ฟุตบอลอังกฤษ/โอลิมปิกที่จีน
(ตีพิมพ์ ฉบับวันพุธที่ 30 กรกฎาคม 2551)
การเขียนครั้งที่ 3 ของผมเริ่มมีแนวทางมากขึ้นแล้ว Blog: เรียนรู้จากกีฬากับ "ดร.จีระ": สยามกีฬา (www.gotoknow.org/blog/chiraacademy) ที่สร้างขึ้นภายใน 2 สัปดาห์ก็มีคนสนใจและคลิ๊กเข้าไปดูแล้วกว่า 100 คน ผมตั้งใจว่าจะทำให้ Blog มีประโยชน์ เพื่อให้เกิดคุณค่า เพื่อให้แฟนคลับได้รู้จักผมมากขึ้นในฐานะคนวิจารณ์กีฬา ล่าสุดขอขอบคุณ ดร.กรรธรรม จบปริญญาเอกทางด้านวิศวกรรม ได้ร่วมแสดงความคิดเห็นใน Blog เมื่อวันพุธที่ 23 กรกฎาคม 2551 เวลา 22.39 น. มีแนวคิดเกี่ยวกับกีฬาที่เป็นประโยชน์ ผมขอสรุปมาเป็นบางส่วน
“ผมเป็นคนหนึ่งครับที่ชอบเล่นกีฬา และเห็นด้วยอย่างยิ่งว่าเราสามารถเรียนรู้หลักในการดำเนินชีวิต ส่วนตัวและการงานได้จากการเล่นกีฬาครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสุขภาพ เรื่องของความอดทน ฝึกฝนมุ่งมั่น เรื่องของกลยุทธ์ในการเอาชนะในการแข่งขัน เรื่องของการทำงานเข้าขากันเป็นทีม เรื่องของการให้อภัยกันหากเกิดความผิดพลาดในการแข่งขัน แม้นในเรื่องการทำใจให้ยอมรับกับความอ่อนด้อยพ่ายแพ้ และกลับไปฝึกฝนใหม่เพื่อการแข่งขันในคราวต่อไป อย่างที่เขาว่า รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย ............อยากจะได้เชิญชวนผู้อ่านให้ลองเล่นกีฬาต่างๆที่ยังไม่เคยลอง อย่างเช่นกีฬาเรือใบถือว่าเป็นการค้นหาตัวเอง ผมได้อะไรจากกีฬาเรือใบบ้าง กีฬาเรือใบเป็นกีฬาที่นอกจากจะต้องเข้าใจหลักการ และต้องฝึกฝนการใช้เครื่องมือ คือเรือใบแล้ว เนื่องจากว่าเรือใบไปด้วยกระแสลม และกระแสน้ำซึ่งเป็นสิ่งที่เราควบคุมมันไม่ได้ แต่ต้องเข้าใจว่าจะใช้ประโยชน์จากมันอย่างไร กีฬาเรือใบเป็นกีฬาที่ต้องใช้การวางแผนล่วงหน้า ต้องมีการวางกลยุทธ์ ให้อยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบกว่าเรือลำอื่น ต้องแม่นในกฏกติกา เพราะเวลาแข่งขันจะมีเรือรวมแข่งอยู่หลายสิบลำ ซึ่งมีโอกาสกระทบกระทั่งกันมาก นอกจากนี้เรือใบประเภท keel boat อาจจะใช้คนทำงานเป็นทีม อย่างเช่นเรือใบประเภท Platu ใช้ผู้เล่น 5 คนต่อลำ แต่ละคนมีตำแหน่งหน้าที่ต่างๆกันซึ่งต้องทำงานสัมพันธ์กันอย่างดีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันไม่ให้เกิดการผิดพลาดได้ เพราะหากพลาดในจังหวะและโอกาสที่เราได้เปรียบ สถานการก็จะกลายเป็นเสียเปรียบทันที นั่นหมายถึงการฝึกฝนทำงานเข้าขากันอย่างดีในทีม และการวางแผนวางกลยุทธ์ที่ดี.........(ติดตามอ่านความคิดเห็นแบบเต็มได้ที่ Blog ครับ)”
คอลัมน์ของผมน่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับคนที่อยู่นอกวงการกีฬา แต่สนใจกีฬา เป็นเวทีที่จะแบ่งปันความรู้ และสรุปว่ามีส่วนร่วมเพราะอะไร? และมีประโยชน์อย่างไร? คุณสุดาก็ส่งมาเป็นครั้งที่ 2 และเพิ่งรู้ว่าคุณสุดาเองก็ชอบเล่นกีฬาสมัยอยู่เตรียมอุดมและจุฬาฯ ไม่ได้สนใจแค่วิทยาศาสตร์อย่างเดียว ลูกศิษย์ของผมที่เรียนปริญญาโทและปริญญาเอกก็สนใจบทความนี้ด้วย เพราะกีฬาจะช่วยพัฒนาประเทศได้แน่นอน และจะปรับพฤติกรรมของตัวเอง เพื่อนร่วมงาน ครอบครัว และการดูแลสุขภาพตัวเองให้มีความสุขและสมดุล สังคมเรามีแต่บ้างาน ตื่นเช้าก็รีบไปทำงาน บางคนต้องนั่งรถเมล์ 3 ต่อ การต่อสู่เพื่อความอยู่รอดของครอบครัว เพราะปัญหาเศรษฐกิจรุมเร้าทำให้สุขภาพของพวกเรามีปัญหา และในที่สุดชีวิตก็มีแค่วัตถุ ทำงานไปเรื่อย ๆ ขาดจิตวิญญาณ ขาดการมีเวลาได้ฟังเพลง (ลูกทุ่ง) หรือดูแลศิลปวัฒนธรรมของชุมชนเหล่านั้น ผมก็จะขอเป็นกำลังใจและเป็นแนวร่วมซึ่งกันและกัน
งานที่ผมทำอยู่ทุก ๆ งาน ผมจะต้องมี “พลัง” ทางด้านสุขภาพกายและใจ ถ้าทำงานหนักไม่มีเวลาพักผ่อน ไม่ออกกำลังกาย ความคิดใหม่ ๆ ก็ไม่เกิดขึ้น ทำงานไม่สร้างสรรค์ ผมพร้อมที่จะสู้กับงานที่สนุก ท้าทายเสมอ แต่จะต้องออกกำลังกายให้เพียงพอ อย่างบทความของผมที่ “สยามกีฬา” ผมวางแผนในช่วงวันจันทร์ถึงศุกร์คิดว่าจะเน้นอะไร แต่ช่วงที่เขียนเป็นเช้าวันอาทิตย์หลังจากออกกำลังกายแล้วอย่างน้อย 1 – 2 ชั่วโมง
อาทิตย์นี้ ผมเริ่มมองไปถึงกิจกรรมกีฬา 2 เรื่องใหญ่ที่อาจจะทำให้คนไทยได้เรียนรู้มากขึ้น และอาจจะดึงเอาบรรดาคอบอลอังกฤษมาร่วมการคิด วิเคราะห์ และสร้างการเรียนรู้ไปด้วย สำหรับบรรดาคอบอลทั้งหลายไม่ต้องวิตกหรอก ฤดูฟุตบอลอังกฤษและยุโรปกำลังจะมาถึง ยิ่งเขียนวันอาทิตย์ด้วยยิ่งได้รสชาติเพราะจะมีผลฟุตบอลวันเสาร์เรียบร้อยให้ผมได้วิเคราะห์อยู่แล้ว วันนี้ก็เลยเป็นวันแรกที่ผมจะเริ่มวิเคราะห์และขอให้ท่านผู้อ่านเรียนรู้ไปด้วย
ก่อนอื่น ผมเป็นคนที่จงรักภักดีกับทีมฟุตบอลอังกฤษมาก ผมเป็นนักบอลเทพฯ ในช่วงที่ผมเล่นบอล 2 – 3 ปีสุดท้าย ประมาณปี 1960 – 1961 ช่วงนี้บรรดาคอบอลทั้งหลายส่วนมากยังไม่เกิด ทอตแนม ฮอตสเปอร์ที่บรรดาผู้สื่อข่าวที่สยามกีฬานี่แหละที่เป็นผู้ให้กำเนิดชื่อเล่น ๆ ของสเปอร์สได้แชมป์ดับเบิ้ล คือ ชนะ FA และชนะ League ไม่ว่าจะเป็น Danny Blonflower หรือ Jimmy Greaves หรือ Tony White ซึ่งผู้สื่อข่าวกีฬาปัจจุบันไม่รู้จัก ถ้านับเวลาเกือบ 48 -49 ปีแล้ว ผมก็จงรักภักดีสเปอร์สไม่เสื่อมคลาย
ความจริงเรื่องความรักหรือจงรักภักดีของแฟนบอลต่อทีมที่เขารักก็เป็นสิ่งที่สำคัญ ผมไม่มีวันเปลี่ยนใจเด็ดขาด เลยทำให้ผมวิเคราะห์เรื่องความจงรักภักดีในอาชีพอื่น ๆ ได้ดี เช่น วันนี้เด็กรุ่นใหม่ทำงานจะถามว่าได้เงินเท่าไหร่? อยู่ไปสักพักก็ออกไปหางานอื่น ๆ เพราะได้เงิน แต่สำหรับผม ผมมีอาชีพเดียวก็คือทำงานอยู่ที่ธรรมศาสตร์ครบ 30 ปี อายุ 55 ปีแล้วก็ลาออกไม่ทำให้ใครแต่ทำเพื่อแผ่นดินคือให้ความรู้กับประชาชน
ผมไปอังกฤษผมก็จะไปดูฟุตบอลที่สนามไวท์ ฮาร์ท เลน ซึ่งไปยากเพราะอยู่ไกลมากจากสถานีรถไฟ Seven Sistersทางตอนเหนือของกรุงลอนดอน ช่วงแรกที่ผมไปดูฟุตบอลที่สนามนี้ยังต้องยืนดู และบางครั้งก็ดูเหมือนว่าไม่ค่อยจะปลอดภัย ตอนหลัง ๆ สนามปรับปรุงให้มีที่นั่งสำหรับทุกคน เมื่อไปที่ไหนผมมักจะประกาศว่าผมเป็นแฟนพันธุ์แท้ของสเปอร์ส แต่แฟนพันธุ์แท้ของสเปอร์สมีน้อยมาก ส่วนมากจะเป็นแฟนแมนยูหรือลิเวอร์พูล แต่ผมก็ไม่เสียใจเพราะผมติดตามของผมอย่างเงียบ ๆ ชนะก็ดีใจ แพ้ก็เศร้าแต่ทำใจได้
วิธีการหาความรู้ของผมในอดีตเกี่ยวกับฟุตบอลอังกฤษก็คืออ่าน ผมอ่านหนังสือ The Times ของลอนดอนมากว่า 45 ปี แล้ว สมัยก่อนไม่มีเงินก็ไปอ่านตามห้องสมุด ช่วงแรก ๆ ผมได้ไปเรียนเมืองนอกก็ไปอ่านตามห้องสมุด ช่วงนั้นไม่มีโทรทัศน์ นักข่าวอังกฤษก็จะเขียนวิเคราะห์ วิจารณ์คู่ใหญ่ เช่น สเปอร์ส-อาร์เซนนอล เกือบ ¼ หน้าของ The Times ทำให้ได้ความรู้มาก ตอนหลัง ๆ มามีการวิเคราะห์ทางรายการทีวีมากการวิเคราะห์จากข้อเขียนก็น้อยลง และกีฬาฟุตบอลกลายเป็นแหล่งการเล่นการพนันมากเกินไป
ประเด็นที่ผมจะพูดก็คือ วันนี้เราบ้าคลั่งกีฬาฟุตบอลอังกฤษมากเกินไปหรือเปล่าจึงทำให้ไม่สนใจฟุตบอลไทยไปแล้ว คนดูฟุตบอลไทยโดยเฉพาะระดับไทยลีกน้อยมาก แม้แต่ฟุตบอลจตุรมิตรระดับนักเรียนทุก ๆ 2 ปี คนดูยังเป็นหมื่น สมัยที่ผมเคยเล่นที่สนามหลวงหรือสนามศุภฯ ขนาดเป็นฟุตบอลระดับนักเรียนคนดูยังเป็นหลักหมื่น แต่เดี๋ยวนี้แม้กระทั่งฟุตบอลทีมชาติไทยต้องเป็นนัดที่สำคัญจริง ๆ คนดูจึงจะเต็มสนาม คำถามก็คือ เหตุผลคืออะไร?
ผมเขียนคอลัมน์กีฬาเพราะหวังที่จะให้คนไทยรักฟุตบอลไทย เด็กไทยมีความสามารถและมีจำนวนนักฟุตบอลมากกว่าสมัยที่ผมเล่น อย่าลืมว่าเรามีประชากรกว่า 64 ล้านคน ตัวเลือกมาก แต่อะไรคือปัญหาที่ทำให้ฟุตบอลไทยยังไม่ไปสู่อาชีพสักที เหมือนอย่างประเทศ Ivory Coast เกาหลี และญี่ปุ่น
เมื่อ 40 ปีที่แล้วผมดูฟุตบอลเยาวชนทีมชาติ ยุคนั้นมีรุ่นพี่ที่เทพศิรินทร์ ชื่อ วิชัย ชุ่มจินดาเป็นศูนย์หน้ายิงวอลเล่ย์สวยสุด คือ ชนะญี่ปุ่น 3: 1 แต่วันนี้เรากับญี่ปุ่นห่างกันกี่ปี? อย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 15 ปี ไทยสามารถปรับตัวได้ถ้าเราเอาจริง และคนทำกีฬา รักอาชีพจริง ๆ ไม่ใช่ทำเพราะไม่มีอะไรจะทำ เล่นการเมืองไปวันๆ เพื่อความอยู่รอด ผมจะไม่พูดมากว่านี้ เพราะอะไรเป็นอะไรก็รู้กัน
ความบ้าคลั่งฟุตบอลอังกฤษมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีก็คือ ได้รู้จักทีมดัง ๆ ของอังกฤษ ได้ความสนุก ดีกว่ายาเสพติด แต่อังกฤษก็เล่นฟุตบอลเหมือนธุรกิจที่ไม่พัฒนา คือ เคยเริ่มต้นมาก่อนคนอื่น แต่การปรับตัวให้ทันกับโลกที่แข่งขันสูงน้อย เช่น แข่งกับบราซิล หรือ โปรตุเกส หรือแม้กระทั่งสเปนหรืออิตาลีก็สู้ไม่ได้ อังกฤษในระดับฟุตบอลโลก ชนะแค่หนเดียว คือ ปี 1966
อยากแนะนำให้สยามกีฬาเจาะลึกเรื่องฟุตบอลอย่างเกาหลี หรือญี่ปุ่น ทวีปแอฟริกา ที่ส่งนักเตะดี ๆ มาแข่งพรีเมียร์ลีก และสำคัญที่สุดก็คือ ประเทศในอเมริกาใต้ เช่น อาเจนตินา หรือ บราซิล ปัญหาก็คือเรื่องภาษา และรายการโทรทัศน์ส่วนใหญ่ก็เน้นฟุตบอลลีกอังกฤษ ซึ่งทำให้เราขาดทฤษฎี “Diversity” คือ เราจำเจมาก ขาดความคิดที่แตกต่างและหลากหลาย
ผมอยากให้ท่านผู้อ่านมาร่วมแลกเปลี่ยนความรู้กันใน Blog เยอะ เพื่อเป็นบทเรียนให้เราได้ประโยชน์สูงสุดจากกีฬา
เรื่องที่น่าสนใจขณะนี้ คือ โอลิมปิกที่จีนซึ่งผมคงจะได้พูดถึงเป็นระยะ ๆ แต่เนื่องจากวันนี้เป็นวันแรกที่วิเคราะห์เรื่องโอลิมปิกก็คงเบาๆ ไปก่อน เมื่อเช้าวันอาทิตย์ผมพูดในรายการวิทยุ Human Talk ทาง F.M. 96.5 MHz ผมวิเคราะห์ร่วมกับคุณจีรวัฒน์ ตั้งบวรพิเชษฐ์ผู้ดำเนินรายการร่วมของผม ใช้เวลากว่าครึ่งชั่วโมงวิเคราะห์เรืองกีฬาโอลิมปิก ท่านผู้อ่านสามารถติดตามได้ทางอินเตอร์เน็ตที่ http://radio.mcot.net/fm965
บทเรียนแรกที่เราสองคนเห็นตรงกันก็คือโอลิมปิกครั้งนี้ที่ปักกิ่งเป็นเวทีที่จีนจะเปิดตัวไปสู่โลกอย่างสมบูรณ์แบบ คือจีนประสบความสำเร็จมากเรื่องเศรษฐกิจมากกว่า 20 ปี กลายเป็นประเทศที่มีอัตราการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจช่วง 10 ปีที่แล้ว เฉลี่ยกว่า 10 % บางคนถึงกับพูดว่าภายในระยะเวลาไม่ถึง 20 ปี จีนก็จะเป็นเบอร์ 1 ของโลกทางเศรษฐกิจ ชนะแม้กระทั่งอเมริกา และสหภาพยุโรป คนจีนก็เริ่มภูมิใจมากขึ้น รัฐบาลจีนก็เตรียมตัวอย่างดีที่จะจัดให้สมศักดิ์ศรี
ถ้าทำสำเร็จคงไม่ใช่แค่จีนได้เหรียญทองกี่เหรียญ แต่จะเป็นการแสดงให้เห็นว่า ตะวันออก หรือ East ซึ่งไทยของเราอยู่ด้วย หรืออาจจะเรียกว่า Asia ซึ่งท่านผู้อ่านคงทราบดีว่าในอดีต Asia หรือ East เคย ร่ำรวย รุ่งเรืองกว่าตะวันตก ทั้งเศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม และอารยธรรม แต่ 200 ปีที่ผ่านมา ก่อนปี 1945 ตะวันตกมาปกครองประเทศเหล่านี้ เราเป็นเมืองขึ้น เรียกว่า จักรวรรดินิยม แต่บัดนี้ไม่มีระบบนี้อีกต่อไป ถือได้ว่าตะวันออกจะสามารถกลับมาเป็นผู้นำของโลกได้อย่างสง่างามและตะวันตกต้องเรียนรู้จากตะวันออก
ถ้าการจัดโอลิมปิกครั้งนี้ถือว่าประสบความสำเร็จไม่มีเหตุการณ์อะไรที่ทำให้ประเทศจีนสะดุด ผู้นำอย่างจีนต้องระวังไม่ให้การจัดโอลิมปิกครั้งนี้ สะดุด ปัจจุบันเวลาเราวิเคราะห์ต้องฟังทั้งสื่อตะวันตกและตะวันออก จะฟังหรือวิเคราะห์จากสื่อตะวันตก เช่น CNN หรือ BBC เท่านั้นไม่ได้
สื่อตะวันตกเน้นว่าปัญหาโอลิมปิกในจีนจะพบอุปสรรคมากมาย เช่น
§ เรื่องสิทธิมนุษย์ชน ที่จีนยังมีปัญหาอยู่ โดยเฉพาะเรื่องทิเบต
§ เรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชนชาวจีนจะมีประชาธิปไตยแบบตะวันตกจริงหรือ
§ เรื่องความปลอดภัยของนักกีฬากว่า 20,000 คน และ
§ เรื่องภาวะอากาศเป็นพิษในปักกิ่ง
ทั้งนี้ทั้งนั้นเราก็จะต้องดูติดตามต่อไปครับ
จีระ หงส์ลดารมภ์