“ใครจะทำร้ายคุณนั้น ง่ายนิดเดียว เพียงแค่เหยียบดอกกุหลาบที่คุณเด็ดมาเท่านั้น”

          ได้อ่านนิตยสารธรรมะใกล้ตัว ฉบับที่ 44(12 มิย.51) ที่ให้ข้อคิดเกี่ยวกับการ ยึดติด เลยตัดตอนเก็บมาฝากครับ...

  มีคำคมเก่าของปราชญ์ไร้นามอยู่ท่านหนึ่งเขียนไว้นานแล้วว่า
   
ใครจะทำร้ายคุณนั้น  ง่ายนิดเดียว  เพียงแค่เหยียบดอกกุหลาบที่คุณเด็ดมาเท่านั้น 
     นั่นเพราะคุณ โง่ เอง ที่เอาหัวใจไปฝากไว้กับดอกกุหลาบ

 อ่านแล้วก็นึกถึงเพลงในตลาดที่เราได้ยินกันจนชินหู ทำนองที่ว่า

เธอคือทุกสิ่ง เธอคือทุกอย่าง เธอคือลมหายใจ ยูอาร์มายฮาร์ท ยูอาร์มายโซล ฯลฯ

 ในความวาดฝันของคนหนุ่มสาว การเทิดทูนใจทั้งใจให้คนรัก ย่อมฟังดูซาบซึ้งยิ่งใหญ่

แต่ความจริงก็คือ เมื่อไหร่ที่เริ่มเอาใจไปพึ่งพิงไว้กับคนอื่น หายใจด้วยการเติมเต็มจากคนอื่น

โดยที่ลืมไปว่า ใครอื่นคนนั้น ก็ตกอยู่ภายใต้กฎของธรรมชาติ

แบบที่ไม่มีข้อยกเว้นเช่นกันว่า "วันหนึ่ง ทุกสิ่งต้องเปลี่ยนแปลงไป"

ถึงวันนั้น ใจที่รู้สึก "ขาด" ย่อมดิ้นรนไม่ต่างอะไรกับคนป่วยที่ถูกถอดเครื่องช่วยหายใจเลย

 ความสุขที่ค่อย ๆ เติมเต็มด้วยการอิงอาศัยคนอื่นเป็นเครื่องหล่อเลี้ยง

จึงไม่ต่างอะไรกับระเบิดเวลาของความทุกข์ที่ค่อย ๆ นับถอยหลังรอวันปะทุ

ยิ่งเข้าไปผูกพันเหนียวแน่นเท่าไหร่ ก็ยิ่งเพิ่มแรงระเบิดในยามสุดท้ายให้แรงขึ้นเท่านั้น

 คำกล่าวของปราชญ์ข้างต้น จึงอาจจะไม่ผิดอะไรนัก

หากจะใช้คำว่า "โง่" กับการที่ใครจะเอาใจไปฝากไว้กับดอกกุหลาบ

เพราะแท้จริงโลกนี้ไม่มีอะไรเป็นแก่นสารสาระให้ถือไว้เป็น "ของของเรา" แม้สักอย่างเดียว
แม้มี ก็ไม่ได้มีจริง ได้มาเพียงเพื่อสูญเสีย มีกันเพียงเพื่อพลัดพราก ไม่จากเป็นก็จากตาย

อย่างที่คุณดังตฤณเคยเปรยไว้ครั้งหนึ่งว่า

 "มนุษย์เราถูกหลอกให้หลงติด  หลงร้องไห้คร่ำครวญ กับสิ่งที่วันหนึ่งก็ต้องทิ้งไปอยู่ดี

ไม่ว่าจะได้อะไรมาแค่ไหนก็เสียไปแค่นั้น

หลงทำบาปกรรมติดตัวไปภพหน้ากัน ก็เพียงเพราะยังติด ยังไม่รู้ด้วยกันทั้งสิ้น"

 "ตัวผู้รัก ผู้ถูกรัก ผู้สมหวัง ผู้ผิดหวัง ปรากฏมีสาระอยู่แต่ในจิตอันปรุงแต่ง

เสกปั้นสรรค์ไป จูงให้เราหลงไป เพ้อไป ปราศจากแก่นสาร…"

 แต่ในความเป็นจริง เรามักไม่ค่อยเห็นใครลงใจยอมรับความจริงนี้กันสักเท่าใดนัก

เรายังคงเห็นคู่รักด่าทอหึงหวง ยังเห็นข่าวคนฆ่าตัวตายประชดรัก

หึงโหดตัดอวัยวะเจ้าปัญหา หรือกระทั่งทำร้ายคนที่เราเคยเรียกว่าคนรักด้วยซ้ำไป

 หลายครั้ง ราคะ และ โทสะ จึงเป็นเสมือนสองด้านของเหรียญเดียวกัน

เพราะความรักที่มีแต่ความยึดไว้ หวงไว้ มีแต่ความคับแคบ ติดใคร่ในคนรักของตัว

เมื่อคนรักเป็นอื่น หรือไม่เป็นไปอย่างใจ ย่อมพร้อมจะพลิกไปเป็นโทสะคิดแค้นอย่างง่ายดาย

 ชีวิตที่ต้องลงเอยกับ "คู่เวร" หรือเจอแต่คนไม่จริงใจ ประเภทหันไปคบใครก็มีแต่เสียน้ำตา

ที่จริงก็นับเป็นร่องรอยแห่งผลจากวิบากเก่า ที่ตัวตนเดิม ๆ ได้เคยทำไว้กับคนอื่นอยู่แล้ว

  เคยให้ความหวังใครเล่น ๆ เคยทำร้ายจิตใจใครอย่างไม่ใยดี เคยมีใครทีละหลาย ๆ คน

กฎแห่งกรรมวิบากก็จะชักนำคนที่เหมาะสม มาให้ผลเป็นความรู้สึกทางใจแบบเดียวกัน

     หากเข้าใจและยอมรับกฎแห่งความจริงนี้ได้ คงไม่มีใครอยากต่อวงจรแห่งการคิดแค้นก่อเวร

แต่คงคิดหันเหไปสร้างเหตุใหม่ ในแบบที่จะสร้างความสุขความสว่างให้กับชีวิตแทนเสียได้