักจิตวิทยา Sarah Fenwick สอนนักกีฬาให้รู้จักการบริหารสถานการณ์ที่ตึงเครียดด้วยเทคนิคการหายใจแบบลึกๆ ซึ่งจะช่วยให้เกิดความสงบภายในเมื่ออุณหภูมิกำลังพุ่งพล่าน ภาราดอน ศรีชาพันธ์ กล่าวว่าเขาควบคุมการหายใจด้วยการนั่งสมาธิในช่วงสั้นๆ ก่อนลงแข่งขัน Fenwick ย้ำว่าการหายใจให้ลึกนั้นต้องลงไปถึงท้องเพื่อให้ได้รับออกซิเจนมากที่สุด ในขณะที่คุณกำลังหายใจ การมุ่งไปที่จุดใดจุดหนึ่ง (focus) เป็นสิ่งสำคัญมาก
ทำจิตให้สงบ
ในกีฬาเทนนิส zone หมายถึงสภาพที่เหมือนกับนิพพานซึ่งเป็นสิ่งที่นักเทนนิสล้วนต้องการ in the zone จึงหมายถึงสภาพจิตที่สงบอย่างแท้จริงในชั่วขณะหนึ่ง สิ่งสำคัญก็คือว่าคุณไม่คิดถึงสิ่งที่คุณกำลังทำอยู่เลย ปล่อยให้จิตใต้สำนึกของคุณเป็นผู้ทำ ผู้เชี่ยวชาญบอกว่ามันไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ง่ายๆ เหมือนกับการเปิดปิดสวิทช์ คุณจะต้องกำหนดพื้นฐานและเงื่อนไขที่จะทำให้มันเกิดขึ้น การทำจิตให้สงบนั้นมีพลังอย่างเหลือเชื่อ เมื่อจิตสงบ นั่นหมายถึงคุณกำลังใช้จิตใต้สำนึกของคุณ
เรียนรู้ mental key
เมื่อคุณดูเดวิด เบ็คแฮม เตะลูกบอลไซด์โค้งข้ามกำแพงกองหลัง หรือไทเกอร์ วูดส์ ตีลูกกอล์ฟลงหลุมในระยะไกล มันดูเหมือนเป็นเรื่องง่าย แต่สิ่งเหล่านี้ล้วนเกิดจากการฝึกฝนอย่างหนักเป็นเวลายาวนาน ความสามารถของนักกีฬาชั้นยอดในการทำใจให้สงบในระหว่างการแข่งขันนั้น เกิดจากความเข้มแข็งของจิต ความสงบของจิตภายใต้แรงกดดันเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเตรียมใจให้พร้อม คุณจำเป็นต้องใช้ mental key ซึ่งเป็นข้อมูลชุดหนึ่งที่คุณมุ่งสมาธิไปที่เรื่องนั้น เพื่อไม่ให้จิตของคุณบ่ายเบนไปสนใจเรื่องอื่น และไม่ให้จิตว้าวุ่น mental key นี้อาจแตกต่างกันไปในแต่ละคน บางคนอาจใช้ข้อมูลลักษณะกระบวนการ เช่น ลำดับขั้นตอนของกระบวนการเตะบอล หรือบางคนอาจใช้ข้อมูลลักษณะจินตนาการซึ่งเป็นการมุ่งไปที่รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เช่น ตะเข็บของลูกบอล หรือหมายเลขเสื้อของผู้เล่นที่เขาจะจู่โจม
(แปลสรุปจาก Bangkok Post , the magazine 24 july 2008 โดยคุณสรยุทธ สมประสงค์)
ความเห็น
นักกีฬาระดับโลกมีลักษณะภาวะความเป็นผู้นำประเภทหนึ่งซึ่งจะต้องมีวินัยและพัฒนาตนเองเสมอภายใต้ทฤษฎี 3 วงกลม สภาพแวดล้อม การฝึกฝน และแรงจูงใจของชัยชนะในเกมส์กีฬาเป็น Key Success Factor ที่มีรางวัลเป็นทั้งเกียรติและเงิน Knowledge Capital และ Intelligence
Capital ในตัวนักกีฬา เป็นแรงบันดาลความสำเร็จที่มุ่งมั่นและบากบั่นให้ถึงหลักชัย
David Beckham หรือ Tiger Wood เตะลูกบอลและตีลูกลูกกอล์ฟดูเหมือนง่าย นิ่ง ซึ่งต้องผ่านการฝึกหัดอย่างหนักที่ไม่สามารถนับชั่วโมงได้
Dave Aldred อธิบายว่า ความสงบภายใต้ความเครียดถูกสมองให้มุ่งไปสู่การขจัดความเครียด
เรื่องข้างต้นเป็นขบวนการจัดการกับความเครียดอย่างหนึ่ง เทคนิคการกีฬาของเรื่องนี้น่าสนใจ การเล่นที่ดีอยู่ที่ใจเป็นสำคัญ ซึ่งสามารถฝึกหัดได้ เพื่อเสริมสร้างพลังไปสู่ความสำเร็จพลังในสมองและจิตที่สั่งให้ร่างกายค้นพบ Zone และมุ่งมั่นไปที่ Focus จุด ๆ เดียวที่ลูกบอล
ลูกกอล์ฟ คิดถึงความสงบบนจุดเล็กที่สุดของลูกบอล ลูกกอล์ฟ ผลงานที่ได้กลับเป็นเป้าหมายที่คาดหวังไว้ เมื่อเรามองลูกบอลทุกอย่างจะชัดเจน การมุ่งมั่นบนความเป็นไปได้ที่เล็กที่สุด ความตั้งใจที่เด่นชัดจะทำให้เกมกีฬาเป็นความ Wonder ส่วนตัวชอบเล่นกีฬาหลายประเภท ขณะนี้เล่นเทนนิสและกอล์ฟ ไม่เคยเล่นพนันในกีฬาใด ๆ กีฬาช่วยฝึกจิตใจได้ดี รู้แพ้รู้ชนะ เคารพกฎกติกา การเล่นพนันบอลขยายตัวไปสู่เยาวชนซึ่งเป็นทุนมนุษย์ของชาติในอนาคต เป็นเรื่องน่ากลัวของสังคม บิดามารดา ครอบครัว และหน่วยราชการผู้เกี่ยวข้องมีภาระหน้าที่ป้องปราบ ปราบปรามให้ทันก่อนความเสียหายจะลุกลามจนยากเกินแก้ไข ภาพข่าวนักศึกษาแก้ไขปัญหาแพ้พนันบอล
จนต้องกลายเป็นขโมยปล้นทรัพย์สิ้นอนาคตเยาวชนคนหนึ่ง
จากหนังสือชีวจิต พ.ค.2551 หน้า 67 เขียนไว้ว่า โรคติดการพนัน การติดการพนันถือเป็นโรคในกลุ่มจิตเวชอย่างหนึ่ง จากรายงานวิจัยจำนวนมากจากต่างประเทศระบุว่าผู้เล่นการพนันมีโอกาสเป็นโรคซึมเศร้าและมีแนวโน้มที่จะฆ่าตัวตายได้มากถึงร้อยละ 20 ที่สำคัญ อาการเหล่านี้
พบในผู้ชายได้มากกว่าผู้หญิง
สร้อยสุคนธ์ นิยมวานิช
นักศึกษาปริญญาเอก Ph.D. รุ่น 2 (นวัตกรรมการจัดการ)
เรียนท่านอาจารย์จีระที่เคารพ
ในอดีตผมเป็นนักวิ่งทีมโรงเรียนเซนต์คาเบรียล ได้มีโอกาสไปแข่งขันกรีฑาเครือโรงเรียนเซนต์คาเบรียล และ อัสสัมชัญ รวม 14 โรงเรียน และได้เป็นกัปตันทีมฟุตบอลสมัยมัธยม ผมคิดว่ากีฬาช่วยให้ร่างกายเราแข็งแรง ช่วยให้เรามีงานอดิเรกที่ดีทำ แต่สมัยนี้ ใช้กีฬาเป็นเครื่อง Entertain ในทางที่ไม่ถูกต้องสักเท่าไรนัก เราใช้กีฬาในความสนุกสนานเชิงพาณิชย์มากเกินไป ไม่เน้นที่ร่างกายแข็งแรง และงานอดิเรกที่ดี
เรื่องความคิดของคน หรือพฤติกรรมของมนุษย์ในสังคม เราต้องปลูกฝังจากสังคมครอบครัวก่อน ซึ่งเป็นสังคมเล็กๆไปสู่สังคมใหญ่ จากสังคมครอบครัวไปสู่สังคมโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย แล้วก็ไปสู่สังคมระดับเขต ระดับจังหวัด จนถึงระดับประเทศ
มีสิ่งแวดล้อมมากมายที่คอยบั่นทอนความดี และคุณค่าของสังคมลง ก็น่าจะมีส่วนช่วยรับผิดชอบสังคมด้วยจรรยาบรรณที่ดี ไม่ใช่หวังในการขายผลิตภัณฑ์ของตัวเองได้ โดยไม่คำนึงถึงเยาวชนของประเทศ
เพราะสังคมในประเทศนั้นมีเราเป็นส่วนหนึ่งด้วย ดังนั้น ทุกคนจึงจะเป็นจะต้องรับผิดชอบร่วมกัน
ขอแสดงความนับถือ
ดำรงค์ วงษ์โชติปิ่นทอง
กราบเรียนอาจาย์จีระที่เคารพ
กีฬากระโดดน้ำ (diving) เป็นกีฬาที่มีวิธีการกระโดดลงไปในน้ำจากกระดานสปริง หรือที่นิยมเรียกตามภาษาอังกฤษว่า สปริงบอร์ด (springboard) จากชานหรือหอกระโดด ซึ่งเรียกกันว่า แพล็ตฟอร์ม (platform) ด้วยการเอาศีรษะหรือเท้าลงไปก่อนและมีท่าทางที่มีความยากง่ายแตกต่างกันมากมาย
อังกฤษถือเป็นชาติแรกที่จัดการแข่งขันกระโดดน้ำขึ้นอย่างจริงจัง ในปี ค.ศ. 1880 ในระยะแรก การกระโดดน้ำยังไม่มีท่าที่พลิกแพลงไปมากกว่าการกระโดดพุ่งเข้าไปข้างหน้าให้ลำตัวตั้งตรงและเอาศีรษะลงน้ำก่อน แต่ต่อมานักยิมนาสติกชาวสวีเดนและเยอรมนีเริ่มนำท่าแปลกๆใหม่ๆเข้ามาใช้ เช่น การตีลังกา (Somersault) หรือการทำเกลียว(Twist) ก่อนที่ลำตัวจะถึงผิวน้ำ ซึ่งท่าเหล่านั้นก็เป็นที่ฮือฮาเรียกความสนใจจากผู้ชมได้เป็นอย่างมาก ทำให้กีฬากระโดดน้ำกลายเป็นกีฬายอดฮิตและเรียกกันติดปาก ตั้งแต่นั้นมาจนถึงต้นศตวรรษที่ 20 ว่ากีฬากระโดดน้ำลีลา (Fancy Diving)
ในปี ค.ศ. 2008 นี้ เด็กชายอายุ 14 ปี ทอม เดลีย์ นักกระโดดน้ำจะกลายเป็นนักกีฬาจากสหราชอาณาจักรที่มีอายุน้อยที่สุดเป็นอันดับสอง ที่ได้ร่วมแข่งขันในกีฬาโอลิมปิก และอายุน้อยที่สุดในกีฬาโอลิมปิกครั้งนี้
ข้าพเจ้ากระโดดน้ำไม่เป็นแต่ชอบดูลีลาการกระโดดน้ำของผู้เข้าแข่งขันแต่ละคน ซึ่งมีลีลาท่าทางสวยงาม การที่เราจะเลือกเล่นกีฬาใด เราก็ต้องดูบริบทของตัวเองว่าเหมาะที่จะเล่นกีฬาประเภทนั้นหรือไม่ เราชอบมั้ย เล่นเเล้วสร้างความสุจให้กับตัวเองมั้ย (Happiness จาก 8H’s) (วงกลมที่ 1 ในทฤษฎี 3 วงกลม) นักกีฬาแต่ละคนก็มีแรงบันดาลใจของตัวเองคือ การได้ทำชื่อเสียงให้แก่วงศ์ตระกูลหรือประเทศชาติ ทำให้ตัวเองเป็นที่ยอมรับและเป็นคนที่มีคุณค่า (วงกลมที่ 3) แรงบันดาลใจเป็นตัวกระตุ้นและผลักดันให้เราทำสิ่งต่างๆ ที่เราต้องการให้สำเร็จ ในการกีฬาก็คือการได้เหรียญ แต่ทั้งนี้การที่เราสมหวังตามเเรงบันดาลใจที่เรามีเราต้องมีความขยันขันแข็งฝึกซ้อมอย่างเสมอต้นเสมอปลาย มีความอดทน นำความรู้ที่มีมาพลิกเเพลงกระบวนท่าทำให้มีลีลาใหม่ๆเกิดขึ้น (Creativity and Innovation capital) ซึ่งก็จะเป็นการพัฒนาความสามารถของเราในการกระโดดน้ำ (วงกลมที่ 3)
ขอบคุณค่ะ
นางสาวนิชธิมา ระย้าแก้ว
นักศึกษาปริญญาเอก Ph.D. รุ่น 2 (นวัตกรรมการจัดการ)
เรียน ศ.ดร.จีระที่เคารพ
ในอีกไม่กี่วันข้างหน้าก็จะมีการแข่งขันกีฬาโอลิมปิค เชื่อว่าหลายคนคงรอคอย แต่จุดประสงค์ในการรอคอยและรอชมการแข่งขันกีฬาของแต่ละคนคงต่างกัน บางคนชมเพื่อชื่นชอบในความสามารถของนักกีฬา แต่บางคนรอคอยเพื่อการพนัน น่าเสียใจที่เห็นคุณค่าของกีฬาที่นักกีฬาทุ่มเททั้งแรงกาย แรงใจ ฝึกซ้อมอย่างหนักเพื่อการแข่งขันที่แสดงถึงความสามารถของตน แต่กลับถูกตีค่าเพื่อการพนัน
กราบเรียน อาจารย์จีระ และผู้อ่านทุกท่าน
อีกไม่กี่วันก็จะถึงพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก 2008 ที่ประเทศจีนแล้ว เราคงมีอะไรดี ๆ ให้ดูกันอีกหลายวัน ซึ่งแต่ละวันจะมีการถ่ายทอดทางทีวีช่องต่าง ๆ ถึง 16 ชั่วโมงทีเดียว
น่าติดตามว่ากีฬาประเภทใดบ้างที่จะมีการสร้างสถิติใหม่ขึ้นมาอีก ทั้งสถิติโลก และสถิติโอลิมปิก โดยเฉพาะกีฬาที่ต้องใช้ความเร็ว และพละกำลัง เช่น ว่ายน้ำ, วิ่ง, ยกน้ำหนัก เป็นต้น กีฬาในแต่ละประเภทมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยบางครั้งคิดว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ที่จะมีใครทำลายสถิติเก่าได้ แต่ปรากฏว่า “สถิติมีไว้เพื่อทำลาย” นักว่ายน้ำอย่าง เอียน โทรป ของออสเตรเลีย ทำลายสถิติเองเป็นว่าเล่นจนกระทั่งเลิกว่ายน้ำไป ต่อมาก็มีดาวรุ่งจากสหรัฐขึ้นมาแทนที่ และน่าจะเป็นผู้ครองเหรียญว่ายน้ำสูงสุดในการแข่งขันครั้งนี้
แต่กีฬาประเภทหนึ่งที่น่าหนักใจที่สุดในทุกครั้งที่มีการแข่งขันคือ “มวยสากล” ไม่ว่าชาติใดในโลกเป็นเจ้าภาพไม่เคยเลยสักครั้งเดียวที่จะใสสะอาด จนกระทั่งน่าจะกลายเป็นวัฒนธรรมองค์กรไปแล้วที่เจ้าภาพถ้าไม่โดนน็อคส่วนใหญ่จะชนะ ทำไมกีฬาประเภทนี้ถึงไม่พัฒนาทั้งที่กีฬาชนิดอื่น ๆ เขาไปกันไกลมากแล้ว อยากเห็นประเทศไทยเป็นประเทศแรกในโลก วันใดที่เราได้จัดกีฬาประเภทนี้ในบ้านเรา เราต้องทำให้นานาอารยะประเทศเห็นว่ากีฬาทุกชนิดต้องมี “Spirit” ด้วย ใช้กีฬาสร้างมิตร อย่าใช้กีฬาสร้าง “ศัตรู” หรือรอยมลทินให้กับประเทศ อย่างที่ผ่านมาในกีฬาซีเกมส์ที่ฟิลิปปินส์ประท้วงไม่ยอมแข่ง “ชนะเพียงแค่ทำให้นักกีฬาคนเดียวได้เหรียญเพิ่มขึ้นหนึ่งเหรียญ แต่เราต้องแลกกับชื่อเสียงของคนทั้งประเทศ” ต้องถูกตราหน้าว่า “โกง” ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้มีส่วนรู้เห็นกับการกระทำด้วยเลย อยากเห็นประเทศไทยเป็นผู้นำทางด้าน “Spirit” ในเรื่องมวยสากล แสดงให้ชาวโลกประจักษ์ว่าประเทศไทย “คนไทยเก่ง” และ “ประเทศไทยเป็นชาติที่จัดมวยสากลได้ใสสะอาดที่สุดในประวัติศาสตร์โลก” ต่อไปประเทศอื่น ๆ หากเขาได้เป็นเจ้าภาพจัดมวยสากลอีก หากเขาจะโกงก็เรื่องของเขา จิตใจคนไทยพัฒนาแล้ว เราไม่ทำ อย่าคิดว่าเขาทำได้ ทำไมเราจะทำบ้างไม่ได้ คิดอย่างนั้นวงการกีฬาก็จะตกต่ำ ลงไปเรื่อย สถิติพัฒนาต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง แต่จิตใจกลับพัฒนาตรงกันข้าม ต้องใช้กีฬาสร้างมิตรภาพไร้พรมแดน แล้วสิ่งต่าง ๆ จะตามมาอย่างประเมินค่าไม่ได้
ขอบพระคุณอย่างสูงครับ
วัชรพล มณีโชติ
เรียนท่านอาจารย์จีระ
ผมอยากให้ประเทศไทยมองเรื่องพลศึกษาและกีฬามากขึ้น เพราะพลศึกษาและกีฬาเป็นเรื่องที่สำคัญเรื่องนึงในการพัฒนาประเทศชาติ เพราะพลศึกษาและกีฬาสอนคนหลายๆ อย่างในเรื่องกฎ "กติกา" ฝึกเรื่องการออกกำลังกาย สอนเรื่องการทำงานเป็นทีม การรู้แพ้รู้ชนะ การมีน้ำใจนักกีฬา รวมถึงการมีระเบียบวินัย
นอกจากกีฬาจะเป็นเกมชนิดหนึ่งแล้ว ยังเป็นการออกกำลังกายที่ดีอีกด้วย เนื่องจากคนที่เล่นกีฬาบางคน เล่นกีฬาเพื่อการออกกำลังกาย ซึ่งก็จะทำให้ผู้เล่นมีสุขภาพร่างกายที่ดี ผู้ที่ร่างกายแข็งแรง ก็จะเจ็บป่วยน้อย ถ้าประชาชนในชาติแข็งแรง ประเทศชาติก็จะพัฒนาได้เนื่องจากประชาชนมี "ทุนทางสุขภาพ" ที่ดี เมื่อร่างกายดี สมองก็ทำงานได้เต็มที่ ภาระของทางรัฐบาลในเรื่องการรักษาพยาบาลประชาชนก็น้อยลง
การใช้งบประมาณของประเทศในการสนับสนุนเรื่องพลศึกษาและกีฬา จะทำให้คนในชาติแข็งแรง และใช้งบประมาณน้อยกว่าการนำงบประมาณไปรักษาสุขภาพของประชาชนที่เจ็บป่วย การสนับสนุนให้คนเล่นกีฬา โดยการสร้างลานกีฬา และสุขภาพ ตามแหล่งชุมชนต่างๆ รวมถึงการจัดการแข่งขันกีฬาในระดับต่างๆ ให้กับประชาชน จะเป็นการส่งเสริมเยาวชนให้ห่างไกลยาเสพติด มีสุขภาพแข็งแรง มีวินัย เนื่องจากเป็นกำลังสำคัญของชาติในอนาคตต่อไป
พลศึกษาและกีฬาสร้างคน คนสร้างชาติ
นายพงศธร โฆสิตธรรม
phd. innovation management2
บทความครั้งที่ 4: 6 สิงหาคม 2551
ผมไม่เข้าใจ Michelle Wei
ขอขอบคุณท่านผู้อ่านรวมทั้งผู้ที่สนใจ Blog: เรียนรู้จากกีฬา กับ ดร.จีระ” ที่ http://www.gotoknow.org/blog/chiraacademy ดังที่คาดไว้สัปดาห์ที่แล้วมีคนเข้ามาอ่านและเรียนรู้ไม่น้อยกว่า 175 คน ผมหวังว่าผู้สื่อข่าว “สยามกีฬา” ก็คงจะเป็นสมาชิกและเป็นสังคมการเรียนรู้ด้วย เพราะการกีฬากระทบต่อมนุษยชาติทุกมิติ ทั้ง เศรษฐกิจ สังคม การเมือง วัฒนธรรม วิถีชีวิต และครอบครัว
เมื่อวันพุธที่ผ่านมาในคอลัมภ์ VIP ของสยามกีฬาได้สัมภาษณ์ คุณศศิธารา พิชัยชาญณรงค์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประโยชน์มาก เพราะท่านเน้นกีฬาในมุมกว้างต่อประเทศ และมีมุมมองที่น่าสนใจ ผมรู้จักท่าน ดี และคงจะมีโอกาสได้ร่วมมือกับท่านทำโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อกีฬาต่อไป
เป้าหมายในการเขียนบทความของผม คือ ต้องการจะให้มีผลกลับมาในลักษณะเป็น “ชุมชนกีฬาแห่งการเรียนรู้” ซึ่งผมก็จะตอบกลับไปใน Blog หรือในบทความแต่ละอาทิตย์ ผมอยากให้คนที่อยู่นอกวงการกีฬาเข้ามาร่วมแลกเปลี่ยนความคิดและนำไปปฏิบัติด้วย และจะดียิ่งขึ้นถ้าขยายวงไปสู่คนกลุ่มใหม่
ขอขอบคุณคุณระวิ โหลทอง ที่ให้การสนับสนุนอย่างดียิ่ง ผมประชาสัมพันธ์ผ่านรายการวิทยุ ชื่อ Human Talk ทาง F.M.96.5 MHz. ทุก ๆ วันอาทิตย์ 6 โมงเช้า ให้แฟนรายการวิทยุติดตามอ่านบทความใน “สยามกีฬา” ด้วย
และขอขอบคุณที่สยามกีฬาได้นำเสนอบทความนี้ทางอินเตอร์เน็ต (www.siamsport.co.th) ซึ่งก็สามารถติดตามอ่านบทความย้อนหลังได้ด้วย ต้องขอความกรุณาให้ทีมงานสยามกีฬาอัพเดทบทความให้ทันเหตุการณ์ด้วย จะได้ทราบว่ามีคนเข้ามาอ่านบทความใน Web กี่คน อย่างบทความของผม “บทเรียนจากความจริง” ทางหนังสือพิมพ์แนวหน้าทุกวันเสาร์ Web ของแนวหน้า (www.naewna.com) อ่านง่าย และ ผู้อ่านติดตามได้ใน Web ซึ่งแฟนพันธุ์แท้ทาง Web อยู่มากพอสมควร ขอบคุณพี่วารินทร์ พูนศิริวงศ์ และกองบก. แนวหน้าด้วย ผมชื่นชมในความกล้าหาญ มีจุดยืน มีแนวร่วมทำเพื่อส่วนรวม
ผมอยากจะเป็นครอบครัวข่าว “กีฬา” ของคุณระวิ เพราะดูน้อง ๆ ก็เก่งกันมาก แต่ต้องฝึกการมองกีฬาให้กว้าง เป็นวิทยาศาสตร์ เน้นยุทธศาสตร์มากขึ้น สนใจภาษาต่างประเทศหลาย ๆ ภาษา อย่างแนวคิดที่คุณระวิจะเอาแมกกาซีนฝรั่งด้านกีฬามาแปลให้คนไทยได้เรียนรู้ก็น่าสนใจ
บทความที่ผ่านมาผมเน้นฟุตบอลและพูดถึงทีมที่ผมชอบมาเกือบ 50 ปี คือ ทอตแนม ฮอตสเปอร์ และตลอด 7 วันของ “สยามกีฬา” ก็มีน้อง ๆ นักข่าวเขียนถึงทอตแนมฮอตสเปอร์มากมาย แสดงว่าแม้ว่าน้อง ๆ จะเกิดไม่ทันผม แต่ก็มีความเข้าใจและสนใจทีมอย่างสเปอร์มาก ถือว่ามีแฟนคลับของสเปอร์อยู่บ้างแล้ว และในอนาคตปีใดเกิดชนะ League สำเร็จ ก็คงจะสร้างแฟนพันธุ์แท้สเปอร์ได้มากขึ้น
เมื่อเช้าวันจันทร์ที่ผ่านมาได้มีการวิเคราะห์ทีมสเปอร์โดยหนังสือ Sunday Time ของ London ว่า
§ ปีนี้ ทำไมมีการซื้อขายมากเหลือเกิน
§ ขายก็เยอะ ซื้อก็เยอะ
§ ปีที่แล้วกองหลังก็ยังไม่ดี ซื้อแต่กองหน้าเพราะอะไร
§ ซันเดอร์แลนด์เป็นสเปอร์ 2 หรือไม่? เพราะซื้อตัวสเปอร์ไปกว่า 40 คน
สเปอร์มีมีนักเตะดีแต่มักจะเก็บไว้ไม่ได้ แต่ขายแล้วดูได้กำไรดี เช่น ไมเคิล คาริคหรือคีน ที่เพิ่งขายให้ลิเวอร์พูลไป
§ ถ้าวันใดทำสำเร็จ คือ ไปอยู่แชมเปี้ยนลีกได้สำเร็จ ก็จะได้เงินปีละ 450 ล้านปอนด์
ดังนั้น คุณรามอส กุนซือของสเปอร์ ก็ต้องทำให้สำเร็จ ก็คือ อยู่ใน Top 4 และเล่นในแชมเปี้ยนลีกให้ได้
ผมคิดว่า ครอบครัวนักข่าวสยามกีฬามีความรู้เรื่องสเปอร์มากและรู้จริงด้วย พวกเราก็จะช่วยกันสร้างกลุ่มสเปอร์ต่อไป
อาทิตย์นี้ ผมขอขอบคุณลูกศิษย์ปริญญาเอกหลาย ๆ คนที่เข้ามาใน Blog แล้ว หลาย ๆ คนก็แสดงจุดที่น่าสนใจอย่างน้อย ผมเลือกมา 2 - 3 เรื่อง อย่างเรื่องแรกเป็นแนวคิดขอคุณสร้อยสุคนธ์ ซึ่งเขียนถึงผมเมื่อวันที่ …เขียนว่า
“A Sporting Mind
อะไรที่ทำให้นักกีฬาเหรียญทองแตกต่างจากพวกเรา? อุปกรณ์การฝึกฝน? ผู้ฝึกสอนดีกว่า? ผู้เชี่ยวชาญด้านการฝึกสมองกล่าวว่าเคล็ดลับของยอดนักหวดระดับโลกอย่างโรเจอร์ เฟดเดอเรอร์ และ ไทเกอร์ วูดส์ ก็คือ Sports Psychology (จิตวิทยาการกีฬา) Dan Roberts พบว่าทำไมการฝึกจิตจึงเป็นหัวใจสำคัญ...
....นักกีฬาระดับโลกมีลักษณะภาวะความเป็นผู้นำประเภทหนึ่งซึ่งจะต้องมีวินัยและพัฒนาตนเองเสมอภายใต้ทฤษฎี 3 วงกลม สภาพแวดล้อม การฝึกฝน และแรงจูงใจของชัยชนะในเกมส์กีฬาเป็น Key Success Factor ที่มีรางวัลเป็นทั้งเกียรติและเงิน...” (ติดตามอ่านแบบเต็มได้ทาง Blog: เรียนรู้จากกีฬา กับ ดร.จีระที่ www.gotoknow.org/blog/chiracademy)
ผมชอบวิธีการมองของคุณสร้อยสุคนธ์ เพราะการจะเก่งเรื่องกีฬาได้จะต้องมีทั้ง Head และ Heart ดังนั้น การศึกษาความสามารถของคนต้องเป็นมิติต่าง ๆ ของมนุษย์ เช่น มีทุกอย่าง มีฝีมือแต่จิตใจต้องนิ่ง
พูดถึงเรื่อง Sport Psychology ก็ถือโอกาสพูดถึงมิเชล วี (Michelle Wei) ผมติดตามความสามารถของมิเชลมาตลอด แต่ก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมเธอจึงมีพฤติกรรมที่แปลกและสร้างความสงสัยให้วงการกีฬากอล์ฟ ทั้งผู้หญิงและผู้ชายอย่างมาก
มิเชลเป็นนักกอล์ฟที่ถูกมองว่า
§ แข็งนอก อ่อนใน คือสังคมภายนอกยกย่องแต่สังคมกอล์ฟอาชีพผู้หญิงไม่ประทับใจ
§ มีค่านิยมและพฤติกรรมเกี่ยวกับการมีชื่อเสียงที่แปลก
§ ถูกมองว่าไม่ชนะมืออาชีพเลยสักเรื่อง แต่อยากดังแบบไร้เหตุผล
ล่าสุด มิเชล ก็ยังไม่เคยชนะ LPGA ผู้หญิง แต่แทนที่จะทุ่มเท เป็นที่ยอมรับของนักกอล์ฟด้วยกัน และลงแข่งระดับ Major ของผู้หญิง หล่อนก็ตัดสินใจไปแข่ง PGA ของผู้ชาย ซึ่งที่ผ่านมาก็ยังไม่ประกาศความสำเร็จสักครั้งเดียว คือ นอกจากไม่เคยชนะแล้ว ยังไม่ผ่านการคัดตัวด้วย ล่าสุดการแข่งขัน PGA ที่ Reno วันที่ 2 ก็เกินมา +9 ซึ่งยังเป็นคะแนนที่ระดับมืออาชีพเขารับไม่ได้จริง ๆ
ผมลองคิดเล่น ๆ โดยศึกษามิเชลว่ามีบทเรียนอะไรให้เยาวชนเรียนรู้ ไม่ว่าจะเป็นกีฬาหรือบันเทิงหรือเรื่องอื่น ๆ อย่างน้อย 2 – 3 เรื่อง
§ เวลามีโอกาส อย่าให้หลุดลอยไปต้องทำให้สำเร็จ
§ หากมิเชลยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ คือเดินสายกลางก็คงจะรอดได้
§ หรือถ้ามิเชลใช้แนวคิดการพัฒนาทุนมนุษย์ ( 8 K’s ) ของผม K คือ ทุน 8 ชนิดของมนุษย์ซึ่ง
ผมเน้น ทุนแห่งความยั่งยืน เน้นว่าทำอะไรต้องมองการอยู่รอดระยะยาวมากกว่าระยะสั้น ๆ
§ บริหารชื่อเสียงที่สังคมยกให้ให้เกิดมูลค่าจริง ๆ ในระยะยาว ไม่ใช่มูลค่าจอมปลอมระยะสั้น
ผมก็จะเฝ้าดูมิเชลต่อไปว่าความสำเร็จของเขาจะไปจบที่จุดไหน และอะไรคือสาหตุที่ทำให้เขามีพฤติกรรมที่ประหลาด ในมุมมองของผมคิดว่าสาเหตุน่าจะมาจากเหตุผลดังต่อไปนี้
มิเชลเก่งเกินไป และประสบความสำเร็จในวัยเด็ก
§ คำว่าเก่งสำหรับมิเชลก็คือ เก่งเมื่อเทียบกับเด็กผู้หญิงรุ่นเดียวกัน แต่ไม่ได้เก่งเมื่อเทียบกับมาตรฐานของกอล์ฟผู้หญิงอย่างที่ควรจะเป็น
§ ทุนนิยมทำให้เขามีค่านิยมที่ไม่ยั่งยืน เพราะมีธุรกิจมาจ้างเขาเป็นตัวแทน และได้เงินมากเกินกว่าที่เขาจะเห็นคุณค่า ผมเข้าใจว่า Nike ให้เขาเป็นพรีเซนเตอร์ได้เงินหลายร้อยล้าน แต่เงินก็คงไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุดถ้ามิเชลรู้จักตัวเอง
§ พ่อแม่เป็นที่ปรึกษาที่ดีหรือไม่ พ่อแม่ปลูกฝังค่านิยมที่ถูกต้องหรือเปล่า
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา คุณนาวิน เจริญพร ก็ได้ร่วมแสดงความคิดเห็นใน Blog ด้วย บอกว่า
“อยากให้วิเคราะห์ว่าเหตูใดการกีฬาในประเทศไทยตอนที่เป็นเยาวชนทำไมถึงเก่งมากได้รางวัลมากมายแต่พออายุมากขึ้นจึงไม่ค่อยจะได้เรื่องได้ราวมันเกี่ยวกับเรื่องทุนต่างๆ(8K)หรือเปล่าเพราะเรามีความสามารถในตอนอายุน้อยๆแต่พออายุมากเรากลับแย่เราจะต้องปรับอะไรตรงไหนเพราะท่านอาจารย์เป็นบุคคลที่มีต้นทุนทางสังคมสูงมากน่าจะสะกิดให้ผู้ที่มีหน้าที่ในการรับผิดชอบหันมามองให้ตรงจุดโดยการใช้แนวคิดพัฒนาวงการกีฬาไทยเพื่อความฝันอย่างน้อยก็เพื่อให้เราอยู่ในความฝันที่น่าที่จะเป็นความจริงบ้าง ด้วยความเคารพอย่างสูง เด็กเทพศิรินทร์และผู้ที่ท่านอาจารย์อนุเคราะห์ให้ร่วมเข้าฟังการบรรยายป.เอกสวนสุนันทา
คำถามที่ถามก็น่าสนใจ คือ ตอนเด็กไทยเก่งแต่ตอนอายุมากขึ้นแล้วไม่สำเร็จ คำตอบก็คือ ขาดวินัย ขาดการวางแผนชีวิต ขาดทักษะในการดำรงชีวิต
คล้ายกับพ่อแม่ให้ลูกเรียนพิเศษแต่ไม่เคยให้ลูกรู้จักการดำรงชีวิต พอสอบเข้ามหาวิทยาลัยดี ๆ ได้ แต่เรียนไม่ดี ปรับตัวไม่ได้ก็ฆ่าตัวตาย
ชีวิตของคนเราต้องมองให้ครบว่าอายุ 30, 40, 50 จะประสบความสำเร็จยั่งยืนหรือไม่? คุณนาวินครับ อย่าว่าแต่เด็กเลยแม้แต่ผู้ใหญ่เองบางครั้งก็มองอะไรผิด ๆ เช่น คุณสมรักษ์ คำสิงห์ ชนะเหรียญทองโอลิมปิกแต่หลังจากนั้นชีวิตล้มเหลว ชีวิตจริงเป็นแบบอย่างให้คนรุ่นหลังได้หรือไม่?
นักกีฬาอีกคนที่ผมชอบวิเคราะห์ คือ Mike Tyson ตอนหนุ่มเก่งมากแต่การดำเนินชีวิตในระยะยาวผิดพลาดหมด แต่จอร์ช โฟร์แมนซึ่งอาจจะไม่เก่งเท่าไมค์ แต่คิดเป็น วิเคราะห์เป็น การดำเนินชีวิตของเขาในระยะยาวก็อยู่รอด บทเรียนครั้งนี้ก็ไม่ใช่ดีสำหรับนักกีฬา เท่านั้น แต่ดีสำหรับทุกอาชีพ แม้แต่อาชีพนักการเมืองซึ่งบางครั้งแม้จะมาจากครอบครัวที่มีอำนาจ มีเงิน แต่ถ้าไม่รู้จักพอ โลภ แล้วจะเหลืออะไรไว้เป็นมรดกความดีต่อสังคมไทย
Dear Prof.Dr.A.Chira,
This is my first time to join this blog. Thanks to A.Chira who creates this blog and gives us a good learning through sports and all the well-known athletes; and makes the lessons so interesting. Highly appreciate your efforts. Honestly, I am really not keen on and not good at sports. It cannot interest me, in fact. Once having a skim reading through this blog, it is, something behind the lesson to consider. Do not hesitate to share and discuss in the blog if you think so.
Below is to share my opinion on the
1. Olympic Games in China, and
2. How to enhance human capital for the global economy through sports.
Olympic Games – What is the message China wants to convey???
In China, Mao Zedong saw sports victories as a way to prove the superiority of the socialist way. Then, China started to cultivate national teams. Sports also played an eminently political role in China. When Mao decided the time had come to make friends in the West, he found sports a handy tool for that purpose, too.
Chinese nationalists in this century saw athletics as a way to create vigorous men who could wage war and change the country's reputation as the "sick man of East Asia.” On the other hand, in these three decades, China has entered into normal relations with most countries, becoming a diplomatic as well as an economic player in Asia and beyond. By hosting the Games, China is going to celebrate this status. Perhaps more important, it is going to receive international recognition of its achievements and the acceptance of the Communist Party toward political change.
Is the 2008 Beijing Olympics, where China hopes to win more medals than any other nations, intended to have a political message to the world???
How to enhance human capital for the global economy through sports
(From the report by the Economic Review Subcommittee)
Some interesting and practical guidelines are made in the report. For example:
1. To nurture a creative mindset for future generations by promoting successful sports education in schools and widening the scope of sports education.
The situation cannot change overnight. But Ministry of Education can play a vital role by commencing long term planning now to effectively deliver sports education as an integral part of the formal curriculum, of equal importance to other areas of study ie: English.
2. Government needs to send strong signals endorsing the importance of sports to a creative workforce and for successful economic development.
Speeches by nation leader should emphasize the importance of sports, policy decisions should reflect the support by fostering a more accommodating society and through greater funding for sports, ie: China leader, Mao Zedong strongly supported sport activities and used for political purpose.
3. To increase opportunities and awareness of people to participate in sport activity
Presently there is a low level of awareness and appreciation of the importance of sports. To date, the key message delivered to the public on the benefits of sports is health and fitness (keeping fit is the reason for sports participation) There is a need to promote sports from a new angle, ie sports add value to a person’s work performance, sports leading to reputation and prosperity of yourself, the family, and the nation.
Quote: “But winning medals should not be the be all and end all of sport. Simple participation, in the spirit of fair play and sportsmanship, is equally important. Health, vitality, competitiveness and teamwork are other qualities that we can develop. We do not need to be a medal-winning athlete to benefit from sport. “
PM Goh Chok Tong, July 2001
Quote: “Sports make such a good laboratory for exploring learning and change. It is because performance in sports is so directly observable, and the goals are so clear, that differences in performance are more visible”.
Timothy Gallwey
Author, Inner Game book
Best regards,
Chadarat Hengsadeekul
เรียน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ และสวัสดีครับผู้อ่านทุกท่าน
แรงจูงใจคือพลังที่ยิ่งใหญ่: สร้างได้ในการกีฬา
วันนี้อยากแสดงความคิดเห็นเรื่องกีฬาในบ้านเมืองเรา ผมเองก็ชอบเล่นกีฬาตั้งแต่เด็กตั้งแต่ ป. 1 เป็นต้นมา จนถึง ป.7 แต่โรงเรียนที่ผมเรียนอยู่สมัยประถมปีที่1 – 7 เป็นโรงเรียนในชนบทมาก ๆ (ปี 2511 – 2517 ) สมัยนั้น ไฟฟ้ายังเข้าไม่ถึง ถนนเป็นถนนดินโคลนตามธรรมชาติที่เข้าถึงเมืองได้ ทุกครั้งเมือถึงชั่วโมงวิชาพละศึกษา ผมจะคึกคัก มีความกระตือรือร้น อยากจะเรียน อยากจะลงสนาม แต่สมัยนั้น อาจารย์ที่เก่งๆ เรื่องการกีฬา ที่สอนเฉพาวิชาพละยังไม่มี ก็อาศัยอาจารย์คนเดียวกับที่สอนวิชาคณิตศาสตร์ มาทำหน้าที่สอนวิชาพละเราอีกด้วย ไม่ได้มีการสอน Basic อะไร ถึงชั่วโมงก็ลงสนาม มีลูกฟุตบอลลูกเดียว ก็ลงเตะกันชุลมุน มั่วกันไปหมด เตะแบบไร้ทิศทาง บอลมาถึงเท้าก็เตะให้แรงเข้าไว้ จะไปทิศทางไหนก็ไม่สนใจ ลูกไปทางไหนก็วิ่งเฮโลไปทางนั้น นานๆ ถึงจะได้แข่งแบบเป็นทีม แต่ผมก็ถูกคัดเลือกให้ลงเตะเป็นทีม
ในการแข่งขันระหว่างกลุ่มโรงเรียนต่างๆ จำได้ว่าสมัยเรียนอยู่ ป.4 ผมเล่นเป็นปีกขวา การเป็นปีกต้องวิ่งเร็ว ผมก็สามารถเตะลูกโด่งแรงข้ามหัวลอยเข้าประตูไปอย่างง่ายดาย ทำให้ทีมผมชนะไปในการแข่งขันนั้น
ใครจะเชื่อว่า ความสำเร็จในคราวนั้น ยังอยู่ในความทรงจำที่ดีสำหรับผมตลอดมา จนย้ายมาเข้าเรียน ม.ศ.1 – 3 ที่โรงเรียน บุญวัฒนา นครราชสีมา ที่เป็นโรงเรียนในตัวเมืองโคราช แต่มาพักอาศัยอยู่กับญาติ
ตอนอยู่ ม.ศ.1 ผมฝึกซ้อมวิ่งรอบๆ สนาม ฝึก Basic ต่างๆ (มีอาจารย์สอนวิชาพละศึกษาทางฟุตบอลโดยตรง) ฝึกฝนตอนเลิกเรียนทุกวัน เพื่อเตรียมคัดตัวเป็นนักฟุตบอลของโรงเรียน อาศัยที่เป็นคนฝึกซ้อมเป็นประจำ ฝีเท้าพอไปได้ (ตัวยังเล็กกว่าเพื่อน) ก็เลยติดเป็นตัวสำรอง ดีใจที่จะได้เป็นนักฟุตบอลของโรงเรียน แต่มีปัญหาเรื่องเวลา เพราะต้องช่วยญาติทำงานตอนเย็นหลังเลิกเรียนด้วย พ่อผมก็เลยไม่อนุญาต ให้ผมเล่นกีฬา เพราะต้องช่วยญาติทำงานหลังเลิกเรียน ดังนั้น ความหวังผมก็หมดลงไป ด้วยความจำเป็น
ที่ยกตัวอย่างของตัวเองมาในเรื่องแรงจูงใจ ว่า ถ้าเราสามารถสร้างแรงจูงใจให้เกิดขึ้นได้ในตอนเป็นเด็กได้ จะทำให้เรารักที่จะเป็นนักกีฬา อยากจะซ้อม อยากจะแข่ง เมื่อได้ลงสนามก็จะเกิดความภาคภูมิใจเพราะมีสายตาคนดู เป็นแรงจูงใจ ตอนยังแตกเนื้อหนุ่ม ก็เป็นธรรมดาที่อยากจะแสดงความสามารถอวดสาวๆ ให้มาชอบเราได้ ด้วยการกีฬา เช่นกัน
เรียน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ และสวัสดีครับผู้อ่านทุกท่าน
แรงจูงใจคือพลังที่ยิ่งใหญ่ : สร้างได้ในการกีฬา
วันนี้อยากแสดงความคิดเห็นเรื่องกีฬาในบ้านเมืองเรา ผมเองก็ชอบเล่นกีฬาตั้งแต่เด็กตั้งแต่ ป. 1 เป็นต้นมา จนถึง ป.7 แต่โรงเรียนที่ผมเรียนอยู่สมัยประถมปีที่1 – 7 เป็นโรงเรียนในชนบทมาก ๆ (ปี 2511 – 2517 ) สมัยนั้น ไฟฟ้ายังเข้าไม่ถึง ถนนเป็นถนนดินโคลนตามธรรมชาติที่เข้าถึงเมืองได้ ทุกครั้งเมือถึงชั่วโมงวิชาพละศึกษา ผมจะคึกคัก มีความกระตือรือร้น อยากจะเรียน อยากจะลงสนาม แต่สมัยนั้น อาจารย์ที่เก่งๆ เรื่องการกีฬา ที่สอนเฉพาวิชาพละยังไม่มี ก็อาศัยอาจารย์คนเดียวกับที่สอนวิชาคณิตศาสตร์ มาทำหน้าที่สอนวิชาพละเราอีกด้วย ไม่ได้มีการสอน Basic อะไร ถึงชั่วโมงก็ลงสนาม มีลูกฟุตบอลลูกเดียว ก็ลงเตะกันชุลมุน มั่วกันไปหมด เตะแบบไร้ทิศทาง บอลมาถึงเท้าก็เตะให้แรงเข้าไว้ จะไปทิศทางไหนก็ไม่สนใจ ลูกไปทางไหนก็วิ่งเฮโลไปทางนั้น นานๆ ถึงจะได้แข่งแบบเป็นทีม แต่ผมก็ถูกคัดเลือกให้ลงเตะเป็นทีม ในการแข่งขันระหว่างกลุ่มโรงเรียนต่างๆ
จำได้ว่าสมัยเรียนอยู่ ป.4 ผมเล่นเป็นปีกขวา การเป็นปีกต้องวิ่งเร็ว ผมก็สามารถเตะลูกโด่งแรงข้ามหัวลอยเข้าประตูไปอย่างง่ายดาย ทำให้ทีมผมชนะไปในการแข่งขันนั้น ใครจะเชื่อว่า ความสำเร็จในคราวนั้น ยังอยู่ในความทรงจำที่ดีสำหรับผมตลอด มา จนย้ายมาเข้าเรียน ม.ศ.1 – 3 ที่โรงเรียน บุญวัฒนา นครราชสีมา ที่เป็นโรงเรียนในตัวเมืองโคราช แต่มาพักอาศัยอยู่กับญาติ ตอนอยู่ ม.ศ.1 ผมฝึกซ้อมวิ่งรอบๆ สนาม ฝึก Basic ต่างๆ (มีอาจารย์สอนวิชาพละศึกษาทางฟุตบอลโดยตรง) ฝึกฝนตอนเลิกเรียนทุกวัน เพื่อเตรียมคัดตัวเป็นนักฟุตบอลของโรงเรียน อาศัยที่เป็นคนฝึกซ้อมเป็นประจำ ฝีเท้าพอไปได้ (ตัวยังเล็กกว่าเพื่อน) ก็เลยติดเป็นตัวสำรอง ดีใจที่จะได้เป็นนักฟุตบอลของโรงเรียน แต่มีปัญหาเรื่องเวลา เพราะต้องช่วยญาติทำงานตอนเย็นหลังเลิกเรียนด้วย พ่อผมก็เลยไม่อนุญาต ให้ผมเล่นกีฬา เพราะต้องช่วยญาติทำงานหลังเลิกเรียน ดังนั้น ความหวังผมก็หมดลงไป ด้วยความจำเป็น
ที่ยกตัวอย่างของตัวเองมาในเรื่องแรงจูงใจ ว่า ถ้าเราสามารถสร้างแรงจูงใจให้เกิดขึ้นได้ในตอนเป็นเด็กได้ จะทำให้เรารักที่จะเป็นนักกีฬา อยากจะซ้อม อยากจะแข่ง เมื่อได้ลงสนามก็จะเกิดความภาคภูมิใจเพราะมีสายตาคนดู เป็นแรงจูงใจ ตอนยังแตกเนื้อหนุ่ม ก็เป็นธรรมดาที่อยากจะแสดงความสามารถอวดสาวๆ ให้มาชอบเราได้ ด้วยการกีฬา เช่นกัน คนเราได้สร้างให้เกิดแรงจูงใจที่ดี ที่สำเร็จได้ ภาพนั้นก็จะถูกบันทึกไว้ในสมอง และมีแนวโน้มว่าจะต้องทำให้ดีขึ้น จะต้องทำให้สำเร็จ
เพียงประเด็นเดียวนี้ก็อาจจะเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนการกีฬาของประเทศไทยได้ ซึ่งใครๆ ก็สามารถพูดได้ บอกได้ เรื่องนี้เป็นที่รู้ๆ กันอยู่แล้ว แต่ถ้าเรียนรู้จากประการณ์ความรู้สึกที่ดีของคนอื่นในเรื่องนี้จริงๆแล้วก็ จะทำให้เข้าใจความรู้สึกของคนๆ หนึ่งที่ผ่านความเป็นเด็กมาและได้รับแรงจูงใจที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติเสียมากกว่า จะเกิดจากการถูกสร้างอย่างเป็นระบบ และต่อเนื่อง ซึ่งสมัยนั้น แรงจูงใจแต่ละคนต่างคนต่างเสาะหา ได้รับมาในเรื่องกีฬาอย่างไม่เป็นระบบ ดังนั้นถ้าอยากจะให้เด็กไทยรักการกีฬาและพัฒนาควบคู่กับการศึกษาก็จะเป็นประโยชน์อย่างมากมายมหาศาล เพราะกีฬา สร้างทุกอย่าง คือสร้างให้เป็นทุนมนุษย์ที่มีคุณค่าก่อน แล้วจะสร้างอย่างอื่นได้ดี
ผมจึงอยากจะเห็นการพัฒนาทุนมนุษย์โดย อยากให้ ได้หันมาให้ความสนใจในด้าน การสร้างทุนทางกีฬา (Physical And Spirit Capital )ในด้านนี้ขึ้นด้วย เช่นกัน \
ด้วยความเคารพอย่างสูง
เจนวิทย์ เลิศอารยกุล, ป.เอก PhD 2 , SSRU
กราบเรียนท่านศาสตราจารย์ ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ และสวัสดีท่านผู้อ่านทุกท่านครับ
แวะมาเยี่ยม เวียนมาชม
ผมมีโอกาสแวะเข้ามาเยี่ยมชม Blog เรียนรู้จากกีฬากับ "ดร.จีระ" : สยามกีฬาเป็นครั้งแรก ผมขอส่งกำลังใจให้ท่านอาจารย์ดร.จีระ ในการสร้างสรรค์ข้อมูลความรู้ใหม่ๆ ให้เป็นแหล่งชุมชนเรียนรู้ออนไลน์ ที่มีการแชร์ความรู้ ความคิด ความเห็นซึ่งกันและกันครับ วันนี้ผมคงยังไม่มีอะไรมาแลกเปลี่ยนผ่านทาง Blog แห่งนี้ ผมเพียงแวะมาเยี่ยม ผมได้แหล่งเรียนรู้ใหม่เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งแหล่งที่ผมจะได้เข้ามาร่วมเรียนรู้ในเรื่องของกีฬากับท่านอาจารย์ ดร.จีระ และผู้สนใจท่านอื่นๆ ผ่านทาง Blog แห่งนี้ ผมจะหมั่นเวียนมาชมบ่อยๆ และโอกาสหน้าผมจะขอแชร์ความรู้ด้วยคนครับ...
ขอบคุณครับ
นายอานนท์ จิตอุทัย