ทิ้งศีล  อวดศิลป์ เพื่อ สิน โดย อัศนี พลจันทร (นายผี)
ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ สยามนิกร เดือน กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2490 หน้า 4



โคลงสี่สุภาพ

หนังสือพิมพ์ภาพเปลื้อง-      ผ้าปิด
รูปเรื่องชวนชนชิด              ชอบซื้อ
การค้าแข่งกันคิด               คุ้ยหยาบ  ยลพ่อ
เถียงว่าศิลป์สร้างอื้อ           กลับอ้างอวดศิลป์


หนังสือพิมพ์ ตีพิมพ์ภาพ เปลื้องผ้า (ภาพโป๊) ปิดประกาศไปทั่ว
รูป และ เนื้อหา ต่างเชิญชวนให้ประชาชน ซื้อ ภาพโป๊ เพื่อนำมาดูอย่าง ชิดใกล้
การค้า การตลาด ถ้าแข่งกันคิด คุ้ยเขี่ยแต่ เรื่องหยาบช้าต่อลูกนัยน์ตา
โดยอ้าง (โต้เถียง) ข้างๆ คูๆ ว่าเป็นภาพศิลปะ จึงผลิตออกมาอย่าง อื้อซ่า   ดังนี้แล้ว


มีศิลป์ศีลเสื่อมสิ้น              ธรรมสูญ
ขอแต่ทรัพย์สินพูน-           เพียบพร้อม
หวังสินอวดศิลป์มูล            มักโอ่  โอยพ่อ
ศีลสุด ธรรมเที่ยวอ้อม        แอบแล้วเลยหนี


อันงานการสร้างสรรค์จากศิลปิน ซึ่งมีความเป็นศิลปะ แต่ ไร้ซึ่ง ศีล(ธรรม) เป็นศูนย์(กลาง)  
ขอแค่ผลิตงานศิลป์ (ภาพโป๊) เพื่อแลกกับทรัพย์สิน ที่จักเพิ่มพูนขึ้นอย่างสะพรั่งพร้อม
งานศิลป์ที่หวังทรัพย์สิน โดย อ้างว่า มีมูลค่า(ต่อวงการศิลปะ) เป็นการโอ่ (โอ้อวด) (โอย พ่อเจ้าพระคุณเอ๋ย)
ศีลธรรม เมื่อได้(สิ้น)สุด จากใจมนุษย์เสียแล้ว มนุษย์ก็มักจะพูดจาอ้อมค้อมแอบซ่อนความต่ำช้า ไว้ด้วยงานศิลปะ (เมื่อหิริโอตัปปะเหือดแห้ง) ศิลปะที่แท้ ย่อมละลายหายหนี ไปจากใจของศิลปินผู้นั้น



ตามทรรศนะส่วนตัวผู้เขียนเห็นว่า นายผี ต้องการสื่อนัยยะสำคัญที่ว่า ศิลปิน ผู้สร้างสรรค์งานศิลปะ ต้อง เปี่ยมไปด้วย ศีลธรรม เป็นเครื่องกำกับจิตใจ เพราะหากเราเอ่ยถึง ความงาม เราก็ย่อมที่จะต้อง เอ่ยถึง ความดี ควบคู่กันไปด้วย (ความดีงาม= ความดี ความงาม ความจริง)  อัศนี พลจันทร (นายผี) ยังได้แสดงทรรศนะเกี่ยวกับ ความดี และ ความงาม ปรากฎอยู่ในหนังสือในหนังสือ  รวมบทความ หน้า 166-167 ที่ว่า

สำหรับเราได้รู้จักความดีความงามกันอยู่ทั่วไปแล้ว เราไม่แยกความดีออกจากความงาม เราพูดดีงามปนกันไป นี้เป็นลักษณะอันเด่นในทางละเอียดอ่อนของเราและของผู้รักศิลปะทั้งหลายเช่นเดียวกับประชาชนชาวกรีก ซึ่งคำ kalos ของกรีกมีความหมายถึงความดี และมีความหมายถึงความงามด้วย เมื่อเขาพูดถึงความงามก็ย่อมหมายถึงความดีฉะนั้น อะไรที่งาม จึงต้องเป็นของที่ดีด้วย ไม่ดีก็ไม่ใช่สิ่งที่งาม และเมื่อไม่งามก็ไม่ใช่ศิลปะ ฉะนั้นศิลปะที่งามเมื่อตั้งอยู่บนความคิดที่อุดจาดลามก นั่นคือรูปศิลปะตั้งอยู่บนเนื้อหาอนาจารแล้วก็ย่อมเป็นสิ่งน่าอนาถเพราะมันทำให้ความงามของศิลปะกับความงามของชีวิตเกิดความขัดแย้งกันอย่างขนานใหญ่ศิลปกรรมนั้นก็เป็นศิลปกรรมที่ไม่สมบูรณ์  อัศนี พลจันทร.รวมบทความ,กรุงเทพฯ : สามัญชน,2540,พิมพ์ครั้งที่ 1 (หน้า 166-167)

ตามที่ไม่งาม และไม่ดี                    สิ่งนั้น ถือเป็นงานศิลปะ  ชั้น ต๊าม..ต่ำ
สิ่งใดก็ตามที่งาม แต่ไม่ดี                สิ่งนั้น ถือเป็นงานศิลปะ  ชั้น ต่ำ
สิ่งใดก็ตามที่ไม่งาม แต่ดี                สิ่งนั้น ถือเป็นงานศิลปะ  ชั้นกลาง
สิ่งใดก็ตาม ที่ งาม และดี                 สิ่งนั้น ถือเป็นงานศิลปะ  ชั้นสูง


ในส่วนของผู้เสพงานศิลป์ก็มีความสำคัญเช่นเดียวกัน เพราะการเสพศิลปะชั้นสูง หากผู้เสพมีจิตใจที่ต่ำ คงยากที่จะเข้าถึงงานศิลป์ นั้นๆ ได้  การเสพศิลป์ชั้นสูง ผู้เสพคงมิต้องแบกบันไดไปด้วยดอกกระมัง หากแต่ ผู้เสพงานศิลปะจะต้องพยามยกระดับจิตใจของตนให้สูงขึ้นด้วยศีลธรรม จรรยา  เพราะจิตใจอันต่ำช้า ย่อมมิอาจสัมผัสถึงความงามความดีความจริง ในงานศิลปะได้  การนำไม้สอยอันสั้นไปสอยผลไม้อันอยู่สูง (หรือการนำไม้สอยอันยาวไปสอยผลไม้อันอยู่ต่ำ) ทำได้ยากฉันใด ผู้มีจิตใจอันต่ำย่อมยากที่จะเข้าถึงงานศิลปะชั้นสูง และผู้มีจิตใจอันสูงย่อมยากที่จะเข้าถึงงานศิลปะชั้นต่ำก็ฉันนั้น

ท่านเจ้าคุณ พระธรรมโกศาจารย์ หรือพุทธทาสภิกขุ แห่งสวนโมกขพลาราม ท่านได้เสนอมรรควิธีการทำให้สภาวจิตสูง ไว้ดังนี้

เป็นมนุษย์เป็นได้เพราะใจสูง    เหมือนหนึ่งยูงมีดีที่แววขน
ถ้าใจต่ำเป็นได้แต่เพียงคน      ย่อมเสียทีที่ตนได้เกิดมา
ใจสะอาดใจสว่างใจสงบ         ใครมีครบควรเรียกมนุสสา
เพราะทำถูกพูดถูกทุกเวลา     เปรมปรีดาคืนวันสุขสันต์จริง
ใจสกปรกมืดมัวและร้อนเร่า     ใครมีเข้าควรเรียกว่าผีสิง
เพราะทำผิดพูดผิดจิตประวิง   แต่ในสิ่งนำตัวกลั้วอบาย
คิดดูเถิดถ้าใครไม่อยากตก     จงรีบยกใจตนรีบขวนขวาย
ให้ใจสูงเสียได้ก่อนตัวตาย      ก็สมหมายที่เกิดมาอย่าเชือนเอย.


การยกระดับจิตใจตามทรรศนะของ ท่านเจ้าคุณพระธรรมโกศาจารย์ ก็คือการทำตามพุทธพจน์ที่ว่า อัตตนา โจทยัตตานัง  จงเตือนตนด้วยตนเองอยู่เสมอ /จงกล่าวโทษโจทย์ความผิดตนเองไว้เสมอ (ซึ่งกำลังทำอยู่!! ฮาๆเอิ๊กๆ) โดยยึดหลักดังนี้

สัพพปาปัสสะ อกรณัง ให้ละชั่ว (not to do evil)
กุสลัสสูปสัมปทา ให้ทำดียิ่งๆขึ้นอีก (to increase good)
สจิตตะ ปริโยทปนัง  ทำใจให้บริสุทธิ์ (to purify the mind) 

หากทำได้ดังพุทธพจน์ที่กล่าวมาข้างต้น ผู้เขียนเชื่อมั่นเหลือเกินว่าท่านผู้อ่านที่รัก  จักเพลินเจริญอารมณ์ ชมหรือเสพงานศิลปะชั้นสูง ได้อย่างจรุงใจอยู่เป็นนิจ