บทที่ ๑๐ ของหนังสือ Teach Like Your Hair's on Fire, Penguin Books, 2007 ที่เขียนโดยครู Rafe Esquith เป็นเรื่องการเรียนกีฬา
◈ แปลกที่ในชั่วโมงกีฬาครู (ในโรงเรียนของครู Rafe) มักไม่ปล่อยเด็ก (ชั้นประถม) ออกไปเล่นกีฬา
◈ ประโยชน์ของกีฬาได้แก่ ได้ออกกำลังกายเป็นประจำทุกวัน ได้เรียนปัจจัย/ทักษะ พื้นฐานของชีวิต ได้ฝึกความเป็นนักกีฬา ได้เรียนรู้คุณค่าของทีม ได้เรียนรู้การใช้บทเรียนจากกีฬาในการดำรงชีวิต
◈ เท่ากับว่า ครูจะต้องช่วยให้เด็กได้เรียนรู้ และได้ประโยชน์ครบทั้ง ๕ ด้านข้างบน จากการฝึกเล่นกีฬา ให้เด็กได้ฝึกวินัย เพื่อให้เกิด classroom culture ที่ดี สำหรับช่วยให้เกิดการเรียนรู้ที่ดีในวิชาอื่นๆ นั่นคือ เด็กต้องได้เล่นกีฬาอย่างถูกต้อง และอย่างมีเกียรติ
◈ โปรดสังเกต ว่าเป้าหมายสำคัญของการสอนของครู Rafe คือการสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ร่วมกันของนักเรียนในชั้น ให้เกิดขึ้น แล้วจะเกิดกระบวนการเรียนรู้ที่มีพลังมหาศาล จากความเป็นเด็ก เป็นมนุษย์ ของเหล่านักเรียนเอง
◈ วัฒนธรรมอย่างหนึ่ง คือเด็กจะไม่เยาะเย้ย ล้อเลียน หรือกล่าวโทษ เพื่อนที่ทำผิดพลาด หรือทำได้ไม่ดี เพราะทุกคนถือว่านี่คือการฝึก การเรียนรู้ เพื่อนที่ทำได้บกพร่อง จะได้รับการช่วยเหลือจากเพื่อน ตรงนี้ทำให้ผมย้อนระลึกกลับไปเมื่อ ๕๕ ปีก่อน ถ้าผมได้ครูประจำชั้นแบบครู Rafe ชีวิตของผมตอนนั้นคงจะมีความสุขขึ้นเยอะ เพราะตอนอายุ ๑๐ ขวนนั้นผมเป็นตัวตลกในชั้นเวลาถึงชั่วโมงพละ ทำให้ผมเจียมตัว หลีกเลี่ยงการเล่นกีฬา จึงเล่นกีฬาอะไรไม่เป็นเลย เป็นชีวิตที่บกพร่องอย่างยิ่ง
◈ สำหรับลูกศิษย์ของครู Rafe สนามกีฬาคือห้องเรียนส่วนขยาย ที่เด็กได้เอาวิชาอื่นๆ มาประยุกต์ใช้ เช่นวิชาเรขาคณิตว่าต้องตีลูกด้วยมุมกี่องศา
◈ ครู Rafe มีวิธีสอนกีฬา เช่น เบสบอลล์ ไม่ใช่อยู่ๆ ก็ปล่อยให้เด็ก ป. ๕ ลงไปเล่น ต้องมีการเรียนรู้/ฝึก แบบเตรียมความพร้อมเป็นขั้นตอนอยู่ถึงครึ่งปี มีการช่วยให้เด็กที่กลัวลูกเบสบอลล์ หรือเคยมีบาดแผลทางใจจากการเล่นกีฬา ได้หายกลัวเสียก่อน ช่วยวางพื้นฐานการเล่น และความปลอดภัย เช่นการนิ่ง การออกวิ่งอย่างเร็ว ตำแหน่ง วิธีรุก วิธีรับ ฯลฯ เสียก่อน
◈ เด็กเรียนเล่นกีฬาหลายประเภท หรือหลายเกม แต่มีจังหวะเวลา เช่น ๒ เดือนหลังเริ่มเรียนเบสบอลล์ จึงเริ่มหัดวอลเล่ย์บอลล์ ได้เรียนรู้วิธีเสิร์พลูก ตำแหน่งยืนของแต่ละคนในทีม วิธีรับลูก วิธีเซ็ตลูก วิธีตบ ฯลฯ เด็กก็จะค่อยๆ พัฒนาทักษะทางร่างกาย (physical skill) และในขณะเดียวกัน ด้วยการสอนของครู เด็กจะได้เรียนทักษะด้านจริยธรรมของการอยู่ร่วมกัน การเอื้อเฟื้อเกื้อกูลกัน และได้เรียนรู้วิชาอื่นๆ จากการประยุกต์ใช้โดยตรงในการเล่นเกมกีฬา ทำให้เด็กเห็นคุณค่าของวิชาต่างๆ ที่เรียนในห้องเรียน สนามกีฬาจึงเป็นห้องเรียนส่วนขยาย
◈ ในชั่วโมงพละ ครู Rafe แบ่งเด็กออกเป็น ๓ กลุ่ม กลุ่มละประมาณ ๑๐ คน ให้กลุ่มหมุนเวียนกันฝึก เช่นในเวลา ๑๕ นาทีแรกกลุ่มที่ ๑ ฝึกโยนและรับลูกบาสเก็ตบอลล์ กลุ่มที่ ๒ ออกไปวิ่ง ๑ ไมล์ กลุ่มที่ ๓ ฝึกตีลูกเบสบอลล์กับครู ใน ๑๕ นาทีที่สองหมุนเวียนกิจกรรมของกลุ่ม เช่นนี้ไปเรื่อยๆ จะเห็นว่าเด็กจะได้โอกาสฝึกโดยไม่ต้องมีครูคอยกำกับ การที่มีช่วงที่ไม่มีครูกำกับนี้สำคัญมาก เพราะแสดงว่าครูไว้ใจ (trust) นักเรียน และการมีโอกาสได้ฝึกฝนเองโดยอิสระก็เป็นเรื่องสำคัญมากของกีฬา นักเรียนต้องฝึกเพื่อตนเอง/การพัฒนาตนเอง ไม่ใช่ฝึกเพื่อเอาใจครู หรือเพื่อคะแนน
◈ จดสถิติ ของตนเอง/ทีม เพื่อใช้ฝึกการกำหนดเป้าหมาย และการทำความเพียรเพื่อบรรลุเป้าหมาย ฝึกนิสัยจดบันทึก รวมทั้งฝึกวิชาคณิตศาสตร์ไปในตัว มีรายละเอียดปลีกย่อยของวิธีจดบันทึกสถิติ และใช้สถิติมากมาย
◈ เรียนวิธีให้คะแนน ก่อนไปดูเกมกีฬาจริงๆ เพื่อเรียนรู้ชีวิตจริงในสังคม และเรียนรู้ความมีน้ำใจนักกีฬา เรียนรู้สิ่งที่ดี/ไม่ดี ในสังคม ของผู้ดูกีฬา ยิ่งอ่านผมก็ยิ่งหลงใหลครู Rafe ว่าช่างเป็นคนที่มีความละเอียดอ่อนในการจัดการเรียนรู้ของศิษย์ และคิดหาวิธีจัดการเรียนรู้ของศิษย์ให้ดีที่สุด/ดีขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีจบสิ้น ครูต้องรู้จักสอนศีลธรรมแก่ศิษย์จากความบกพร่องที่เห็นในสังคมนั้นเอง ถึงตรงนี้ผมเคยสงสัย (ด้วยความหน่อมแน้ม) ว่าสมัยผมเป็นเด็ก เราเคยปรบมือชื่นชมเพื่อนที่เป็นทีมฟุตบอลล์ เตะลูกโทษออกนอกสนาม เพื่อแสดงน้ำใจนักกีฬา ว่าเพื่อนฝ่านตรงข้ามทำผิดกติกาโดยบังเอิญ ไม่ได้จงใจ เป็นการเตะลูกโทษเพื่อสร้างมิตรภาพ ไม่ใช่เพื่อเอาชนะ ผมไม่เคยเห็นพฤติกรรมเช่นนี้ในเกมฟุตบอลล์ระดับโลกที่คนหลงใหลเลย เพราะอะไร? ผมมาเข้าใจภายหลังว่า เป็นเพราะเกมเหล่านั้นไม่ใช่เกมกีฬาแท้ แต่มีธุรกิจเข้ามาครอบงำเสียแล้ว
ผมตีความเพิ่มว่า ครูที่ดีคือครูที่เอาใจใส่/เรียนรู้/พัฒนา ความสัมพันธ์ระหว่างศิษย์กับครู และระหว่างศิษย์กับศิษย์ ให้เกิดประโยชน์ต่อการเรียนรู้รอบด้านของศิษย์ และมุ่งมั่นสร้างศิษย์ของตนให้เป็น “คนพิเศษ” ที่ระบุในประโยคสุดท้ายของบทนี้ ผมอยากเห็นการเฟ้นหาครูเช่นนี้ในประเทศไทย เชิญมา ลปรร. ประสบการณ์ เพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูป/ปฏิวิติ การศึกษาไทยตัวจริง
วิจารณ์ พานิช
๘ มิ.ย. ๕๑