14 มิถุนายน 2551 นักศึกษาแพทย์มาถึงสวนป่า เดินทางกันมาด้วยรถบัสใหญ่ อาจารย์คณบดีเดินทางมาก่อน อาจารย์เล่าว่าออกจากอุบลราวๆ 8 โมง มาถึงสวนป่าเกือบเที่ยงแล้วค่ะ ส่วนนักศึกษานั้นไม่ได้ถามเวลาว่าเดินทางกันกี่โมง ดูหน้าดูตายังละอ่อนกันทั้งนั้นเลย ทั้งชั้นที่มาเรียนแพทย์ปี 3 แล้ว จำนวนที่มามีชายน้อยกว่าหญิง ชายมีกันเพียง 12 คนมั๊ง แถมในชายทั้งหมด มีคนที่เรียบร้อยแบบผู้หญิงอายอยู่ด้วยพอประมาณ สาวๆที่มีอยู่ก็หลากหลายสไตล์ ไซด์เล็กไซด์ใหญ่มีพอประมาณ ดูไปผ่านๆไซด์ใหญ่ทางข้างไม่ใคร่ได้เห็น เอวเกินนั้นมีบ้างให้เห็นประปราย ใจฉันบอกว่าค่อยยังชั่วหน่อย เด็กๆรุ่นนี้กินผักเป็นกันส่วนใหญ่ อย่างนี้ดีแน่เมื่อมาสวนป่า จะได้ปัญญาติดตัวกลับไป พื้นฐานชีวิตที่เกี่ยวข้องอยู่แล้วในชีวิตประจำวันเกี่ยวกับพืชผักช่วยได้มากเลยค่ะ
ระหว่างน้องๆขนของมากองรวมกันไว้ ชาวเฮ 3 คนที่มาช่วยพ่อครูก็รวมหัวกันว่าจะเอายังไง ไม่ได้ตกลงอะไรกันหรอกค่ะ จู่ๆคนชอบวิ่งก็ยื่นไมค์มาให้ บอกให้ฉันเริ่มงาน อึ่งอ๊อบคอยช่วยอำนวยไมค์ให้ พร้อมคอยดูแลเหตุการณ์ในชั้น ไมค์ส่งมาแล้วฉันจึงบอกให้เด็กๆนั่งลงเป็นรูปตัวยูก่อน เรียบร้อยกันแล้วจึงให้พ่อครูเริ่มทักทายแนะนำทีมงานสวนป่ากันก่อน พ่อครูแนะนำหมดทุกคนค่ะ เริ่มจากคนชอบวิ่ง อึ่งอ๊อบ ฉัน อัยการชาวเกาะ แต่ไม่ยักกะแนะนำตัวเอง แล้วพ่อครูก็รวมหัวกับคนชอบวิ่งส่งไมค์ถีบฉันลงเขาค่ะ ก็ไม่ว่ากันตั้งใจมาช่วยกันอยู่แล้วนี่ค่ะ เลยกลิ้งลงเขาตามที่ตัวเองถนัด คิดกันสดๆตอนนั้นเองค่ะว่าจะเอาอะไร ความคาดหวังตอนนั้นเลยมีเพียงว่า ฝึกการพูดจาแบบคนพูดจากันให้นักศึกษาดีกว่า
ฉันเกริ่นสนทนาว่าก่อนที่จะมา คนชอบวิ่งได้ติดต่อไปแล้วทางเมล์ขอรับรู้ว่า อยากได้อะไรที่มาสวนป่า ติดตามกันแล้วมีแค่ไม่กี่คนที่ตอบให้รู้ วันนี้มาเจอ อือฮือมากันตั้ง 50 คน อย่างนี้ความเห็นมันก็ควรจะมากหลากหลายน่าฟัง ขอให้ช่วยบอกผ่านไมค์ที่ฉันจะส่งเวียนไปให้ เล่าสู่กันฟังให้ครบทุกคน เพื่อสวนป่าจะได้ช่วยทำให้เวลาสองวันตอบสนองความคาดหวังให้กับทุกคนได้ กิจกรรมตอนนี้ใช้เวลาพอสมควรค่ะ บรรยากาศในตอนต้นๆ เด็กๆดูอึดอัด ไม่สงบสำรวม เวลาเห็นอย่างนี้ ผู้ใหญ่อย่างเราถ้าไม่วางความรู้สึกแบบแขวนเอาไว้ จะรู้สึกร้อนใจ รำคาญ และไม่ถูกใจ โดยเฉพาะคนเป็นครูน่าจะรู้สึกมากๆ สำหรับตัวฉัน ฉันคุ้นชินค่ะ ฉันว่ามันเป็นบททดสอบตัวตนของความเป็นกระบวนกรว่ารู้จักกับการฟังแล้วแขวนไว้จริงแท้แค่ไหน

วนจนเกือบครบหนึ่งรอบแล้ว คนชอบวิ่งมานั่งใกล้ๆถามว่าเอาอย่างไรต่อ ฉันตัดสินใจใช้โจทย์เดิมค่ะ ฝึกให้เด็กๆพูดจาแบบคนอยู่ในสังคมเดียวกัน ฉันจึงตอบว่า ให้จับคู่คุยเรื่องเจ้าตัวเล็กกันค่ะ ตอนเริ่มบอกโจทย์ฉันบอกไปว่า ให้คนหนึ่งเล่า คนหนึ่งฟัง จบแล้วให้คนฟังเล่ากลับคนเล่าให้ได้ยินว่าฟังได้อะไร จบแล้วให้สลับกันเล่าแบบเดิม ผลที่ออกมาบอกตัวเองให้รู้เลยว่าทำพลาด ก็มีเสียงจ๊อกแจ๊กจอแจดังลั่นบ้านจนพูดกันไม่ได้ยินเลยค่ะ ไม่รู้คู่ไหนเล่าครบ 2 คนกันแล้ว คู่ไหนยังเล่าไม่จบครบ 2 คนเลย และที่น่าขำ คือ บางคู่นั่งหูซ้ายกับหูขวาใกล้กันเล่าเรื่องกันไป บางคู่หน้าเจอหน้า บางคู่นั่งเอียงข้างให้กัน ฉันเลยได้โอกาสเก็บเกี่ยวมาสะท้อนถามว่า แท้จริงถ้าคนคุยกัน ภาษากายที่เกิดขึ้น มันชวนให้คนคุยด้วยคิดอย่างไรต่อกัน ภาษากายนั้นต้องจริตชวนชื่นชมอย่างไร
จบกิจกรรมนี้ คนชอบวิ่งถามฉันว่า จะเบรกก่อนไหม เด็กๆจะได้พักเหนื่อย ฉันคิดว่า เหนื่อยแค่นี้สำหรับคนจะเป็นหมอ มันเบาะๆมากค่ะ เวลาทำงานจริงมันโหดกว่านี้มากมาย บางวันข้าวเช้าได้กินเย็นหรือดึก บางวันกว่าจะได้พักค่อนรุ่งเช้าอีกวันก็มีบ่อยๆ ฉันเลยบอกว่าไม่เบรกดีกว่า ต่อกิจกรรมไปเลย เพื่อให้น้องเรียนรู้กับความอดทนที่จะต้องมีแม้ว่าจะเหนื่อยแล้ว 3 คนมาตกลงกันว่ารอบต่อไปจะเอาวงคุยกี่คนดี ฉันมองเวลาแล้วจึงบอกว่า เอากลุ่ม 10 ไปเลย เด็กคุยกันจบค่อยคิดกันใหม่

บรรยากาศตอนนี้เริ่มเปลี่ยนไปบ้าง พ่อครูเริ่มใช้ถีบศาสตร์ กระซิบบอกให้โอกาสอัยการพูดบ้าง ก่อนให้กลับภูเก็ตค่ะ อึ่งอ๊อบเดินไปส่งไมค์ให้อัยการ น้องชายไม่รอช้าร่ายวิทยายุทธโชว์เป็นขวัญตาทันที ตอนเริ่มเกริ่นนำทำความฮือฮาให้เด็กๆมากค่ะ ก็น้องท่านเล่นเอาคนดังๆแห่งวงบันเทิงมาเล่าโยงความสัมพันธ์เข้ามาทำความรู้จักตัวเองให้เกิดความสนใจจะฟัง แล้วนำเข้าสู่บทเรียนกฎหมายเอากันง่ายๆด้วยเรื่องเล่าตามฟอร์ม ตบท้ายลงด้วยเล่านิทานสอนจริยธรรมคุณธรรมให้เด็กๆฟัง ฝีมือร้ายกาจ ร้ายกาจจริงๆพ่อครูบอกมา พร้อมกับแอบยิ้มชอบใจนักหนา ก่อนน้องชายวางไมค์ พ่อครูสั่งว่า ร้องเพลงกอดให้เด็กฟังหน่อย น้องชายไม่รอท่า เปล่งเสียงเพลงกอดออกมาให้ฟังทันที เด็กๆชอบใจ ร่วมร้องเพลงไปด้วยหลายคนเลยค่ะ
สวัสดีค่ะ อาจารย์
เวลาเห็นอย่างนี้ ผู้ใหญ่อย่างเราถ้าไม่วางความรู้สึกแบบแขวนเอาไว้ จะรู้สึกร้อนใจ รำคาญ และไม่ถูกใจ โดยเฉพาะคนเป็นครูน่าจะรู้สึกมากๆ สำหรับตัวฉัน ฉันคุ้นชินค่ะ ฉันว่ามันเป็นบททดสอบตัวตนของความเป็นกระบวนกรว่ารู้จักกับการฟังแล้วแขวนไว้จริงแท้แค่ไหน
ละเอียดเหมือนนั่งอยู่ที่นั่นเลยครับ
ขอแจมด้วยคนนะครับ อิอิ
ตอนแรกตัดสินใจเปิดวงสนทนาเลย ไม่มีการเตรียม แต่พอเริ่มก็รู้ว่าไปไม่รอด เลยกลับลำมาเตรียมก่อน แต่ก็มีเวลาน้อยมาก
แม้เวลาจะน้อย แต่กระบวนกรเก่ง ( หมอเจ๊ ) นักศึกษามีความพร้อมพอสมควร เลยได้ผลเป็นที่พอใจครับ อิอิ
นี่แค่อ่านก็สนุกแล้วของจริงจะมันแค่ไหน
ก็รู้อยู่ว่าใครไปสวนป่ามักจะถูกไมค์ทิ่มปากอยู่เป็นประจำ ฮ่าๆ ใส่การ์ดไว้แล้วถูกถีบลงเหวก็ยังเอามือเกี่ยวได้ เอิ้กๆๆ สนุกมาก ถ้าเด็กๆมีเวลาอีกสักวัน และนำเอาวิธีการนี้ไปสานต่อ ผมว่าเด็กๆจะเป็นคุณหมอที่ชาวบ้านนับถืออย่างยิ่งเลยครับ