เมื่อคิดยอมรับสภาพ ที่กำลังจะเกิดต่อไปนี้ ผู้เขียนจึงหมดความกังวล
เรื่องเล่าในชีวิตผู้เขียน ช่างมีมากมายเสียจริงๆ คิดถึงวันนั้น คิดถึงวันนี้ แล้วก็จดจำเพื่อเล่าต่อๆมา
บางครั้งก็เป็นเรื่องเศร้าที่เล่าแล้วอยากร้องไห้ บางครั้งก็ฮึกเหิม เล่าแล้วก็สร้างกำลังใจให้ตัวเอง แต่ผู้เขียนก็ไม่ได้เลือกที่จะเขียนสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยเฉพาะ คละเคล้ากันไป
แต่มีเรื่องหนึ่งที่เขียนถึงบ่อยมาก คืองานบุญต่างๆที่ได้กระทำ ถ้าตามกฏแห่งธรรมชาติ ที่ว่า พลังดี ก็ย่อมส่งผลกระทบ ให้เกิดพลังดีต่อๆกันไป ดังนี้แล้วก็ยิ่งทำให้ตั้งใจที่จะเล่าสู่กันฟังยิ่งขึ้นไปอีก
นึกถึงเรื่องงานบุญข้ามชาติ เรื่องส่งผ้าไตร ไปบังกลาเทศ ก็เป็นเรื่องปิติ ที่ยังระลึกได้อยู่ วันนั้นวันทึ่ผู้เขียนนำผ้าไตร ไปส่งที่Cargo เป็นวันที่ใช้กำลังใจสุดๆ ลองมาฟังกันดูนะคะ ฟังผ่านตัวอักษรนี่แหละ
เช้าวันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๕๑
เป็นวันสุดท้าย ที่จะต้องส่งผ้าไตรแล้ว ตลอดทั้งสัปดาห์ มีแต่เรื่องราวการจัดการงานบุญนึ้ ตั้งแต่ไปรับกล่องที่อาจารย์อ้อยที่จัดหาให้ นำมาใส่ผ้าไตรจีวร ไปยืมตาชั่งมาชั่งน้ำหนัก โควต้าหนึ่งต้องไม่เกิน ๔๔ กก. หยิบผ้าเข้า หยิบผ้าออก กว่าจะได้น้ำหนักที่เหมาะสม เพราะผ้าแต่ละผืน ก็หนักไม่เท่ากัน เมื่อบรรจุได้ ๑๓ กล่อง ก็ต้องมาจับคู่ ๒ กล่องต่อโควต้า ที่สุดจึงเหลือ ๑ กล่องที่เข้ากับใครไม่ได้ และต้องหาโควต้าเพิ่ม แล้ววันนี้วันเดียว จะหาได้ไหมหนอ
เมื่อนำกล่องจีวรขึ้นรถ ก็ต้องไปเช่าผ้าคลุมของที่กระบะหลัง มิฉะนั้น ก็จะขึ้นทางด่วนไม่ได้อีก เสร็จสรรพ ผู้เขียนกับลูกชาย ก็ต้องนำรถไปคนละคัน เพราะลูกต้องไปติดต่อ อาจารย์อ้อยเพี่อหานางฟ้าคนที่เจ็ด ผู้ใจบุญ จะให้โควต้ามา ส่วนผู้เขียนเองก็ ไปชวนแม่ชีที่เป็นพี่สาว นั่งไปเป็นเพื่อนเพื่อนำผ้าไตร ไปรอที่ Cargo
บอกตรงๆ ผู้เขียนไม่รู้หรอก ว่าตึก Cargo อยู่ตรงไหน รู้แต่สนามบินสุวรรณภูมิ คิดแต่ว่า ไปหาเอาดาบหน้า
พอรถออกไปได้สัก ๑ ชั่วโมง เสียงโทรศัพท์จากอาจารย์อ้อยก็ดังขึ้น
"พี่รุ่งอยู่ตรงไหนแล้ว ฝนกำลังจะตก"
จริงๆด้วย นี่ผู้เขียนกำลังวิ่งเข้าหาฝนที่มืดทะมึนรอบด้าน บนทางด่วนมอร์เตอร์เวย์ ก็ไม่มีที่พักเสียด้วย ผ้าที่ใช้คลุม ก็ไม่ได้เป็นผ้าใบกันฝน เพราะไม่ได้นึกถึงฝนเลย ก่อนออกจากบ้าน แดดยังร้อนเปรี้ยงอยู่เลย
เมฆลอยต่ำลงทุกที บรรยากาศมืดสลัวทันตา และสายฝนก็เริ่มตกลงมา ให้แลเห็นไกลๆ เป็นฉากสีขาวขุ่น ฟ้าคะนองด้วย และผู้เขียนกำลังวิ่งเข้าไปหาทุกทีๆๆๆ
นึกถึงการต้องนำผ้าไตรไปบรรจุกล่องใหม่(ถ้าเปียกฝน) ต้องหาโค้วต้าของนางฟ้าทั้ง ๗ อีกครั้ง เพราะถ้าไม่ได้ส่งวันนี้ โค้วตาหมดอายุพอดี การเริ่มต้นใหม่จะต้องเกิดขึ้น ในเวลาอันใกล้นี้
เมื่อคิดยอมรับสภาพ ที่กำลังจะเกิดต่อไปนี้ ผู้เขียนจึงหมดความกังวล และการวิ่งเข้าหาสายฝนก็ต้องดำเนินต่อไป...
อุปสรรคแรก ที่กำลังจะต้องเผชิญ ผู้เขียนนึกขำตัวเอง ต้องทำบุญซ้ำๆอยู่เรื่อยๆหรือนี่ การหอบผ้าไตรขึ้นรถ ลงรถ จำไม่ได้แล้วว่ากี่รอบ ขับรถพาผ้าไตรหนีฝนก็หลายครั้ง เมื่อคราวมีผู้ใจบุญให้ไปรับผ้าจากเขา อีกสักครั้ง สำหรับผ้าไตรชุดนี้ ก็คงไม่เป็นไหรนะ
จะขออนุญาต เล่าเหตุการณ์ต่อในบันทึกหน้านะคะ เพราะขณะที่บันทึกนี้ ฝนก็เริ่มลงเม็ด ผู้เขียนก็จะได้นั่งดูสายฝน เพื่อทบทวนเหตุการณ์ ในวันนั้นด้วยค่ะ
แล้วมานั่งฟังกันใหม่นะคะ
สวัสดีค่ะ
อยากฟังต่อแล้วค่ะ
ช่วยลุ้นค่ะ ทำบุญด้วยความพยายามอย่างยิ่ง ก็ได้รับอานิสงส์มากเป็นทวีคูณนะคะ
สวัสดีค่ะคุณคนแอบอ่าน
แล้วเมื่อไหร่จะเห็นหน้ากันสักทีล่ะคะ
กำลังเรียบเรียงจะเขียนต่อแล้วค่ะ
คอยนะคะ
สวัสดีค่ะพี่นุช
สาธุ สาธุ สาธุ ที่มาช่วยลุ้นค่ะ เหตุการณ์จะเป็นอย่างไร ติดตามต่อไปนะคะ มีลุ้นอีกค่ะ
สวัสดีค่ะ
กราบขอบพระคุณคำอำนวยพรค่ะ
ขอให้คุณพระศรีรัตนตรัย จงปกปักรักษา ความสุข ความสงบ ความเจริญ แด่อาจารย์เช่นกันค่ะ