นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า หากพิจารณาสภาพคล่องของระบบการเงินของไทยในขณะนี้ ธปท.ยืนยันว่า ยังมีสภาพคล่องเพียงพอ และปริมาณเงินใช้จ่ายในระบบยังเพิ่มขึ้น ทำให้ยังไม่เห็นสัญญาณที่จะเกิดปัญหาเงินฝืด อย่างไรก็ตาม ต้องติดตามดูว่า ในอนาคตความต้องการเงินจากการลงทุนจะเพิ่มขึ้นอย่างไร ส่วนปริมาณสภาพคล่อง และปริมาณเงินสดในมือของธนาคารพาณิชย์นั้น ขณะนี้ยังมีเพียงพอที่จะรองรับการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยได้ โดยสภาพคล่องของระบบธนาคารพาณิชย์แบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ สภาพคล่องที่ลงทุนในพันธบัตร และสภาพคล่องที่ลงทุนระยะสั้น ซึ่งส่วนนี้สามารถแปลงเป็นเงินสดได้ทันที และการลงทุนระยะสั้นของธนาคารพาณิชย์ เท่าที่สำรวจ มีอยู่ประมาณ 500,000 ล้านบาท
นอกจากนั้น หากพิจารณาจากความต้องการสินเชื่อใหม่ในระบบขณะนี้ ยังคงเพิ่มขึ้นและหากพิจารณาจากสัดส่วนเงินฝากต่อสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์จะพบว่า มีสูงมากจนกระทั่งธนาคารพาณิชย์ขาดเงินปล่อยสินเชื่อ โดยอัตราส่วนระหว่างเงินฝากต่อสินเชื่ออยู่ที่ประมาณ 80% แสดงให้เห็นว่า สภาพคล่องของธนาคารพาณิชย์ไม่ได้ตึงตัว และไม่เห็นความผิดปกติ สำหรับผลกระทบจากการขาดสภาพคล่องของสถาบันการเงินในต่างประเทศ โดยเฉพาะสถาบันการเงินแฟนดิเม และเฟรดดีแมค ของสหรัฐฯ ไม่กระทบต่อระบบการเงินไทยโดยตรง เพราะไม่มีสถาบันการเงินไทยไปลงทุนในพันธบัตรของทั้ง 2 สถาบัน
ด้านนางจิตติมา ดุริยะประพันธ์ ผู้อำนวย การอาวุโสฝ่ายจัดการธนบัตร สายออกบัตรธนาคาร ธปท. กล่าวว่า ปริมาณธนบัตรในปี 51 ซึ่งลดลงในช่วงไตรมาสที่ 2 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้านี้ ถือเป็นเรื่องปกติ และเป็นไปตามฤดูกาลของความต้องการใช้ธนบัตรหมุนเวียนของประชาชน ซึ่งตามปกติความต้องการใช้จะมีมากในช่วงไตรมาสที่ 4 ต่อเนื่อง ไตรมาสที่ 1 ของทุกปี เพราะเป็นช่วงเทศกาลคริสต์มาส และปีใหม่ และจะลดลงในช่วงหลังเทศกาลสงกรานต์ “หากถามว่าความต้องการธนบัตรหมุนเวียนที่ลดลงในช่วงนี้สะท้อนว่าคนมีเงินสดลดลงหรือไม่นั้น คงยังไม่สามารถบอกได้ชัดเจน แต่ ธปท.กำลังติดตามดู เพื่อเปรียบเทียบการใช้เงินในแต่ละช่วงของประชาชนอยู่”
ส่วน นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง กล่าวถึงกรณีที่สถาบันการเงินขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ คือ แฟนดิเม และเฟรดดีแมค ปล่อยสินเชื่อจนประสบปัญหาขาดสภาพคล่องว่า ขณะนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อไทยมากนัก แต่ผลกระทบชั่วคราวต่อการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ไทยคงจะมีผลบ้าง นอกจากนั้น ไทยและประเทศอื่นในภูมิภาคจะได้รับผลกระทบจากเงินทุนเคลื่อนย้ายเพราะนักลงทุนต่างประเทศมีความระมัดระวังในการลงทุนมากขึ้น ด้วยการถือครองเงินสด “ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาสถาบันการเงินของสหรัฐฯ ดังนั้น ต้องระวังว่านักลงทุนต่างชาติะถือเงินสดมากขึ้น สิ่งที่ต้องทำต่อไปคือ ทำอย่างไรให้มีการพึ่งพาเงินภายในประเทศมากที่สุด เพราะการหันมาพึ่งพาระบบเศรษฐกิจในประเทศ ถือเป็นเรื่องดี เราต้องเลิกพึ่งการเคลื่อนย้ายเงินทุน โดยเฉพาะการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ แต่การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ยังไม่เปลี่ยนแปลง”
ขณะที่นางเสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า การพิจารณาอัตราดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในการประชุมวันที่ 16 ก.ค.นี้ หากมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว เพื่อแก้ไขปัญหาเงินเฟ้อไม่ถูกต้อง เพราะเงินเฟ้อสูงขึ้นจากปัญหาราคาน้ำมันแพงที่ไม่สามารถแก้ไขได้
แต่รัฐบาลต้องใช้นโยบายผสมผสานในการแก้ไขปัญหา เพราะการขึ้นอัตราดอกเบี้ยมีผลทำให้การใช้จ่ายชะลอตัว ทำให้การอัดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจของรัฐบาลไม่เกิดประโยชน์ แต่หากขึ้นดอกเบี้ยเพราะแนวโน้มดอกเบี้ยโลกอยู่ในช่วงขาขึ้นก็จำเป็นต้องทำ
ส่วนนายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า หากจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ควรทยอยปรับขึ้นหรือปรับขึ้นไม่เกิน 0.25% เพื่อส่งสัญญาณวินัยทางการคลัง เพราะขณะนี้เงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ระดับ 3.6% ซึ่งเกินกว่าเป้าหมายที่ 3.5% แล้ว และการปรับขึ้นครั้งต่อไปจะต้องทิ้งระยะ หรือปรับขึ้นอีกครั้งประมาณเดือน ต.ค. เพื่อให้การขึ้นดอกเบี้ยทั้งปีไม่เกิน 0.5% เพราะไทยไม่ได้เกิดปัญหาแค่เงินเฟ้อเท่านั้น แต่ยังมีปัญหาสภาพคล่องทางการเงินในระบบเศรษฐกิจตึงตัวด้วย
ไทยรัฐ 15 กรกฏาคม 2551