บทความครั้งที่ 4: 6 สิงหาคม 2551

ผมไม่เข้าใจ  Michelle Wei

 

ขอขอบคุณท่านผู้อ่านรวมทั้งผู้ที่สนใจ Blog: เรียนรู้จากกีฬา กับ ดร.จีระที่ http://www.gotoknow.org/blog/chiraacademy ดังที่คาดไว้สัปดาห์ที่แล้วมีคนเข้ามาอ่านและเรียนรู้ไม่น้อยกว่า 175 คน ผมหวังว่าผู้สื่อข่าว สยามกีฬา ก็คงจะเป็นสมาชิกและเป็นสังคมการเรียนรู้ด้วย เพราะการกีฬากระทบต่อมนุษยชาติทุกมิติ ทั้ง เศรษฐกิจ สังคม การเมือง วัฒนธรรม วิถีชีวิต และครอบครัว

เมื่อวันพุธที่ผ่านมาในคอลัมภ์ VIP ของสยามกีฬาได้สัมภาษณ์ คุณศศิธารา พิชัยชาญณรงค์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประโยชน์มาก เพราะท่านเน้นกีฬาในมุมกว้างต่อประเทศ และมีมุมมองที่น่าสนใจ ผมรู้จักท่าน ดี และคงจะมีโอกาสได้ร่วมมือกับท่านทำโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อกีฬาต่อไป

เป้าหมายในการเขียนบทความของผม คือ ต้องการจะให้มีผลกลับมาในลักษณะเป็น ชุมชนกีฬาแห่งการเรียนรู้ ซึ่งผมก็จะตอบกลับไปใน Blog หรือในบทความแต่ละอาทิตย์ ผมอยากให้คนที่อยู่นอกวงการกีฬาเข้ามาร่วมแลกเปลี่ยนความคิดและนำไปปฏิบัติด้วย และจะดียิ่งขึ้นถ้าขยายวงไปสู่คนกลุ่มใหม่

ขอขอบคุณคุณระวิ โหลทอง ที่ให้การสนับสนุนอย่างดียิ่ง ผมประชาสัมพันธ์ผ่านรายการวิทยุ ชื่อ  Human Talk ทาง F.M.96.5 MHz. ทุก ๆ วันอาทิตย์ 6 โมงเช้า ให้แฟนรายการวิทยุติดตามอ่านบทความใน สยามกีฬา ด้วย

และขอขอบคุณที่สยามกีฬาได้นำเสนอบทความนี้ทางอินเตอร์เน็ต (www.siamsport.co.th) ซึ่งก็สามารถติดตามอ่านบทความย้อนหลังได้ด้วย ต้องขอความกรุณาให้ทีมงานสยามกีฬาอัพเดทบทความให้ทันเหตุการณ์ด้วย จะได้ทราบว่ามีคนเข้ามาอ่านบทความใน Web กี่คน อย่างบทความของผม บทเรียนจากความจริง ทางหนังสือพิมพ์แนวหน้าทุกวันเสาร์  Web ของแนวหน้า (www.naewna.com) อ่านง่าย และ ผู้อ่านติดตามได้ใน Web  ซึ่งแฟนพันธุ์แท้ทาง Web อยู่มากพอสมควร ขอบคุณพี่วารินทร์ พูนศิริวงศ์ และกองบก. แนวหน้าด้วย ผมชื่นชมในความกล้าหาญ มีจุดยืน มีแนวร่วมทำเพื่อส่วนรวม 

ผมอยากจะเป็นครอบครัวข่าว กีฬา ของคุณระวิ  เพราะดูน้อง ๆ ก็เก่งกันมาก แต่ต้องฝึกการมองกีฬาให้กว้าง เป็นวิทยาศาสตร์ เน้นยุทธศาสตร์มากขึ้น สนใจภาษาต่างประเทศหลาย ๆ ภาษา อย่างแนวคิดที่คุณระวิจะเอาแมกกาซีนฝรั่งด้านกีฬามาแปลให้คนไทยได้เรียนรู้ก็น่าสนใจ

บทความที่ผ่านมาผมเน้นฟุตบอลและพูดถึงทีมที่ผมชอบมาเกือบ 50 ปี คือ ทอตแนม ฮอตสเปอร์ และตลอด 7 วันของ สยามกีฬา ก็มีน้อง ๆ นักข่าวเขียนถึงทอตแนมฮอตสเปอร์มากมาย แสดงว่าแม้ว่าน้อง ๆ จะเกิดไม่ทันผม แต่ก็มีความเข้าใจและสนใจทีมอย่างสเปอร์มาก  ถือว่ามีแฟนคลับของสเปอร์อยู่บ้างแล้ว และในอนาคตปีใดเกิดชนะ League สำเร็จ ก็คงจะสร้างแฟนพันธุ์แท้สเปอร์ได้มากขึ้น

เมื่อเช้าวันจันทร์ที่ผ่านมาได้มีการวิเคราะห์ทีมสเปอร์โดยหนังสือ  Sunday Time ของ London ว่า

§       ปีนี้ ทำไมมีการซื้อขายมากเหลือเกิน

§       ขายก็เยอะ ซื้อก็เยอะ

§       ปีที่แล้วกองหลังก็ยังไม่ดี ซื้อแต่กองหน้าเพราะอะไร

§       ซันเดอร์แลนด์เป็นสเปอร์ 2 หรือไม่? เพราะซื้อตัวสเปอร์ไปกว่า 40 คน

สเปอร์มีมีนักเตะดีแต่มักจะเก็บไว้ไม่ได้ แต่ขายแล้วดูได้กำไรดี เช่น ไมเคิล คาริคหรือคีน ที่เพิ่งขายให้ลิเวอร์พูลไป

§       ถ้าวันใดทำสำเร็จ  คือ ไปอยู่แชมเปี้ยนลีกได้สำเร็จ ก็จะได้เงินปีละ 450 ล้านปอนด์

ดังนั้น คุณรามอส  กุนซือของสเปอร์ ก็ต้องทำให้สำเร็จ ก็คือ อยู่ใน Top 4 และเล่นในแชมเปี้ยนลีกให้ได้

ผมคิดว่า ครอบครัวนักข่าวสยามกีฬามีความรู้เรื่องสเปอร์มากและรู้จริงด้วย พวกเราก็จะช่วยกันสร้างกลุ่มสเปอร์ต่อไป

อาทิตย์นี้ ผมขอขอบคุณลูกศิษย์ปริญญาเอกหลาย ๆ คนที่เข้ามาใน Blog แล้ว หลาย ๆ คนก็แสดงจุดที่น่าสนใจอย่างน้อย ผมเลือกมา 2 - 3 เรื่อง อย่างเรื่องแรกเป็นแนวคิดขอคุณสร้อยสุคนธ์ ซึ่งเขียนถึงผมเมื่อวันที่ เขียนว่า

“A Sporting Mind

                อะไรที่ทำให้นักกีฬาเหรียญทองแตกต่างจากพวกเรา?  อุปกรณ์การฝึกฝน?  ผู้ฝึกสอนดีกว่า?   ผู้เชี่ยวชาญด้านการฝึกสมองกล่าวว่าเคล็ดลับของยอดนักหวดระดับโลกอย่างโรเจอร์ เฟดเดอเรอร์ และ ไทเกอร์ วูดส์ ก็คือ Sports Psychology (จิตวิทยาการกีฬา)     Dan Roberts พบว่าทำไมการฝึกจิตจึงเป็นหัวใจสำคัญ...

....นักกีฬาระดับโลกมีลักษณะภาวะความเป็นผู้นำประเภทหนึ่งซึ่งจะต้องมีวินัยและพัฒนาตนเองเสมอภายใต้ทฤษฎี 3 วงกลม  สภาพแวดล้อม การฝึกฝน และแรงจูงใจของชัยชนะในเกมส์กีฬาเป็น Key Success Factor ที่มีรางวัลเป็นทั้งเกียรติและเงิน...(ติดตามอ่านแบบเต็มได้ทาง Blog: เรียนรู้จากกีฬา กับ ดร.จีระที่ www.gotoknow.org/blog/chiracademy)

 

ผมชอบวิธีการมองของคุณสร้อยสุคนธ์ เพราะการจะเก่งเรื่องกีฬาได้จะต้องมีทั้ง Head และ Heart ดังนั้น การศึกษาความสามารถของคนต้องเป็นมิติต่าง ๆ ของมนุษย์ เช่น มีทุกอย่าง มีฝีมือแต่จิตใจต้องนิ่ง

พูดถึงเรื่อง Sport Psychology ก็ถือโอกาสพูดถึงมิเชล วี (Michelle Wei) ผมติดตามความสามารถของมิเชลมาตลอด แต่ก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมเธอจึงมีพฤติกรรมที่แปลกและสร้างความสงสัยให้วงการกีฬากอล์ฟ ทั้งผู้หญิงและผู้ชายอย่างมาก

มิเชลเป็นนักกอล์ฟที่ถูกมองว่า

§       แข็งนอก อ่อนใน คือสังคมภายนอกยกย่องแต่สังคมกอล์ฟอาชีพผู้หญิงไม่ประทับใจ

§       มีค่านิยมและพฤติกรรมเกี่ยวกับการมีชื่อเสียงที่แปลก

§       ถูกมองว่าไม่ชนะมืออาชีพเลยสักเรื่อง แต่อยากดังแบบไร้เหตุผล

ล่าสุด มิเชล ก็ยังไม่เคยชนะ LPGA ผู้หญิง แต่แทนที่จะทุ่มเท เป็นที่ยอมรับของนักกอล์ฟด้วยกัน และลงแข่งระดับ  Major ของผู้หญิง หล่อนก็ตัดสินใจไปแข่ง PGA ของผู้ชาย ซึ่งที่ผ่านมาก็ยังไม่ประกาศความสำเร็จสักครั้งเดียว คือ นอกจากไม่เคยชนะแล้ว ยังไม่ผ่านการคัดตัวด้วย ล่าสุดการแข่งขัน PGA ที่ Reno วันที่ 2 ก็เกินมา +9 ซึ่งยังเป็นคะแนนที่ระดับมืออาชีพเขารับไม่ได้จริง ๆ

ผมลองคิดเล่น ๆ โดยศึกษามิเชลว่ามีบทเรียนอะไรให้เยาวชนเรียนรู้ ไม่ว่าจะเป็นกีฬาหรือบันเทิงหรือเรื่องอื่น ๆ อย่างน้อย 23 เรื่อง

§       เวลามีโอกาส อย่าให้หลุดลอยไปต้องทำให้สำเร็จ

§       หากมิเชลยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ คือเดินสายกลางก็คงจะรอดได้

§       หรือถ้ามิเชลใช้แนวคิดการพัฒนาทุนมนุษย์ ( 8 K’s ) ของผม K คือ ทุน 8 ชนิดของมนุษย์ซึ่ง

ผมเน้น ทุนแห่งความยั่งยืน เน้นว่าทำอะไรต้องมองการอยู่รอดระยะยาวมากกว่าระยะสั้น ๆ

§       บริหารชื่อเสียงที่สังคมยกให้ให้เกิดมูลค่าจริง ๆ ในระยะยาว ไม่ใช่มูลค่าจอมปลอมระยะสั้น

ผมก็จะเฝ้าดูมิเชลต่อไปว่าความสำเร็จของเขาจะไปจบที่จุดไหน และอะไรคือสาหตุที่ทำให้เขามีพฤติกรรมที่ประหลาด ในมุมมองของผมคิดว่าสาเหตุน่าจะมาจากเหตุผลดังต่อไปนี้

มิเชลเก่งเกินไป และประสบความสำเร็จในวัยเด็ก

§             คำว่าเก่งสำหรับมิเชลก็คือ เก่งเมื่อเทียบกับเด็กผู้หญิงรุ่นเดียวกัน แต่ไม่ได้เก่งเมื่อเทียบกับมาตรฐานของกอล์ฟผู้หญิงอย่างที่ควรจะเป็น

§             ทุนนิยมทำให้เขามีค่านิยมที่ไม่ยั่งยืน เพราะมีธุรกิจมาจ้างเขาเป็นตัวแทน และได้เงินมากเกินกว่าที่เขาจะเห็นคุณค่า ผมเข้าใจว่า Nike ให้เขาเป็นพรีเซนเตอร์ได้เงินหลายร้อยล้าน แต่เงินก็คงไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุดถ้ามิเชลรู้จักตัวเอง

§             พ่อแม่เป็นที่ปรึกษาที่ดีหรือไม่ พ่อแม่ปลูกฝังค่านิยมที่ถูกต้องหรือเปล่า

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา คุณนาวิน เจริญพร ก็ได้ร่วมแสดงความคิดเห็นใน Blog ด้วย บอกว่า

อยากให้วิเคราะห์ว่าเหตูใดการกีฬาในประเทศไทยตอนที่เป็นเยาวชนทำไมถึงเก่งมากได้รางวัลมากมายแต่พออายุมากขึ้นจึงไม่ค่อยจะได้เรื่องได้ราวมันเกี่ยวกับเรื่องทุนต่างๆ(8K)หรือเปล่าเพราะเรามีความสามารถในตอนอายุน้อยๆแต่พออายุมากเรากลับแย่เราจะต้องปรับอะไรตรงไหนเพราะท่านอาจารย์เป็นบุคคลที่มีต้นทุนทางสังคมสูงมากน่าจะสะกิดให้ผู้ที่มีหน้าที่ในการรับผิดชอบหันมามองให้ตรงจุดโดยการใช้แนวคิดพัฒนาวงการกีฬาไทยเพื่อความฝันอย่างน้อยก็เพื่อให้เราอยู่ในความฝันที่น่าที่จะเป็นความจริงบ้าง ด้วยความเคารพอย่างสูง เด็กเทพศิรินทร์และผู้ที่ท่านอาจารย์อนุเคราะห์ให้ร่วมเข้าฟังการบรรยายป.เอกสวนสุนันทา

คำถามที่ถามก็น่าสนใจ คือ ตอนเด็กไทยเก่งแต่ตอนอายุมากขึ้นแล้วไม่สำเร็จ คำตอบก็คือ ขาดวินัย ขาดการวางแผนชีวิต ขาดทักษะในการดำรงชีวิต

คล้ายกับพ่อแม่ให้ลูกเรียนพิเศษแต่ไม่เคยให้ลูกรู้จักการดำรงชีวิต พอสอบเข้ามหาวิทยาลัยดี ๆ ได้ แต่เรียนไม่ดี ปรับตัวไม่ได้ก็ฆ่าตัวตาย

ชีวิตของคนเราต้องมองให้ครบว่าอายุ 30, 40, 50 จะประสบความสำเร็จยั่งยืนหรือไม่?            คุณนาวินครับ อย่าว่าแต่เด็กเลยแม้แต่ผู้ใหญ่เองบางครั้งก็มองอะไรผิด ๆ เช่น คุณสมรักษ์ คำสิงห์ ชนะเหรียญทองโอลิมปิกแต่หลังจากนั้นชีวิตล้มเหลว ชีวิตจริงเป็นแบบอย่างให้คนรุ่นหลังได้หรือไม่?

นักกีฬาอีกคนที่ผมชอบวิเคราะห์ คือ Mike Tyson ตอนหนุ่มเก่งมากแต่การดำเนินชีวิตในระยะยาวผิดพลาดหมด แต่จอร์ช โฟร์แมนซึ่งอาจจะไม่เก่งเท่าไมค์ แต่คิดเป็น วิเคราะห์เป็น การดำเนินชีวิตของเขาในระยะยาวก็อยู่รอด บทเรียนครั้งนี้ก็ไม่ใช่ดีสำหรับนักกีฬา เท่านั้น แต่ดีสำหรับทุกอาชีพ แม้แต่อาชีพนักการเมืองซึ่งบางครั้งแม้จะมาจากครอบครัวที่มีอำนาจ มีเงิน แต่ถ้าไม่รู้จักพอ โลภ แล้วจะเหลืออะไรไว้เป็นมรดกความดีต่อสังคมไทย