INTENTION

เราเคยพูดถึงปัญญาสามฐาน สมองสามชั้น กันมาก่อน มีความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงของฐานกายกำเนิดความมุ่งมั่น ฐานใจกำเนิดความรัก ความเมตตา และฐานความคิดกำเนิดจินตนาการความสร้างสรรค์ เกิดชีวิตที่มีความหมาย หรือจะมองในด้าน beings เป็น ฉัน เธอ/เรา มัน ที่ในระดับสมุหะก่อกำเนิดเป็น ความงาม ความดี ความจริง สาระเหล่านี้ล้วนตอกย้ำให้เราได้มองเห็นถึงความสำคัญ และนัยแห่งความจำเป็น ที่เราควรทำความเข้าใจถึงความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงของสรรพสิ่ง เข้าใจถึงความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นกับเหตุปัจจัย และการมีสติ สมาธิ ที่จะเป็นตัวสำคัญในการดูแล รับรู้่ พฤติกรรม การกระทำ และเหตุการณ์ต่างๆที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน

เบื้องหลังพฤติกรรม หรือกิจกรรม การกระทำต่างๆของเราทุกคน ก็จะมีเป้าหมาย ความตั้งใจ ความหวังแอบแฝงอยู่ ถ้าหากเรามีสมาธิ ตั้งอกตั้งใจฟังเรื่องใดเรื่องหนึ่ง นั่นคือเรามี Attention ในเรื่องนั้นๆ ไม่ทราบว่าถ้าจะเปรียบเป็น "จิตตะ" ในอิทธิบาท 4 จะได้หรือไม่ แต่ถ้าหากเราตั้งใจ ใส่ใจ ในเรื่ิองอะไรแล้ว เกิดความต้องการ มีวัตถุประสงค์ที่อยากจะให้เกิดอะไร มีการเปลี่ยนแปลงอะไร และไปจนถึงวางแผน หาทางที่จะทำให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ว่านี้ จาก attention ก็จะกลายเป็น intention ขึ้นมา ในภาษาไทยอาจจะเรียกเป็น เจตจำนง ความมุ่งมั่น หรือ "อธิษฐาน" จะได้หรือไม่

เจตจำนง อธิษฐาน

อธิษฐาน เวลาพูดถึง บางทีเราอาจจะคิดไปถึงแค่การภาวนาขอให้เกิดอะไร ต่อมิอะไร แต่อย่างที่เทพารักษ์กับคนตัดไม้ การภาวนาอยากให้เกิดอะไรนั้น มันจะมี "ที่มา" ที่แตกต่างกัน ว่าเป็น wholesome, unwholesome หรือเป็นเพราะความเห็นแก่ตัว หรือเพราะความรักความกรุณา ปัจจัยด้านที่มาของสิ่งที่เราภาวนา อธิษฐาน หรือตั้งใจมุ่งมั่นอยากให้เกิดนี้ "สามารถกลายเป็นส่วนหนึ่งของกลไก ผลักดันไปสู่สัมฤทธิผลได้ด้วย" พวกเราบางคนอาจจะเคยมีประสบการณ์ที่ว่าคิดถึงใครมากๆ ปรากฏว่าคนๆนั้นจู่ๆก็ปรากฏตัวขึ้น หรือโทรมาหา หรือ email มาหา ฯลฯ เราก็ดีอกดีใจใน "ความบังเอิญ" ที่ว่านี้ คนบางคนอยากจะเรียนอะไรมากๆ ตระเตรียมความพร้อมเป็นอย่างดี จู่ๆครูคนที่เราอยากเรียนด้วยก็ปรากฏตัวมา หรือมีเหตุการณ์สนับสนุนที่ทำให้เราได้สมประสงค์ในรูปแบบต่างๆ อาจจะมีทุนการศึกษา อาจจะมีการเชิญคนๆนี้มาพูด ฯลฯ มีคำพูดว่า "เมื่อนักเรียนพร้อม ครูก็ปรากฏ" นั้นก็ การที่นักเรียน "อยากเรียนเหลือเกิน" ก็เป็นองค์ประกอบของคำว่า "พร้อม" ด้วยเช่นกัน การศึกษาเรื่อง intention ที่โยงใยไปถึง heart rhythm และคลื่น Electromagnetic Wave ที่แผ่รัศมีออกมาภายนอกร่างกาย สามารถแสดงให้เห็นการเกิดดุลประสานระหว่าง heartrate กับ brainwave ของคนสองคนเมื่อมีการสัมผัสกัน อาจจะช่วยอธิบายว่าทำไม เมืื่อเรามี intention เกิดขึ้นแล้ว บางครั้งอาจจะเกิดผลทางกายภาพต่อวัตถุ ต่อสิ่งแวดล้อม หรือแม้กระทั่งต่อสิ่งมีชีวิตอื่นๆ

เมื่อวันก่อน ผมนั่งเครื่องบินจากหาดใหญ่จะไปดอนเมือง ปรากฏว่าต้องนั่งติดกับครอบครัวน่ารักครอบครัวหนึ่ง มีเด็กทารกอายุประมาณ 4 ขวบกว่าๆหนึ่งคนมาด้วย ผมนั่งอยู่แถวหลังเด็กคนนี้ก็จะชะโงกหน้าหันกลับมาล้อหลอกกับผมก่อนที่เครื่องจะออก แต่พอเครื่องกำลังเริ่ม take off เสียงมันดังมาก ปรากฏว่าเด็กคนนี้ก็ร้องไห้ดิ้นรนเสียงดังมาก พ่อแม่จะช่วยยังไงก็ไม่อยู่ ทั้งดิ้นรน ทั้งกรีดร้อง ทุบตีกรีดข่วนใครต่อใครที่พยายามจะมาช่วยเหลือ ผมกำลังอ่านหนังสือเรื่อง Intention Experiment ของ Lynne McTaggart เกี่ยวกับเจตจำนง เจตนารมย์ ที่มีผลต่อกายภาพรอบๆตัวอยู่พอดี เห็นว่าสงสัยจะอ่านต่อไปก็ไม่รู้เรื่อง ก็เลยปิดหนังสือ หลับตา บอกกับตัวเองให้สงบลง ให้ calm down ลง และขอเชื่อมโยงหัวใจของเราออกไปหาคนรอบๆข้าง ขอเชื่อมโยงความสงบของเรากับคนรอบๆข้าง อีกวูบหนึ่งผมรู้สึกตัว กำลังคิดว่าสงสัยจะหลับไป ปรากฏว่าเครื่องบินพึ่งตั้งลำได้ รักษาเพดานบิน แต่บรรยากาศรอบข้างดูจะสงบลงเยอะ เจ้าเด็กน้อยที่เมื่อสักครู่กำลัง scream แผดเสียง ยืนหันหลังเกาะเก้าอี้ มองผมตาแป๋วอยู่ ก็เลยยักคิ้วไปทีนึงให้ การเดินทาง trip นี้ก็สงบสุขสันติมาโดยตลอด

ครับ ก็คงจะมีเหตุผลมากมายที่จะอธิบายว่าทำไมเด็กที่กำลัง tantrum ถึงสงบลง เครื่องบินอาจจะนิ่งแล้ว เด็กอาจจะเหนื่อยแล้ว แต่แว่บนึงที่ผมรู้สึกว่าเราได้ "เชื่อมโยง" กัน และความสงบที่เกิดขึ้นในใจของเรา ถูก resonance หรือกำทอนกับอารมณ์ของคนรอบๆข้างได้

ภาพถ่ายเคอร์เลียน (Kirlian photography)

เป็นเทคนิกการสร้างภาพโดย high voltage electric field ที่แสดงปรากฏการณ์น่าสนใจของการ "แผ่" รูปแบบของอะไรบางอย่างจากวัตถุ หรือจากสนามพลังของสิ่งมีชีวิต

 

จากการศึกษาทั้งปรากฏการณ์ของ electromagnetic field, การใช้เครื่อง polygraph ของ Cleve Backster มาดัดแปลงเพื่อใช้ในการตรวจจับการตอบสนองของพืชต่อสิ่งแวดล้อม เครื่องมือของ Backster มีความไวในการตรวจมาก การเปลี่ยนแปลง biocommunication เพียงเล็กน้อย เครื่องมือนี้ก็จะสามารถบันทึกไว้ได้ Backster พบว่าเมื่อเราเอื้อมมือจับใบไม้ ต้นไม้ เครื่องมือ polygraph ที่ดัดแปลงของเขา สามารถจับการเปลี่ยนแปลงบางประการของสนามพลังรอบๆต้นไม้ได้ เขาได้ทำการทดลองต่อเกี่ยวกับ intentions โดยการ "ทดลองตั้งใจจะเผาใบไม้" ของต้นไม้ โดยที่ยังไม่ได้เผาจริงๆ แค่ตั้งใจเท่านั้น ปรากฏว่าทันทีทันใด ต้นไม้ที่เขากำลัง attention อยู่นั้น ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงของสนามพลังขึ้นมาทันที

มีคนทำการทดลองผลกระทบของ intention / attention หลายระบบ หลายระเบียบการวิจัย ที่น่าสนใจคือในเรื่องของการ healing หรือการเยียวยา ที่ถ้าหากใช้ healer หรือหมอรักษาความเจ็บป่วยโดยสนามพลัง (healer มีหลากหลายวิธี Reiki ก็เป็นหนึ่งในวิธีการเยียวยาโดยการแผ่พลังการรักษาจากมือของ healer) ก็มีการรวบรวมเอา healers หลายๆคน มาทดลองส่ง Intention ในการเยียวยา ปรากฏว่าคนไข้กลุ่มนี้มีอัตราการหาย การบรรเทาโรค แสดงออกมาได้ชัดเจนในหลายๆ parameters ที่วัดอยู่ อาทิ การวัดจำนวนเม็ดเลือดขาวในเลือดของผู้ป่วย AIDs เป็นต้น

สังคมในตอนนี้ เรากำลัง "รู้สึกกันอย่างไรต่อกันและกัน"?

ถ้าหาก "สนามพลัง intention" มีจริง เราอาจจะเริ่มสงสัยกันแล้วว่า สนามพลังที่ปลดปล่อยออกมาตลอดเวลา เพราะคนเราที่เดินไป เดินมา อยู่รอบๆตัวเรานี้ ก็มี intention หรือมีความปราถนา ความต้องการ อธิษฐานอะไรอยู่ตลอดเวลาเช่นเดียวกัน

คลื่นที่ปลดปล่อยออกมารอบๆตัวเรา เป็นพลังงานที่ยังไม่ได้จัดระเบียบ นักฟิสิกส์เคยบอกว่า อนุภาคแสงที่ออกมาจากหลอดไฟเล็กๆดวงหนึ่งนั้น ที่จริงมีพลังงานที่สูญเสียเปล่าจำนวนมหาศาล เพราะลักษณะของคลื่นพลังงานทั้งหมดเหล่านี้หักล้างกันไปหมด เหลือความสว่างกระจายรัศมีจากหลอดไฟออกมาไม่กี่เมตร แต่ถ้าหากเราคิดค้่นวิธีที่จะจัดระเบียบพลังงานทั้งหมด ทุกๆโฟตอน ที่ออกมาจากหลอดไฟ ให้เสริมซึ่งกันและกันได้ เราจะได้พลังงานที่สูงกว่าพลังงานบนพื้นผิวของดวงอาทิตย์เสียอีก concept เรื่องการจัดระเบียบพลังงาน และการสูญเสียพลังงานนี้ อธิบายว่าทำไมปรากฏการณ์ intentions ที่ไม่ได้มีการควบคุมบริบทสิ่งแวดล้อมที่ดี จึงไม่ได้พบบ่อยมากนัก

แต่เราก็ทราบดีว่า มีหลายครั้งครา ที่ "อารมณ์ร่วม" ของคนหมู่มาก ทำให้เกิดคลื่นความบ้าคลั่งที่ถ่ายทอดจากปัจเจกบุคคลไปเป็นสมุหะได้ ที่เราเรียกว่า mass hysteria หรือจิตหลอนหมู่ พลังงานที่เกิดขึ้นในเหตุการณ์บางอย่าง อาทิ สนามรบ สนามกีฬา เทศกาลเฉลิมฉลองบางอย่าง ที่พลังงานหลากหลายดูเหมือนจะมีการ align ตรงกัน และเสริมกัน ผู้คนรู้สึกตนเองมีพลังงานมากขึ้นกว่าเดิม มากกว่าตอนอยู่ตามลำพัง เกิดความฮึกเหิม เกิดความมั่นใจ

เพียงแต่ว่าสังคมในปัจจุบันนี้ ดูจะมีความเสี่ยงอยู่ไม่น้อย เนื่องจากว่า "ความรู้สึกร่วม หรืออารมณ์สมุหะ" เดี๋ยวนี้ มันไม่ค่อยเป็นอารมณ์บวกเท่ากับอารมณ์ด้านลบ คลื่นพลังงานของความเกลียดชัง ความโกรธ ความอยากให้เกิดเรื่องเลวร้าย ดูเหมือนจะมีการจัดระเบียบเสริมพลังได้มากกว่า บ่อยกว่า คลื่นพลังงานด้านบวก ด้านการสร้างความดี ด้านการสร้างสันติ แม้แต่คนที่บอกว่ากำลังทำอะไรเพื่อความสุข ความสงบ ก็กำลังทำด้วยพลังงานอันพลุ่งพล่านดังน้ำเดือด ตะโกน ก่นด่า เต็มไปด้วยความรุนแรง จนกระทั่งพลังงานดิบพวกนี้แสดงออกเกินความหมายของสิ่งที่กำลังพูดไปอย่างหมดสิ้น

 

 

เป็นไปได้หรือไม่ ที่เราจะสร้าง collective thoughts ที่เป็นบวกมากขึ้น แทนที่จะมีแต่ collective hatre อย่างที่เราพบกันในปัจจุบัน?