เรียนธรรมจากธรรมชาติ

                เรามักจะพบเห็นกันบ่อย ๆ ว่าเมื่อเด็กนักเรียนเข้าวัดหรือเมื่อ นิมนต์พระออกจากวัดไปสอนธรรมะในโรงเรียนสิ่งหนึ่งที่มีการจัดการเรียนเหมือนกันก็คือ การนำเด็กมานั่งฟังพระเทศน์ ซึ่งความสนใจของเด็ก ๆ ตั้งแต่ประถมจนถึงมัธยมมักจะอยู่ที่ 30 นาทีโดยประมาณ พวกเขาจะเสียสมาธิไปกับสิ่งต่าง ๆ บางคนเบื่อกับการต้องนั่งฟัง เด็ก ๆ จึงหันมาจับกลุ่มคุยกัน การจัดการเรียนการสอนธรรมะแบบนี้ส่วนใหญ่มักได้ผลก็ต่อเมื่อ ผู้บรรยายเป็นนักพูดที่เชี่ยวชาญในกลวีธีการโน้มน้าวใจให้คล้อยตามและตั้งใจติดตามฟัง อาจแทรกมุขตลกขบขันตามจังหวะแต่จะเรียกว่าเป็นการจัดการเรียนการสอนธรรมที่ได้ผลดีหาได้ไม่

          ในสมัยพุทธกาลพระพุทธเจ้าไม่ได้เกณฑ์เด็กมานั่งฟังธรรม ทรงอาศัยสภาพแวดล้อมทุกอย่างเป็นอุกรณ์เป็นสื่อในการสอน คำพูดของพระองค์สั้น ๆ แต่โดนใจเพราะเหมาะกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเกิดอะไรทรงโยงมาลงเนื้อหาธรรมได้หมดและให้ความเข้าใจแก่ผู้ฟังได้อย่างมาก การสอนธรรมแบบนั้นเรียกว่าการสอนแบบธรรมชาติ นั่นคือการนำเอาสิ่งที่ผู้ฟังสนใจมาพูด พูดเรื่องเดียวกับผู้ฟัง และมิได้พูดเองเออเองแต่ฝ่ายเดียว บางเวลาพระองค์ก็ทรงตั้งคำถามเพื่อให้ผู้ฟังตอบ เท่ากับเป็นการให้แสดงความคิดเห็นได้ ให้สื่อสารสองทางได้ ทั้งเป็นการหยิบเอาความจริงที่เกิดขึ้นเฉพาะในแต่ละสถานการณ์มาพูดให้ผู้ฟังตรองตาม จนสามารถเห็นและเข้าใจด้วยตัวเองได้

                ดังนั้นก่อนที่จะมีการเรียนการสอนธรรมะตามแบบธรรมชาติ ผู้สอนต้องใช้เวลาระยะหนึ่งในการเตรียมการเปิดใจของผู้ฟัง เช่นหยิบเอาเรื่องที่ผู้ฟังสนใจจำนวนมากมาเป็นหัวข้อสนทนา ให้ทุกคนได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็น เมื่อบรรยากาศแบบนั้นเกิดขึ้นเท่ากับเรากำลังเปลี่ยนจากการนั่งฟังเทศน์ไปเป็นการสนทนาธรรม เป็นการประชุมเสวนาเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่ทุกคนอภิปรายได้ตามความคิดเห็น แสดงความเห็นได้โดยมีผู้สอนเป็นเพียงคอยคุมประเด็นและ คอยเสริมในบางช่วง

                เป็นการสอนแบบคุรุสอนศิษย์สมัยก่อน นั่งกันใต้ร่มไม้ กินอาหารกันไป ดื่มน้ำกันไปสอนกันไป หรือหยิบเอาสิ่งรอบตัวมาสอนเชื่อมโยงจนเกิดเป็นองค์ความรู้ เป็นความเข้าใจ

อาจารย์ของซุนวูใช้ท้องนาในการสั่งสอนจนซุนวูเข้าใจสัจจธรรม  พระพุทธเจ้าทรงใช้ใบไม้แห้งในป่าเป็นอุปกรณ์ในการสอนสิ่งเหล่านี้คืออะไรหากมิใช่ทรงต้องการให้เกิดการเรียนรู้จากธรรมชาติ มนุษย์สมัยก่อนเรียนรู้จากผืนแผ่นดิน ท้องฟ้าอากาศและธรรมชาติมากกว่าเรียนรู้จากสิ่งใด ๆ แต่ปัจจุบันเรามายึดติดกับตำราจนมองข้ามความจริงในธรรมชาติไป ขอให้เรานำเอาธรรมชาติมาเป็นอุปกรณ์ ในการสอนอีกครั้ง ให้บรรยากาศสายลมแสงแดด ท้องฟ้าน้ำ เป็นครู ให้ความรู้ที่เคยมีเป็นพื้นฐานต่อยอดไปเป็นความรู้ของแต่ละคน

                การสอนธรรมแบบนี้ ทำให้ผู้เข้าเรียนได้มีโอกาสแสดงออก ทั้งความกล้า ความคิดเห็น ทั้งวีธีการลำดับเรื่องในการพูด เท่ากับว่าได้ฝึกผู้เรียนพร้อม ๆ กันในหลาย ๆ เรื่อง เมื่อจบการเรียนการสอนในแต่ละครั้งให้มีการสรุปลงกระดาษที่เตรียมให้ ในนั้นอาจจะมีคำถามปลายเปิดที่ต้องตอบแตกต่างกันในแต่ละคน

จุดสำคัญสำหรับการเรียนการสอนแบบนี้ก็คือ

1.จำนวนผู้เข้าเรียนไม่ควรจะอยู่ที่ 20-40 คน ขึ้นอยู่กับเวลาที่ใช้ในการสอน

2.ควรจัดให้มีบรรยากาศผ่อนคลาย ที่ทุกคนสามารถแสดงออกทางความคิดได้เช่นใต้ร่มไม้ หรือห้องประชุมนั่งตามสบายจะดื่มหรือกินอาหารไปด้วยก็ได้หากเหมาะกับบรรยากาศ

3.ควรใช้อุปกรณ์ขยายเสียง เช่นลำโพงหรือไมโครโฟนเพื่อให้มีจุดรวมศูนย์ในการฟัง

4.พยายามควบคุมและเปลี่ยนบรรยากาศให้ผ่อนคายเป็นกันเองมิให้เกิดความเครียด

5.ควรกำหนดเนื้อหาให้เหมาะกับวัยของผู้เรียน การสอนแบบนี้เริ่มจากประถมปลายเป็นต้นไป

6.แจกกระดาษให้แต่ละคนเพื่อให้มีการสรุปผลหลังการเรียน คิดเห็นอย่างไร ได้อะไรบ้าง

7.ผู้บรรยายเปิดประเด็นและสรุปปิดประเด็นโดยใช้เวลาไม่เกิน 5 นาที

                ด้วยวิธีการจัดการเรียนการสอนแบบนี้นอกจากจะส่งเสริมให้มีการฝึกแสดงความคิดเห็น ฝึกอภิปราย ฝึกการพูด  ฝึกการมีมารยาทในการประชุม แล้วยังเป็นการเรียนรู้ธรรมมะจากสถานการณ์จริง เมื่อถึงตอนสรุปผู้บรรยายสามารถสอดแทรกธรรมะจากสิ่งที่เกิดขึ้นในการเรียนวันนั้นได้ นอกจากนี้สิ่งที่ได้ควบคู่ไปกับการสอดแทรกธรรมะและการเรียนก็คือการปลูกฝังวีธีคิด ให้เด็ก ๆ ได้รู้จักคิดรู้จักใช้เหตุผล ในขณะเดียวกันก็รู้จักยอมรับความคิดเห็นของผู้อื่น เมื่อคนเรารู้จักคิด รู้จักใช้เหตุผลเท่ากับว่าเขาได้ความรู้ที่มีคุณค่ายิ่งสำหรับใช้ในชีวิตต่อไป นั่นหมายถึงเด็ก ๆ สามารถ คิดได้อย่างถูกต้องในแนวทางที่ถูกที่ควร โดยไม่ต้องมีการตามสอนกันมาก สิ่งที่เด็ก ๆ ได้ไปนั้นจะเปลี่ยนแปลงชีวิตเขาไปตลอดชีวิต เช่นเดียวกับเมื่อพระศาสดาทรงแสดงธรรมแล้วเปิดแสงสว่างแห่งปัญญาให้กับผู้คนทั้งหลาย ให้เข้าใจสัจธรรมด้วยตัวเอง รู้แจ้งเห็นจริงด้วยตัวเอง