ความดีงาม
ในความป่าเถื่อน
...วันนี้พานักเรียนไปประกวดการอ่านเขียนภาษาไทย ได้อันดับที่ 3 ของศูนย์ฯ ก็ไม่น่าเกลียดเท่าไรเพราะเราได้รองโรงเรียนขนาดใหญ่ กับโรงเรียนขยายโอกาสเท่านั้น ประถมด้วยกันก็เซมๆ มาทราบทีหลังว่านักเรียนบางโรงเรียนแอบเอาฝิ่นขึ้นมาดูด้วย ...น่าเศร้าจัง แค่การมาทดสอบความรู้กลับทำให้เด็กทำผิดคุณธรรมที่ครูอย่างเราๆพยายามจะพัฒนา
นักเรียนในป่าเขาที่ครูเล็กเคยสอน ณ ตอนนั้นไม่เคยพูดถึงคำว่าคุณธรรม จริยธรรม แต่ทุกคนก็ไม่ดื้อ ไม่ซุกซน ถ้าซนครูเล็กคงหนีกลับบ้านมาแล้ว คงไม่อยู่นานมากขนาดนั้น .... ครูเล็กสอนเด็ก 6 ชั้นก็ยังไม่เหนื่อยเท่าทุกวันนี้เลย ไม่เคยท้อใจ ทุกลมหายใจพยายามทุ่มเทให้สมกับความหวังในสายตาที่เด็กๆมองมา เวลาเหนื่อยครูเล็กก็จะพาเด็กๆเดินเข้าป่าไปหาลูกมะเหมี่ยวกิน(ก้อเรียนรู้จากเด็กๆ) หิวน้ำก็ก้มลงวักน้ำกินจากลำธาร บางครั้งก็นั่งดูฝูงลิงป่าที่ลงมาหาน้ำดื่ม ครูเล็กสังเกตดูว่าเขาจะมีจ่าฝูงตัวใหญ่สีนวล (คงตัวใหญ่กว่าครูเล็กเสียอีก) เจ้าจ่าฝูงเขาจะลงมาสำรวจก่อนว่ามีอันตรายหรือเปล่า เพราะเขาจะมองดู ทำท่าข่มขู่เล็กน้อยด้วยการเขย่ากิ่งไม้แรงๆ (ครูเล็กกลัวแทบตาย) เขาคงเห็นเรานั่งนิ่งไม่ไหวติง เพราะกลัวมากกำลังคิดว่าถ้าพากันลงมาครูเล็กคงวิ่งหนีไม่ทันแน่ ก็มีลิงฝูงใหญ่ปานนั้น ซัก 200 -300 ตัวเห็นจะได้ แต่ก็อุ่นใจว่ามีลำธารขวางกั้นเราอยู่ก็เลยทำใจดีสู้ลิง นั่งดูเขาจนเขาพากันจากไปบนเขา เจ้าจ่าฝูงจะคอยป้องกันภัยและลับไปทีหลังตัวอื่นๆ
......จะหวนหาบรรยากาศแบบนี้ที่ไหนได้อีกเล่า..สัตว์ป่าที่ว่าเถื่อนแท้ยังไม่คิดแม้จะทำร้าย แล้วทำไมมนุษย์ไซร้ต้องทำลายและแย่งชิง...
ทุกวันในตอนเย็นครูเล็กจะชอบไปที่เขาหน้ากระท่อม ระหว่างทางจะต้องข้ามสะพานไม้เก่าๆ แล้วเดินผ่านช่องเขาเข้าไป ที่นั่นจะเป็นที่อยู่ของพญาลิงและบริวารของเขา ไปบ่อยเข้าก็เริ่มคุ้นเคย เพราะครูเล็กจะใช้เวลานั่งที่นั่นอยู่นาน..แอบเหงาเล็กๆน่ะเวลาอยู่คนเดียว...ที่หน้าทางเข้าเป็นช่องเขามีเพิงเล็กๆผุๆพังๆอยู่ ครูเล็กเห็นมีเสื้อแขนยาวเก่าๆสีทึมๆมีรอยเปื้อนเปรอะเลอะเทอะห้อยอยู่ ก็เคยสงสัยเหมือนกันว่าทำไมเจ้าของไม่มาเก็บไป แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจ เพราะคิดว่าเจ้าของคงทิ้งแล้วเพราะมันดูเก่าๆเลอะๆ ....ครูเล็กจะใช้เวลาหลังเลิกเรียนไปที่นั่นทุกวัน และกลับออกมาในตอนพลบค่ำ.... หลายวันผ่านไป...เย็นวันหนึ่งครูเล็กกลับออกมาเจอชาวบ้าน 3-4 คน ที่สะพาน ซึ่งปกติไม่ค่อยเห็นใครผ่านมาทางนี้เลย เห็นพวกเขาเร่งรีบมาก จ้ำอ้าวๆ ครูเล็กก็ทักทายเขา ถามเขาว่าจะรีบไปไหนกัน เขาบอกแต่ว่าครูเล็กรีบกลับบ้านเถอะ อย่าอยู่แถวนี้เลย ให้รีบกลับตอนนี้เพราะจะมืดแล้ว ครูเล็กก็เดินทอดน่องกลับบ้านตามปกติ...กลับมาบ้านก็เจอศิษย์เพื่อนรออยู่ที่กระท่อม (กลายเป็นองครักษ์ไปแล้ว เพราะมารอไปเฝ้าเวลา อาบน้ำ ซึ่งเวลาอาบน้ำครูเล็กก็ลงอาบในลำธารทั้งชุดที่ใส่นั่นแหละ อาจเพราะไม่เคยอาบในที่โล่งแจ้งเลยทำใจไม่ได้ เสร็จแล้วก็ขึ้นมาเปลี่ยนเสื้อผ้า เพราะฉะนั้นรับรองไม่โป๊เด็ดขาด แต่ที่ต้องเฝ้าเพราะกลัวมากกว่า )
..ครูเล็กสงสัยเรื่องที่ชาวบ้านพูดก็เลยถามศิษย์เพื่อนว่าทำไมชาวบ้านต้องรีบเร่งมากผิดปกติที่สะพาน แล้วทำไมพูดเชิงบังคับให้ครูเล็กรีบกลับบ้าน ทีแรกเขาอึกอักไม่ยอมตอบ ก็เลยยิ่งสงสัยมากกว่าเดิมจึงพยายามคาดคั้นให้เขาตอบ ก่อนเล่าเรื่อง...เขาถามว่าครูเล็กว่าเห็นอะไรที่ช่องเขาหรือเปล่า ครูเล็กก็ตอบว่าไม่เห็นมีอะไร มีแต่เพิงเก่าผุๆ แล้วมีเสื้อใครก็ไม่รู้ตัวนึง เห็นนานแล้วไม่มีใครมาเอาไปซะที เขาเลยเล่าให้ฟังว่าเจ้าของเสื้อน่ะไม่มาเอาแล้วครับ เพราะเขาถูกยิงตายไปเมื่อสองเดือนก่อน คนที่ยิงคือผมเอง นายสั่งให้มาเก็บเพราะเขาชอบแอบอ้างชื่อนายมาขูดรีดชาวบ้านเอาเงินไปซื้อเหล้ากิน นายรู้เข้าก็เลยสั่งเก็บ ที่ชาวบ้านเขาบอกให้ครูเล็กรีบกลับบ้านเพราะชาวบ้านเขากลัวผี ชาวบ้านที่ผ่านมาทางนี้ตอนเย็นหรือค่ำ จะต้องถูกหลอกทุกคน...ครูเล็กไม่รู้ว่ากลัวหรือเปล่า แต่หลังจากวันนั้นก็ยังไปที่นั่นอีกทุกวัน แต่ก็คิดในใจเสมอที่รู้สึกหวาดกลัวว่า ขอให้สิ่งดีทุกสิ่งที่ครูเล็กทำช่วยคุ้มครองครูเล็กด้วย อย่าให้เจอะเจอเรื่องร้ายๆเลย..แล้วครูเล็กก็ไม่เคยเจออะไรที่ชาวบ้านเจอ..ซึ่งครูเล็กคิดว่าคงเป็นเพราะความบริสุทธ์ใจคุ้มครองเราอยู่ตลอดเวลา..จิตที่คิดดีคงเข้มแข็งทำให้อยู่ได้อย่างรอดปลอดภัย
.....ในเช้าของวันเสาร์ในวันหนึ่งที่นั่น ครูเล็กรู้สึกเบื่อๆก็เลยให้ศิษย์เพื่อนมารับไปเที่ยวในป่า เขาก็มาตามนัด แต่มาพร้อมกับอาวุธปืนเอ็ม 16 สะพายที่ไหล่ ขับรถวิบากสีเหลืองคันเก่ามาจอดที่หน้ากระท่อมแต่เช้า ผมจะพาครูเล็กไปที่ขนำของผมในป่า ครูเล็กรีบตกลงทันทีกระโดดซ้อนท้ายมอไซด์อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องคิดมาก เพื่อนขับรถบุกป่าเข้าไปด้วยความชำนาญ ถึงจะไม่มีถนนแต่ก็สามารถขับบุกทางรกๆไปได้สมกับเป็นรถวิบากจริงๆ ครูเล็กตื่นเต้นมากกับการเดินทางแปลกใหม่ ยิ่งห่างกระท่อมออกไปไกลเท่าไร ทางก็ยิ่งรกมากเท่านั้น ประมาณหนึ่งชั่วโมงก็เข้าเขตป่าทึบมีต้นไม้ใหญ่ๆที่ครูเล็กไม่เคยเห็น และพอเข้าเขตป่าใหญ่ก็ได้ยินเสียงเครื่องยนต์ดังขึ้นเรื่อยๆ สองข้างทางมีชายฉกรรจ์ยืนอยู่เป็นระยะๆ ในมือถือปืนเอ็ม 16 ทุกคน เพื่อนบอกว่าครูเล็กไม่ต้องกลัวนะ มากับผมไม่มีใครทำร้ายครูเล็กหรอก คนพวกนี้เป็นเด็กนายเหมือนกัน แต่เป็นลูกน้องพี่ชายผมเอง ในที่นี้จะมีผมกับพี่ชายเท่านั้นที่เข้ามาได้ นอกนั้นห้ามเด็ดขาด ครูเล็กนึกกลัวขึ้นมานิดๆ แต่ความอยากรู้อยากเห็นมีมากกว่าหลายเท่า ผ่านไปสักพักใหญ่สิ่งที่มองเห็นสิ่งแรกเลยก็คือช้าง มีช้าง 4- 5 เชือกกำลังลากซุงไม้ใหญ่ ต้นไม้ใหญ่บางต้นกำลังถูกเลื่อยด้วยเลื่อยยนต์มือ ถ้าจำไม่ผิดก็น่าจะประมาณ 4 -5 เครื่อง แต่ละเครื่องทำงานได้ดีเหลือเชื่อ ต้นไม้ใหญ่น้อยไม่นานก็ทยอยล้มลง ๆ คนงานประมาณ 40 คน กำลังทำงานกันตามหน้าที่ มีแท่นโต๊ะเพื่อแปรรูปไม้ (ทำเป็นไม้แผ่น) ถ้าเป็นสมัยนี้คงมีรูปแบบกดชัตเตอร์มาฝากแล้วล่ะ แต่นะตอนนั้นแค่กล้องถ่ายรูปก็คงทำให้เรากลับบ้านเก่าแน่ เพื่อนจอดรถที่ห้างเล็กๆ ที่เขาเรียกว่าขนำในป่า ที่พักของเพื่อน เขาแนะนำกับคนอื่นๆที่ขนำว่า นี่ครูเล็กที่ผมไปเรียนหนังสือด้วย ทุกคนยิ้มให้แล้วทำหน้าที่ของตนเองต่อไป เพื่อนเล่าว่าไม้ที่แปรรูปพวกนี้จะถูกขนไปตอนกลางคืน ตามเส้นทางเขาและผ่านลูกที่อยู่ข้างกระท่อมครูเล็กด้วย ถ้าตื่นมาประมาณเที่ยงคืนก็จะได้ยินเสียงรถแน่ๆ จะขนไปทุกวัน โดยจ่ายเงินให้ป่าไม้เดือนละสองหมื่น (นี่แหละที่ทำให้ครูเล็กทะเลาะกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้ในวันหนึ่งด้วยความเกลียดชัง)
ใจเย็นๆๆนะครับ ใครทำอย่างไรก็ได้อย่างนั้นนะครับ...