ฟังบรรยายเรื่องที่รู้ๆกันอยู่แล้ว แต่ไม่ทำ...

        ณ เวลาประมาณนี้เมื่อพฤหัสบดีที่แล้ว (12 มิถุนายน)  ป้าเจี๊ยบไปฟังการบรรยายเรื่อง Leadership and Change Management in Higher Education” ซึ่งคณะที่ป้าเจี๊ยบทำงานอยู่จัดขึ้น เหตุที่มีงานนี้ก็เพราะอธิการบดีไปลงนามสัญญาความร่วมมือกับ Indiana State University ไว้เมื่อปีกลาย ตอนนี้แต่ละคณะก็เลยมีการจัดกิจกรรมซึ่งเชิญคณาจารย์จาก ISU มาเป็นวิทยากรและร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน

        คณะครุศาสตร์ของป้าเจี๊ยบเชิญอาจารย์คณะครุศาสตร์ของ ISU มา 2 คนคือรองศาสตราจารย์ ดร.วิล บาร์แรต (Will Barratt) และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เทอรี่ แมคแดเนียล (Terry McDaniel) มาบรรยายในหัวข้อดังกล่าวเพราะผู้บริหารคณะคิดว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจ

  

        ดร.บาร์แรต  เริ่มพูดเป็นคนแรกตอนเก้าโมงครึ่ง พูดปากเปล่าไม่ได้ใช้สื่อใดๆ  มีลักษณะเป็นการเล่าประสบการณ์ของตนให้ฟัง  ช่วงอินโทรนั้น เธอพูด 2 ประเด็นที่น่าสนใจคือ

Using Data

การใช้ข้อมูลเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง

        เธอบอกว่าถ้าจะสร้างความเปลี่ยนแปลงต้องมีข้อมูลมายันกัน ตัวอย่างที่เธอทำก็คือ ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยอื่นๆ ทำวิจัยผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักศึกษากว่าสามพันคน อาทิ ความคิดเชิงวิเคราะห์ ฯลฯ  เพราะอยากให้คนที่สอนแบบบรรยายเปลี่ยนแปลงวิธีสอน

        แหะ ๆ ๆ เราทำวิจัยแยะเหมือนกันนา แต่มักจะขึ้นหิ้งซะนี่ แถมยังมีชื่อเสียเรื่องมั่วตัวเลขกันบ่อยๆ จนชักจะไม่ไว้ใจกันเอง

Using Language

การประชุมกลุ่มย่อยเพื่อแบ่งปัน/นำเสนอข้อมูล

        เมื่อได้ข้อมูลแล้ว ก็ตามมาด้วยการนำข้อมูลนั้นมาใช้  มาแสดงให้เห็นกันจะจะไปเลย  สิ่งที่ทำคือจัดประชุมกลุ่มย่อยบรรดาเพื่อนร่วมงานและใช้วาทศิลป์ในการจูงใจ    เธอบอกว่าผู้นำในการเปลี่ยนแปลงต้องมีความน่าเชื่อถือในเรื่องที่ต้องการเปลี่ยนแปลง (พอถึงตรงนี้  เธอก็อวดซะเลยว่า ตนเองนั้นได้รางวัลผู้สอนดีเด่นมาแล้ว 2 รางวัล) จึงจะโน้มน้าวใจผู้อื่นได้ 

        อันนี้ ถ้าพูดแบบป้าเจี๊ยบก็คือ ใครที่จะบอกให้คนอื่นเปลี่ยนแปลงนั้น ตัวเองต้องทำให้เห็นเป็นตัวอย่างซะก่อน   ป้าเจี๊ยบเองชอบย้ำกับนักศึกษาครูบ่อยๆ ว่า สมัยนี้คนเป็นครู  อย่าได้สั่งให้ลูกศิษย์ทำอะไรที่ตัวเองทำไม่ได้เชียวนาหุ หุ 

        ก่อนเข้าสู่เนื้อหาหลัก เธอสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ฟังว่าเธอเป็นครูดีและรักอาชีพครูมาก แบบว่าลึกล้ำอยู่ในสายเลือด เพราะ การสอน (Teaching) เป็นธุรกิจประจำตระกูล (Family business) แบบว่าพ่อแม่ญาติพี่น้องของเธอล้วนเป็นครู (ว้า!  อันนี้ยอมแพ้แฮะ  เพราะป้าเจี๊ยบเป็นคนเดียวในตระกูลที่ประกอบธุรกิจการสอน อิ อิ อิ...) 

        สำหรับเนื้อหาหลักในเรื่องนี้  สรุปสั้นๆ ได้ว่า เธอพูดถึงปัจจัยหลัก 3 อย่างที่จะทำให้การเปลี่ยนแปลงประสบผลสำเร็จหรือล้มเหลว

        อย่างแรกคือ บุคลากร (Personnel) คนแต่ละคนมีลักษณะแตกต่างกัน  จัดหยาบๆ ได้เป็น 2 กลุ่มที่ต่างขั้วกัน คือพวกที่ไม่เปิดตัวเองรับความเปลี่ยนแปลง  เคยทำอย่างไรก็ทำเหมือนเดิม กับพวกที่รักการเปลี่ยนแปลง  (ตรงนี้ ตอบได้เลยว่าป้าเจี๊ยบอยู่กลุ่มหลังจ้า)

        อย่างที่สองคือ องค์กร (Organization) อันนี้เน้นผู้บริหารค่ะ และเธอก็เก๋มากที่บอกว่าองค์กรเป็นตัวขัดขวางการเปลี่ยนแปลง (Organization prevents changes) เฮ..

        อย่างที่สามคือ ค่านิยม (Value) แต่ละถิ่นแต่ละที่ก็มีค่านิยม วัฒนธรรม ความเชื่อแตกต่างกันไป การยึดมั่นต่อค่านิยมบางอย่างก็ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการเปลี่ยนแปลง ขณะเดียวกันค่านิยมดีๆ บางอย่างก็หายไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลง  เธอฝากคำถามให้คิดว่า ทำอย่างไรจึงจะสามารถธำรงมรดกทางวัฒนธรรมดีๆ ไว้ได้ในขณะที่มีการเปลี่ยนแปลง?

        ดร.บาร์แรตส่งท้ายโดยทำนายว่า อนาคตอันใกล้นี้ การศึกษาจะเป็นเหมือนเช่นสินค้าหรือของใช้ประจำตัว (Education becomes commodity) โดยทั่วไปสินค้าชนิดเดียวกันมีให้ลูกค้าเลือกหลายเกรด หลายระดับ หลายรูปแบบ  แล้วการศึกษาที่เราจัดอยู่นี้จะเป็นสินค้าแบบไหน?  เอ้า.. ครูอุดมศึกษาช่วยกันคิดหน่อย

        ประมาณสิบโมงครึ่ง  ดร.แมคแดเนียล ก็พูดต่อในหัวข้อ “School Leadership That Works”  เธอเตรียมทำสไลด์ตั้งร้อยกว่าเฟรมมานำเสนอ (มากเกินไปสำหรับเวลาแค่ชั่วโมงเดียว)  มีการทำสำเนาแจกผู้เข้าฟังด้วย และเธอก็บรรยายไปตามนั้น  ซึ่งเป็นข้อสรุปจากงานวิจัยเรื่อง School leadership that works: From research to results ของ R.J. Marzano, T. Walters, และ B.A. McNutty

        เนื้อหาเกี่ยวกับพฤติกรรม 25 อย่างของผู้บริหารโรงเรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานที่มีผลกระทบต่อผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน ความรับผิดชอบ 21 อย่างของผู้บริหารโรงเรียนและปัจจัยที่มีผลกระทบต่อความเปลี่ยนแปลงซึ่งเกิดขึ้นในโรงเรียน ฯลฯ  จึงเป็นประโยชน์สำหรับอาจารย์ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานมากกว่าอุดมศึกษา ป้าเจี๊ยบอ่านเรื่องนี้มาบ้างแล้ว เลยไม่ค่อยตั้งใจฟังเท่าไหร่  แต่พอได้ยินตรงไหนขัดแย้งกับบริบทของการศึกษาไทย ก็คิดโต้แย้งในใจไปเรื่อยๆ จนหมดเวลาเอาใกล้เที่ยง...

        ฟังจบก็ต้องยืนยันว่าการบริหารความเปลี่ยนแปลงที่ได้ยินวันนี้  ไม่ใช่เรื่องใหม่ อาจารย์และผู้บริหารมหาวิทยาลัยไทยส่วนมากรู้กันแล้วทั้งนั้น  เพียงแต่ว่า ไม่ทำ ต่างหาก..

        นี่คือภาพบรรยากาศในห้องบรรยายค่ะ