เรื่องราวการต่อสู้ของประชาชนกับอำนาจหน้าที่ที่สามารถทำได้ในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดย่อมเห็นได้จากการต่อสู้ของปะบูที่ทำมายาวนานจนคำหนึ่งคำที่พูดออกมาว่า “จะทำเรื่องนี้จนหมดลมหายใจ” จะมีสักกี่คนทิ่คิดอย่างนี้ ไม่ได้บอกว่าท่านเป็นคนดีหรือไม่หลายคนที่ได้รับรู้ย่อมรู้ดีกว่าการสรุปให้

2 บันทึกที่ข้าพเจ้าได้สื่อผ่านบันทึกในเรื่องของนายบู นวลศรี มันเป็นเพียงมุมหนึ่งที่ข้าพเจ้าได้รับรู้ และอยากสื่อสิ่งที่ได้รับรู้ผ่านบันทึก บอกเล่าถึงความรู้สึกที่ประทับใจ และเห็นความมีจิตสาธารณสูงของเขาผู้นี้ ที่ข้าพเจ้ายกให้เขาเป็นปราชญ์ที่แม้นจะไม่มีโล่ให้แต่ข้าพเจ้าก็คารวะด้วยใจที่จะสืบสานต่อในความรู้สึกที่ ปะเป็นอยู่ แม้ไม่ได้เสี้ยวหนึ่งก็ตาม และคำหนึ่งที่ปะพูดให้ข้าพเจ้าได้ยินทำให้รู้สึกว่ามันยิ่งใหญ่มากกับคำ ๆ นี้

 

 

เราตัดสินใจว่าเราจะทำเรื่องนี้จนหมดลม คำนี้มันออกมาจากใจของผู้ชายชื่อ บู

 

การศึกษาหลายคนบอกว่ามันสามารถทำให้คนรู้จักพัฒนา แต่มาปัจจุบันไม่สามารถตอบโจทย์นี้ได้เลยว่า การศึกษาสอนให้คนคิดเป็นหรือมีจิตสำนึกที่ดีได้หรือไม่ เพราะจากสิ่งที่ได้รับรู้จากการเรียนรู้คู่กับชุมชนของข้าพเจ้ากับกลุ่มแกนนำเครือข่ายหลาย ๆ เครือข่ายทั้ง 4 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง มันคล้ายจะสวนทางกันโดยสิ้นเชิง เพราะสิ่งที่ได้รับรู้คือ ผู้เฒ่าผู้แก่ที่มีการศึกษาแค่การอ่านออก เขียนได้ อย่างอดีตกับคนยุคปัจจุบันที่เรียนยิ่งสูงจิตสำนึกยิ่งเบาบางลงนั้นชั้นของจิตสำนึกต่างกันโดยสิ้นเชิง ซึ่งข้าพเจ้าได้เรียนรู้สิ่งเหล่านี้จากผู้เฒ่าคนหนึ่งที่อยากจะยกให้ท่านเป็นวีบุรุษแห่งลุ่มน้ำของแหลมมะขาม หรือหากมีโล่เกียรติคุณอีกมากที่อยากจะมอบให้ แต่รางวัลเหล่านั้นก็ไม่สามารถที่จะบอกถึงความเป็นนักต่อสู้ของผู้เฒ่าคนนี้ได้เลย หากไม่ได้รู้จักจากตัวตนที่เป็นจริงของเขา ปะบู นวลศรี

 

ในตัวของผู้ชายคนนี้มีแต่เรื่องของคนอื่น เขาคิดแต่ว่าจะทำอย่างไรให้คนอื่นที่รายล้อมตัวเขาได้มีความสุข นั่นคือชุมชนที่ปะอาศัยอยู่มีความสุข เมื่อคนที่เป็นส่วนย่อยของสังคมมีความสุข สังคมย่อมเป็นสุขด้วย คำหนึ่งคำที่ออกจากปากของผู้เฒ่าคนนี้มันมุ่งให้เห็นถึงแนวคิดของคนที่มีจิตวิญญาณที่คุมด้วยจิตสาธารณะจริง ๆ โดยไม่ได้ปรุงแต่ง เพราะประโยคหรือท่วงทำนองซื่อ ๆ ตรง ๆ ของปะมันส่งผ่านภาษาพูดนั้นให้เห็นชัด ๆ เราตัดสินใจแล้วว่าเราจะทำเรื่องนี้จนหมดลมนี่คือคำพูดของปากลูกผู้ชายวัยกว่าเจ็ดสิบปี ที่ผ่านการเป็นพ่อคน ปู่คนมาหลายสิบปี แต่จิตวิญญาณมันไม่ได้หายไปกับกาลเวลาเลยสักนิดเดียว

 

นั่นคือสิ่งที่ปะบอกกับผู้เข้าร่วมพูดคุยกันในวันที่มีการคุยเรื่องการจัดการยาเสพติดแบบยั่งยืน ที่ไม่ต้องมุ่งแต่กับเรื่องยาเสพติด แค่เรามาดูเรื่องการทำมาหากินนี่ ดูเรื่องเยาวชนที่กำลังหลงไปกับบริโภคนิยม และผู้ใหญ่หลายคนที่กำลังลดลงซึ่งคุณธรรม จริยธรรม ที่มันน่าจะอยู่คู่กับคนมากกว่าสิ่งที่เป็นวัตถุ ปะบอกว่า การทำงานของปะมุ่งสู่การรักษาป่า รักษาคน รักษาป่าคือสิ่งแวดล้อม ธรรมชาติ ที่เราอาศัยอยู่ เพราะมันคือตัวกลไกสำคัญของการดำรงไว้ซึ่งเผ่าพันธุ์ของมนุษย์ หากคนไม่มีธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อมก็ต้องลำบาก แต่หากมองกลับกันในอีกมุมหนึ่งหากสิ่งแวดล้อมไม่มีคนมันอยู่ได้ มันส่องผ่านให้เราเห็นถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อมหรือธรรมชาติที่เกิดก่อนคน แต่เมื่อมีคนสิ่งที่ตามมาคือสิ่งแวดล้อมหรือธรรมชาติหดหาย

 

ปะบูบอกว่า ชีวิตของเราเราต้องรักษา อย่ารอให้ใครมารักษา...มันไม่ใช่เปรียบเสมือนว่าหากเราไม่สบายเราก็ต้องรักษา หากนิสัยไม่ดีหรือมีส่วนที่เสียเราก็ต้องตัดทิ้งเสียบ้าง เมื่อคนจะกินก็มักจะเลือกกินของดี ๆ ของไม่ดีไม่กิน ธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อมก็เช่นกัน เราอย่าเอาสิ่งไม่ดีไปให้มัน เพราะมันก็มีชีวิต มันก็ไม่ต้องการสิ่งแปลกปลอมเหมือนอย่างที่คนไม่ต้องการ สำคัญคือ มันสัมพันธ์กับชีวิตเราซึ่งน่าจะใช้คำนี้ได้ หากธรรมชาติอยู่ยั่งยืนยง คนก็คงยืนหยัดอยู่ได้ หากธรรมชาติหดหาย คนก็คงต้องตายในไม่ช้า

 

ปะบอกอีกว่าหน้าที่ของปะหรือประชาชนไม่ใช่การจับหรือการปราบยาเสพติด แต่ หน้าที่ของเราคือการให้ความรู้ ให้ความคิด แก่กลุ่มคนในหมู่บ้านหรือชุมชนตัวเอง ปะบอกว่ายิ่งกลุ่มเยาวชนยิ่งต้องพูดคุยกับพวกเขาให้มาก ๆ และเข้าใจเขาให้มาก ๆ การพูดคุยคือสิ่งสำคัญในการทำงานที่จะบอกได้ว่าสำเร็จหรือไม่สำเร็จ  และอีกอย่างคือ การทำงานของเราเราต้องมีเพื่อน เพราะเพื่อนจะช่วยเราได้ หากการทำงานของเราไม่มีเพื่อนมันก็ลุ่ม ๆ ดอน ๆ สำเร็จยาก เพราะขาดซึ่งข้อมูล นี่คือการต่อสู้ทีปะทำมาตลอดชีวิตและตัดสินใจว่า จะทำเรื่องนี้จนหมดลม

 

สิ่งที่ปะบูสื่อออกมามันทำให้นึกย้อนไปให้เป็นคำถามว่า ยังมีคนที่คิดอย่างนี้อีกกี่คนหากคำตอบคือหายากหรือไม่มี ประเทศไทยคงน่าเป็นห่วง เพราะคนที่มีจิตสาธารณะหรือจิตวิญญาณที่จะรักษาไว้ซึ่งคุณธรรม จริยธรรมมันหดหายไปกับการบริโภคนิยม หดหายไปกับการก้าวสู่ยุคเทคโนโลยีที่นำเข้ามาบดบังความเป็นไทยเราจนหมดสิ้น แล้วต่อไปเราจะมีอะไรเป็นของเราเองบ้าง หากรำวง มโนราห์ อีกมากมายที่เป็นวัฒนธรรมดั้งเดิมหรือแม้แต่ผืนแผ่นดินที่เป็นชายฝั่งทั้งหลายแหล่ถูกครอบงำด้วยวัตถุ...

 

          เรื่องราวมากมายที่ผ่านการถ่ายทอดของคนหนึ่งคนมันอาจจะดูเบาบาง จนไม่เห็นคุณค่าในสายตาของคนที่วัดด้วยปริมาณ แต่ในด้านคุณภาพหรือศักดิ์ศรีแห่งการต่อสู่ไม่ง่ายกับการที่จะต่อสู้สิ่งที่รุมเร้าอย่างในปัจจุบัน กับสถานการณ์ปัญหายาเสพติดในขณะนี้ที่มันเพิ่มความรุนแรงมากยิ่งขึ้น สลับกับการเบาบางของจิตสำนึกของคนในชุมชนที่จะเสียสละ เรื่องราวการต่อสู้ของประชาชนกับอำนาจหน้าที่ที่สามารถทำได้ในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดย่อมเห็นได้จากการต่อสู้ของปะบูที่ทำมายาวนานจนคำหนึ่งคำที่พูดออกมาว่า จะทำเรื่องนี้จนหมดลมหายใจ จะมีสักกี่คนทิ่คิดอย่างนี้ ไม่ได้บอกว่าท่านเป็นคนดีหรือไม่ หลายคนที่ได้รับรู้ย่อมรู้ดีกว่าการสรุปให้

 

บทสรุปทั้ง 3 ตอนที่อยากบอกว่า 

 

อำนาจของการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดภาคประชาชนมันหนีไม่พ้นการนำเรื่องราวดี ๆ ในอดีตมาเชื่อมร้อยให้คนที่แตกแยกในปัจจุบันได้รู้ถึงรากเหง้า หรือที่มาของตัวเอง ครอบครัว ชุมชนและเพื่อนพ้อง การเฝ้าระวัง การเดินเวรยาม การส่งเสริมกลุ่มอาชีพให้กับเด็ก เยาวชนกลุ่มเสี่ยง การสร้างงานให้คนในชุชน เรื่องราวเหล่านี้ล้วนเป็นเครื่องมือที่จะป้องกันปัญหาต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี ในขณะที่หลายฝ่ายมองว่าการแก้ไขปัญหาเหล่านี้เหมือนการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ มองว่าการแก้ไขปัญหาต้องมุ่งเป้าไปที่ยาเสพติดอย่างเดียว ต้องจับ ต้องปราบ ไม่แปลกหากเป็นบทบาทหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบโดยตรง แต่ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่เป็นผู้หยัดยืนอยู่ในพื้นที่ กิน นอน ทำมาหากินอยู่ในนั้นตลอดชีวิต แล้วหากเขาทำอย่างนั้นสังคม ชุมชนจะอยู่อย่างไร ความสงบสุขจะเกิดขึ้นได้หรือ เพราะมันไม่ใช่วิถีการแก้ไขของประชาชน.....................

 

          และวิถีการทำงานของมูลนิธิภูมิพลังชุมชนไทยคือ ยึดชุมชนเป็นตัวตั้ง และมีความเชื่อว่าชุมชนมีศักยภาพในการจัดการตนเองได้โดย     เน้นความแตกต่าง และความหลากหลายของชุมชนใช้ทุนทางสังคม เน้นให้ชุมชนคิด/ตัดสินใจด้วยตนเอง ใช้หลักการพัฒนาจากภายในสู่ภายนอก มูลนิธิภูมิพลังชุมชนไทยเป็นเพียงผู้กระตุ้นสนับสนุน ส่งเสริมที่เหมาะสมและเรียนรู้ร่วมในสภาวะที่ชุมชนวิกฤติและหากต้นทุนทางสังคมต่ำ ต้องอาศัยอำนาจรัฐเป็นตัวนำ ด้วยความคิดที่เชื่อมกันอย่างนี้ บนฐานความเชื่อมั่น ศรัทธา และไว้ใจ ส่งผลให้เมื่อทั้งสองขั้วมาพบกันเกิดคำพูดหนึ่งจากปากแกนนำคูหาใต้คือ ช่างถางป่ามาเจอกันนะระหว่างมูลนิธิภูมิพลังชุมชนไทยกับภาคประชาชนอย่างเขา

 

บทสรุปของข้าพเจ้าอาจจะไม่ถูกต้องเสมอไป แต่เป็นเพียงหนึ่งคู่ของสายตา และเป็นอีกหนึ่งมุมของสังคมที่เห็น......................................................ส.ศรัณ