โอกาสที่ครบรอบการได้เจอะเจอกัลยาณมิตรมาตลอด 6 เดือน จึงถือเป็นโอกาสดีที่ฉันขอมาบอกอีกครั้งว่า ฉันรักและชื่นชมในความเป็นคนดีที่ทุกๆคนมีค่ะ

 วันนี้เป็นวันสุดท้ายของวันทำงานประจำสัปดาห์ที่อากาศที่กระบี่นี้ร้อนอบอ้าวมากจนคนบางคนที่คุ้นเคยกับห้องแอร์แทบจะทนไมได้ แล้วคนบางคนที่คุ้นเคยกับอากาศนอกห้องแอร์จะไม่ปวดหัวได้ยังไง   อากาศร้อนทำให้คนไม่สุขสบาย จะทำยังไงได้ละในเมื่อบ้านเราเองนี่นา   

เสร็จกิจจากการงานที่ทำในวันนี้ กลับมาบ้าน ก็ทำตามธรรมเนียมของตัวเอง คือ วางของได้ก็แล่นมาสำรวจว่าใช้เน็ตได้ไหม  โชคดีที่วันนี้สัญญาณดี ไม่มีหลุดให้คันคะเยอในหัวใจและอารมณ์ค่ะ   ไอ้ที่คันคะเยอในอารมณ์นะใช่ว่า ฉันจะติดเน็ตนะค่ะ  หากแต่เป็นเพราะรำคาญความไม่สะดวกของระบบที่เดี๋ยวหลุด เดี๋ยวหลุด ซะมากกว่า  แถมอยู่ดีๆมันมีข้อความบอกว่า เรายังไม่ได้ลงทะเบียนขอใช้เน็ตซะด้วย เอากะเขาซีบริการทีโอทีนะ  แล้วอย่างนี้มันจะบริการทุกระดับประทับใจได้ยังไงกันเล่า   ที่เล่ามานี้นั้น ใช่จะเป็นการบ่นนะค่ะ ก็แค่เอาความจริงมาบอกเล่ากันว่าเจอประสบการณ์เหมือนกับที่อื่นๆค่ะ  

ถ้าจะนับอายุของการเริ่มการเขียนบันทึก  ไม่น่าเชื่อว่าเพียงแค่ 6 เดือนผ่านไป บันทึกที่ฉันเขียนไว้ เป็นจำนวนหลักสองร้อยแล้วรึนี่  คิดๆแล้วก็น่าจะเอาตัวเลขไปใช้ซื้อหวยซะหน่อย เผื่อจะถูกโฉลก ได้รางวัลมาแจกค่าขนมให้ลูกหลานค่ะ  แล้วพอจะไปซื้อจริง กลัวจะโดนเป็นจำเลยให้อัยการเล่นงานฐานทำผิดกฎหมายนี่ซิจึงต้องคิดซะหน่อย จะเสี่ยงดวงข้างไหนดี   ใครก็ได้ช่วยบอกทีซื้อหวยดีไหมค่ะ 

ครบรอบใช้เลข 6  ยกมาทวนดูเรื่อง  แล้วก็พบว่าเรื่องที่บันทึกไว้มันเปลี่ยนไปเป็นสไตล์ตามใจฉันซะเยอะเลย  เป็นโอกาสให้ได้ถามตัวเองว่า  จะเขียนบันทึกสไตล์ตามใจฉันอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆหรือไงนะนี่  ถามใจ ใจก็ไม่ตอบปฏิเสธว่าใช่หรือไม่ใช่   มันตอบมาแต่ว่า เขียนอะไรก็เขียนไปตามที่ใจมันสนในเวลานั้นๆก็แล้วกัน  มันอยากเขียนอะไร ให้นั่งลงเขียนทันทีเลยนะเจ้าเอย   อย่างวันนี้เป็นต้น อยากเขียนอะไรก็เขียน ในวาระที่ครบ 6 เดือนแล้วที่เข้ามารู้จักใช้ G2K   มันจะใช่ไม่ใช่เรื่องอะไรที่มีสาระ ให้มันเป็นสาระที่ใจมันอยากจะเขียน มันก็พอแล้วละน่า   พอใจมันบอกอย่างนี้ ฉันจะไปโต้ให้มันหมดอารมณ์ทำไม ลงมือเลยซิค่ะ เมื่อมันบอกว่าเขียนเถอะ เขียนอะไรก็ได้ ที่อยากจะบันทึกออกมา บันทึกนี้จึงเกิดและสำเร็จลงจนได้ ฉลองความสำเร็จของการฝึกฝนตนได้ครบดังคำที่ปราชญ์สอนไว้ สิ่งที่ได้ฝึกฝน คือ สุ จิ ปุ ลิ ค่ะ  

 

สุ  ฟัง     เริ่มจากฟังว่า มีอะไรควรเรียนรู้ และเก็บเกี่ยวความรู้มาฝึกฝนตนต่อ

จิ  คิด     เริ่มจากนำเรื่องที่ได้ฟังมา  ไม่ว่าจากอ่าน การเห็น ประสบการณ์ ทั้งของตัวเอง

               และคนอื่นๆ มาวิเคราะห์เรียนรู้

ปุ  ถาม   วิเคราะห์ เรียนรู้โดยสะท้อนคำถามต่อตัวเอง แล้วค้นหาคำตอบ จะเป็นการ

               ค้นหา โดยลงมือปฏิบัติทดลอง หรือ ประมวลจากประสบการณ์ทวนกลับไป

               ถามจากตำรา หรือ ผู้ที่รู้มากกว่า ผ่านประสบการณ์มายาวนานกว่า อย่างไหนก็ได้ทั้งนั้น

ลิ  เขียน  สิ่งที่ได้เรียนรู้ ทั้งโดยตนเองเรียนรู้ และคนอื่นเรียนรู้ เก็บเกี่ยวมาเขียนบันทึก

               เอาไว้อ่านจริงจังและอ่านเล่นๆ   ทำให้ได้พัฒนาความเร็วของการพิมพ์ดีด และ

               การเรียบเรียงความคิดได้ดีขึ้นกว่าแต่ก่อน  แถมด้วยการได้อ่าน ได้ย้อนทวน

              ไปสู่ สุ จิ ปุ  ลิ รอบใหม่ หมุนวนไปเหมือนวงล้อหมุนอีกด้วยนะนี่นะ ได้ฝึกการใช้ภาษาไทยให้

              เหมาะใจตัวเองได้มากขึ้น อีกด้วยนะค่ะนี่

 

สิ่งที่ประเสริฐเลิศที่สุดที่ฉันได้มาแล้ว เหมือนถูกหวยล็อตใหญ่ ทั้งๆที่ไม่รู้จักวิธีซื้อเลย ก็คือการได้กัลยาณมิตรโขยงใหญ่แถมมาให้ทันที เป็นสุดยอดของแถมอย่างไม่ได้คาดหวังเลยค่ะ  แล้วที่แปลกก็คือ ในบรรดากัลยาณมิตรเหล่านี้ บางคนจนบัดนี้ ก็ไม่เคยเจอหน้ากันจริงๆ   เป็นสังคมแนวราบที่เมื่อเกิดขึ้นกับฉัน แล้วรู้สึกดีจังค่ะ  

 

โอกาสที่ครบรอบการได้เจอะเจอกัลยาณมิตรมาตลอด 6 เดือน จึงถือเป็นโอกาสดีที่ฉันขอมาบอกอีกครั้งว่า ฉันรักและชื่นชมในความเป็นคนดีที่ทุกๆคนมีค่ะ    

นอกจากนี้ขอบอกว่าที่ภาพฉันในบล็อกยืนหันหลังให้นั้น เป็นช่วงที่ฉันขอเวลาทบทวนว่า ได้ทำอะไรไปบ้าง ทั้งควรและไม่ควรในบันทึกของฉันค่ะ  ขอตกผลึกความคิดอีกระยะ แล้วจะโผล่หน้าตามาให้เห็นอีกครั้งนะค่ะ

  4 กรกฎาคม 2551