ให้ทำเกษตรด้วยความรักและเคารพในธรรมชาติ เหมือนที่บรรพชนชนเผ่าทำกันมา

สัปดาห์ก่อน วางงานจากงานการศึกษา ไปช่วยทีมเกษตรชีวภาพ ทำการทบทวน-ไตร่ตรอง-วางแผน มีประเด็นที่กระตุ้นหัวใจให้อยากบันทึกไว้ เพราะมันเหมือนเรากำลังต่อจิ๊กซอว์จริงๆ ที่บางช่วงเริ่มในส่วนหนึ่งแล้วก็เป็นภาพในชุดนั้นมุมนั้น แต่เมื่อเจอภาพอีกมุมหนึ่งอีกชุดหนึ่งที่เข้ามือมาให้ต้องจับต้องต่อ มันก็เห็นเค้าลางของความเชื่อมต่อของแต่ละมุม ที่กำลังจะค่อยๆ ต่อกันเป็นภาพใหญ่ เมื่อเห็นเค้าลางของภาพใหญ่แวบๆ ก็อดจะตื่นเต้น มีกำลังใจไม่ได้ แม้จะต้องต่อกันอีกเยอะก็ตาม

คุณพ่อวิชัย โภคทวี บาทหลวงคาทอลิก ผู้ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนมาเกือบ ๒๐ ปี ผู้ซึ่งถูกพะตีจอนิ โอโดเชา ปราชญ์ปกาเกอะญอ ท้าทายสมัยคุณพ่อทำงานที่คณะกรรมการคาทอลิกเพื่อกลุ่มชาติพันธุ์ว่า "ทำไมคุณพ่อไม่ปลูกป่าที่กรุงเทพฯ ล่ะ ??"  จากบัดนั้นจนปัจจุบัน น่าจะประมาณ ๖-๗ ปีแล้ว ที่คุณพ่อได้รับคำท้า และไปทำสวนเกษตร เพื่อชีวิตและการภาวนา อยู่แถวๆ ทุ่งสีกัน เขตดอนเมือง ริมคลองประปา คุณพ่อชัดเจนในแนวคิดเรื่องเกษตรยั่งยืน แบบเชื่อมโยงกับธรรมะ มากๆ และได้มาช่วยเราในการไตร่ตรองครั้งนี้

ผู้นำทีมเกษตรของเราทั้ง ๒ คน  ซึ่งเป็นชาวบ้านที่กำลังทำเกษตรเชิงเดี่ยว เต็มไปด้วยเคมี แบบที่ทำกันทั่วไปบนดอยขณะนี้ ต้องรับผิดชอบหน้าที่ดูแล "สวนผู้หว่าน" แปลงเกษตรชีวภาพบนดอยที่เราตั้งใจจะค่อยๆ ทำไปเรียนรู้ไปกับชาวบ้าน โดยเริ่มต้นทำแบบพอกินในครอบครัว เหลือขาย แต่พอดีครอบครัวเราใหญ่มีสมาชิกกว่า ๖๐ คน

ดังนั้น การผลิตเพื่อเลี้ยงดูครอบครัวของเรา จึงพลัดหลงเข้าไปในวังวนทุนนิยม ที่จะต้องผลิตให้ได้มากๆๆ หลายครั้งแอบท้อแท้กับผลิตภัณฑ์ชีวภาพ ที่เราผลิตเองด้วยสูตร EM. ที่ไปเรียนกันถึงแหล่งที่สระบุรี ไม่ว่าจะปุ๋ยชีวภาพ หรือ ยาฆ่าแมลงชีวภาพ ที่ดูจะไม่ทันใจ สู้เคมีที่ชาวบ้านเขาใช้กันอยู่ทั่วดอยไม่ได้ หนำซ้ำ แมลงของคนอื่นยังชอบหนีสารเคมีมาแปลงเรากันยกใหญ่อีก !!

คุณพ่อวิชัยเตือนสติพวกเรา ให้ทำเกษตรด้วยความรักและเคารพในธรรมชาติ เหมือนที่บรรพชนชนเผ่าทำกันมา ไม่ต้องคิดว่าจะทำให้มากๆๆ ..ให้เราค่อยๆ รักผืนดิน แล้วผืนดินจะบอกและตอบแทนเราเอง แม้แต่แมลงต่างๆ ที่เรามองว่าเป็นศัตรูพืช ก็ให้มองว่าแมลงเหล่านี้ก็มีสิทธิที่จะมีชีวิตอยู่ด้วยเหมือนกัน บางครั้งเราอาจมองด้านเดียว ไม่เห็นถึงประโยชน์ด้านอื่นที่แมลงเหล่านี้อาจเกื้อกูลกัน ดังนั้น ถ้าเรามีปัญหาเรื่องแมลง แทนที่จะมองว่าต้องกำจัด ทำลาย เราก็ใช้วิธีป้องกันแทน เหล่านี้เป็นต้น..

แถมท้ายด้วยคำถามใหญ่ๆ ที่ดูไม่เกี่ยวแต่เป็นเรื่องเดียวกัน ให้เราต้องกลับมาคิดหนัก ว่า...

"เป้าหมาย ของการศึกษาที่เรากำลังให้กับเด็กและเยาวชนที่นี่ เพื่ออะไร?? หรือเป็นแค่การขัดสีฉวีวรรณ ให้ความรู้ทางวิชาการ เพื่อจบแล้วเข้าไปป้อนสังคมอุตสาหกรรมโดยไม่รู้ตัวเท่านั้น !!"