“แม่จ๋า.....หนูท้อง....” กลัวไหม ที่จะได้ยินคำนี้
วันหนึ่ง
ลูกสาววัยสิบเจ็ด ที่เพิ่งสอบผ่านเข้าไปเรียนในคณะที่ใครๆ อยากจะเข้าไปเรียนในมหาวิทยาลัยมีชื่อ เป็นที่ภาคภูมิใจของพ่อแม่
บอกแม่ว่า
แม่จ๋า.....หนูท้อง....
                                   
โลกเหมือนจะหยุดหมุนไปชั่วขณะ
แม่ ที่กำลังจะเปลี่ยนสภาพเป็น ยาย อับจนถ้อยคำที่จะกล่าว
ทำอย่างไรดี??
ทำอย่างไรดี??
ที่สุด หลังจากเวลาผ่านไปนาน ความเงียบจะทำหน้าที่ของมันได้ดีที่สุด
ที่สุด ความคิดของแม่ก็ตกผลึก
เป็นคำถามกลับไปที่ลูกวัยรุ่น ที่กำลังจะเป็นแม่ในไม่นานนี้ พร้อมกับรอยยิ้ม
แล้วหนูคิดยังไงกับเรื่องนี้ล่ะลูก ?”
กลัวไหม กับคำตอบ
ถามว่า ถ้าเป็นตัวเอง จะตั้งสติ ทำได้อย่างคุณแม่ท่านนี้ไหม ?
เรื่องนี้ เป็นเรื่องจริง จากปากแม่คนหนึ่ง ที่พาลูกสาวท้องห้าเดือนมาพบเราที่ห้องคลอดในเย็นวันหนึ่ง
อยากรู้ไหม ว่าทั้งสองคน มาที่ห้องคลอดทำไม และ เพื่ออะไร
                  
ไม่รู้จะไปไหนดีค่ะ
คุณยายหมาดๆ บอกเราอย่างนั้น
ตอนนั้น สองทุ่มกว่าแล้ว
เป็นสถานการณ์ที่สับสนของแม่ลูกคู่หนึ่ง ที่ต้องการที่พึ่งพิงในยามที่อับจนอย่างที่สุด
เมื่อเราเปิดประตูห้องคลอดออกไปเจอแม่ลูกคู่นี้ ก็เหมือนกับเปิดประตูออกไปเจอโลกอีกใบหนึ่ง
โลกที่ทุกวันนี้มีมากขึ้น มากขึ้น และมากขึ้น
เรา คนที่ทำงานห้องคลอด คิดไหมนี่ ว่าจะเจอเรื่องอย่างนี้
OH My God !!!! จะทำยังไงดีเนี่ย

ลองดูคำตอบของแม่วันรุ่นก่อนก็แล้วกันนะคะ
หลังจากคำถามของแม่ “แล้วหนูคิดยังไงกับเรื่องนี้ล่ะลูก ?” ที่มาพร้อมกับรอยยิ้ม (คงจะเป็นยิ้มที่ไม่ได้ชื่นบานนัก แต่ก็ช่วยให้ลูกใจชื้นได้มากพอดู)
คำตอบที่ได้คือ
แม่.....หนูไม่อยากทำแท้งค่ะ
หนูคงทุกข์อยู่กับเรื่องนี้ตามลำพังมานานมานาน ด้วยว่าอนาคต และความฝันของตัวเอง และครอบครัว จะจบลงวันนี้ด้วยสาเหตุจาก “ชีวิตเล็กๆที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ในตัว..อย่างนั้นหรือ
ชีวิตเล็กๆที่ไม่อาจจะรับรู้เรื่องราว ปัญหาของแม่ รู้แต่ว่าจะโตมาเป็นคนคนหนึ่งในเวลาอีกไม่นานนี้ จำเป็นต้องถูกพิพากษา ว่าจะมีโอกาสนั้นหรือไม่ ...... เขามีความผิดอะไร ?
เมื่อได้ยินลูกตอบ สิ่งที่แม่ทำได้คือ กอดลูก แล้วบอกว่า
เราค่อยๆ คิดกันนะลูกนะ ว่าจะทำยังไงดี
และที่สุด ในช่วงเวลาสับสน คิดอะไรไม่ออก ที่พึ่งคือ "โรงพยาบาล" ตอนนั้นสองทุ่มกว่าแล้ว สองแม่ลูกมาที่ห้องฉุกเฉิน ด้วยเหตุผลที่แม่บอกว่า ร้อนใจ เพราะลูกยังไม่ได้ฝากท้อง อยากรู้ ว่าเด็กในท้องจะสมบูรณ์แข็งแรงดีไหม ทางห้องฉุกเฉินเลยส่งต่อมาที่ห้องคลอด 
จริงๆ แล้ว ถ้ามองในแง่มุมของ “งานอย่างเดียว งานนี้ไม่ฉุกเฉินหรอกค่ะ ไม่ใช่งานในหน้าที่ของห้องคลอดด้วยซ้ำ เพราะไม่ได้มาด้วยอาการเจ็บครรภ์คลอด หรือมีเหตุให้ต้องได้นอนโรงพยาบาลแต่อย่างใด นัดมาฝากท้องในเวลาราชการก็ได้
แต่ว่า.... สบตาทั้งสองคนแล้ว บอกตัวเองว่า
ไม่ได้...ปล่อยไปไม่ได้...นี่มันเรื่องฉุกเฉินทางใจนี่นา

โชคดี มีโอกาสได้คุยกับลูกก่อน เพราะแม่ออกไปโทรศัพท์นอกห้อง
เลยได้ถามไถ่ ว่าเรื่องเป็นมาอย่างไร
เรื่องของเรื่อง คือ หนูก็มีแฟนคบกันมาหลายปี แม่ก็รู้ แต่ก็อยู่ในสายตาตลอด ไม่เคยมีสัมพันธ์เกินเลย
แต่เกิดเรื่องเพราะหนูต้องไปติวที่กรุงเทพ พ่อแม่เหมารถตู้ให้ลูกๆ ไปด้วยกันเป็นกลุ่ม ให้ไปพักบ้านที่ว่างอยู่ของเพื่อนในกรุงเทพ
เด็กๆ อยู่กันลำพัง ไม่กี่คืนก็เป็นเรื่อง
กลับมา ไม่ได้บอกแม่ว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะคิดว่าจะไม่ให้เกิดเรื่องอย่างนั้นอีก และก็ทำได้อย่างที่ตั้งใจ เพราะหนูไม่อยากเสียอนาคต
แต่โชคชะตาไม่ยอมให้เรื่องจบลงแค่นั้น
แม้หนูจะสอบผ่าน มีอนาคตสดใสรออยู่ แต่ก็มีเรื่องราวที่หนักหนายิ่งกว่าครั้งใดๆ ในชีวิตมาให้หนูขบคิด
ท้อง คำๆ นี้ ถ้าเป็นคนที่พร้อม ทั้งเรื่องชีวิต การงาน ครอบครัว คงเป็นเรื่องที่น่ายินดียิ่งกว่าเรื่องใดๆ
หนูคงไม่รีรอที่จะประกาศให้ใครๆ ได้รู้ข่าวดีนี้ และร่วมแสดงความยินดีกับหนูด้วย
แต่ในความเป็นจริง หนูต้องเก็บเรื่องนี้ไว้กับตัวเองเพียงลำพังถึงสามเดือน กว่าจะเปิดปากออกมาได้
ขอบคุณความดีในตัวหนู ที่ไม่ได้คิดทำอะไรเสี่ยงๆ ด้วยตัวเอง และยังนึกถึงแม่ ที่จะช่วยแก้ปัญหาให้หนูได้
หนูคิดถูกแล้ว....
 

พอแม่กลับเข้ามา ก็เลยได้คุยกันพร้อมหน้า แม่-ลูก และพยาบาล (ที่ไม่มีลูก)

ถามแม่ว่า คิดว่าจะทำอย่างไร โชคดีอีกนั้นแหละ ที่แม่ไม่คิดจะให้ลูกทำแท้ง แต่ก็ห่วงอนาคตของลูกเหลือเกิน อยากให้ได้ไปร่ำเรียน แต่เป็นอย่างนี้ จะทำได้หรือ?
ก็เลยแชร์ความคิดกัน ให้แม่-ลูกได้พูดในสิ่งที่คิดว่า ควรจะทำอย่างไร
โชคร้าย ที่พยาบาลไม่สันทัดเรื่องระบบการเข้าเรียนมหาวิทยาลัยในตอนนี้ ว่าถ้าสอบได้ แล้วดร็อปไปก่อน ค่อยไปเข้าเรียนปีหน้าได้หรือเปล่า หรือจะต้องสละสิทธิ์ไปเลย (กรณีนี้ ใครรู้ช่วยบอกทีนะคะ)
จึงได้แต่ขอสัญญาใจกันไว้ ว่าหนูจะดูแลตัวเองให้ดี มาฝากครรภ์ และคลอดน้อง ดูแล ให้นม จนปีหน้า หนูค่อยฝากน้องไว้กับแม่ แล้วตัวเองกลับไปเรียนต่อ จนจบ มีงานทำ ค่อยกลับมาดูแลแม่ กับลูกอีกที
ถามความเห็นแม่ แม่ก็บอกว่า แม่เลี้ยงหลานได้ ไม่มีอะไรต้องเป็นห่วงเลย
แต่พอถามลูกว่า “หนูพอจะทำได้ไหมหนูก็ดูจะลังเล ก็เลยแสดงความคิดเห็นไปว่า ถ้าเป็นเราเอง เราคงไม่อยากให้แม่ทำแท้งเราออกใช่ไหม และถ้าเราคลอดแล้ว คงไม่อยากให้แม่ทิ้งเราใช่ไหม และถ้าเรารู้ว่าแม่รักเรา แต่มีความจำเป็นที่จะต้องทำอะไรบางอย่างเพื่ออนาคตของเรา และพยายามแก้ไขปัญหาอย่างดีที่สุดโดยไม่ทำร้ายเรา ทั้งที่แม่ต้องลำบาก เราคงจะรักแม่มาก
พูดถึงตรงนี้ ทั้งแม่และลูก ก็ร้องไห้ แม่ลูบศีรษะลูก และบอกว่า หนูจะรักลูกของหนู เหมือนที่แม่รักหนู ใช่ไหมลูก คำพูดของพยาบาลที่พูดมายืดยาว ดูจะไม่มีความหมายเลย ประโยคนี้ของแม่ต่างหาก ที่ทำให้หนูตัดสินใจได้ในที่สุด เช็ดน้ำตา และสัญญาอย่างเด็ดเดี่ยว เข้มแข็ง ว่าหนูจะเอาลูกไว้...และจะไม่ทิ้งลูก

                

ถึงตอนนี้เลยถามทั้งสองคนว่า มีอะไรที่อยากจะให้ช่วยอีกไหม
ทั้งสองคนตอบเป็นคำเดียวกันคือ อยากจะตรวจดูว่าน้องในครรภ์แข็งแรงดีไหม
จริงๆ ณ เวลานั้น เป็นช่วงเวลาที่รับเฉพาะผู้ป่วยฉุกเฉินเท่านั้น
แต่ด้วยความตั้งใจดีของแม่ลูก จึงเชิญคุณหมอให้ช่วยมาทำอัลตราซาวน์ให้ และช่วยตรวจครรภ์ เจาะเลือดให้ ตอนที่ทั้งคู่ได้เห็นหัวใจเด็กเต้นได้เห็นศีรษะ แขน ขา มือ นิ้ว ได้เห็นเด็กขยับตัวในจอเครื่องอัลตราซาวน์ และได้ฟังเสียงหัวใจเด็กด้วยเครื่องฟังเสียงหัวใจเด็ก ได้ยินเสียงเต้นตุบๆๆๆ ดูท่าทางทั้งสองคนดีใจ และมีความสุขมากจนเราไม่ต้องอธิบาย โน้มน้าวใจอะไรอีกเลย 
จากนั้นก็ให้คำแนะนำในการดูแลตัวเอง และนัดมาฟังผลเลือด / ฝากครรภ์ที่ห้องฝากครรภ์อีกครั้งในเวลาราชการ
จบกระบวนการ ทั้งสองคนขอบคุณเรามากมาย แต่เราคิดว่า เราต่างหาก ที่ต้องขอบคุณเขา ที่ให้มุมมองดีๆในชีวิตอีกมุมหนึ่งแก่เรา และทำให้เรารู้ว่า ไม่ว่าชีวิตจะเป็นอย่างไร ไม่ว่าใครมากมายจะกระทำ พร่ำพูดกับเราอย่างไร คนที่มีความหมายกับเรา รักเราที่สุด และช่วยให้เราเผชิญชีวิตได้ในที่สุด ก็คือ แม่นั่นเอง

 
จบเรื่องเล่าเรื่องแรกตรงนี้ค่ะ ขอบคุณที่ติดตามอ่านอย่างอดทนยิ่ง :-) 
หวังว่าจะได้รับคำแนะนำจากผู้อ่านทุกๆ ท่านนะคะ
และจะพยายามปรับปรุงการเขียน และนำเรื่องราวดีๆ มาเล่าสู่กันในชุมชนอีกค่ะ