มาเผยอีโก้..Ego..ตัวเองกันเถอะ...


กราบสวัสดีทุกท่านครัีบ

    สบายดีกันไหมครัีบ... วันนี้อยากจะมาคุยเรื่องอีโก้หน่อยครับ ทุกคนคงรู้จักคำนี้ดีครัีบ และได้ยินมาแน่นอนครัีบ เช่น คนนี้อีโก้สูงจัง  อย่าอีโก้สูงมากนัก  ฯลฯ  เราคงได้ยินกันมาเยอะนะครับ ส่วนใหญ่ผมจะได้ยินแต่ในทางลบ จนเข้าใจว่าคำว่า มีอีโก้ นี่เป็นคนไม่ดีไปเลยครัีบ  เหมือนกับตอนเด็กๆ เค้าบอกกันว่า ผักชีโรยหน้าไม่ดีนะ อย่าทำ คุณเชื่อไหมครัีบ มันฝังหัวจนผมนะรู้สึกเป็นภาพลบกับผักชีไปเลยล่ะครับ แต่ผมเพิ่งมาพบว่า ใครจะต่อว่าผักชีอย่างที่ผมเคยรู้สึกนั้น ผมกล้าถกด้วยหนึ่งวันเลยเอาครัีบ ผมพบว่าแท้จริงแล้วผักชีนั้นอร่อยมากครับ และผมไม่คิดว่าเธอจะเป็นพืชโรยหน้าสำหรับอาหารของผมอีกต่อไป แต่เธอจะมีคุณค่ามากกว่าการโรยหน้านะจ๊ะ ผักชี....

    ผมไม่ได้เชี่ยวชาญจิตวิทยา แต่วันนี้สงสัยเลยมาลองดูคำว่า อีโก้... คนบอกกันว่า เรียนสูงๆ ระัวังนะ อีโก้สูง เชื่อมั่นในตนเองสูง แล้วจะเสียคน ยิ่งเรียนจบนอกด้วยนะ ให้พึงระวังให้มากๆ คำเหล่านี้อยู่ในใจผมมาตลอด และเฝ้าสังเกตตัวเองมาตลอด  เรามาดูนิยามที่เค้าคิดเรื่องอีโก้กันดูไหมครัีบ ว่าอีโก้นี่ มันแย่อย่างไร หรือว่ามันดีอย่างไร ... ไม่แน่ ผมอาจจะค้นพบกว่า แท้ที่จริงแล้ว อีโก้ ก็คือ ผักชีที่ผมค้นพบในอีกความหมายนึงก็ได้ครับ

มาดูต้นตำรับก่อนนะครัีบ... ขออนุญาตคัดลอกและให้เครดิตครัีบ มา
จาก... http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=whitespace&month=05-2006&date=27&group=1&gblog=4


ทฤษฎีจิตวิเคราะห์ของ ซิกมุนด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud) บิดาแห่งวิชาจิตวิเคราะห์ (Psycho-analysis) เชื่อว่าจิตประกอบด้วยพลังจิต 3 ส่วนคือ
อิด (Id) = เป็นแรงขับให้เกิดความต้องการ เช่น ความหิว ความรัก เป็นต้น
อีโก้ (Ego) = เป็นส่วนที่ทำหน้าที่ตัดสินใจ
ซูเปอร์อีโก้ (Super Ego) = เป็นส่วนที่ได้รับการอบรมแล้ว รู้จักรับผิดชอบ รู้จักควบคุมอารมณ์และความรู้สึก

ฟรอยด์ สรุปว่า สัญชาตญาณความต้องการตามธรรมชาติ เช่น ต้องการอาหาร การนอน การขับถ่าย และการสืบพันธุ์ ฯลฯ เรียกว่า “อิด” (id) เมื่อมนุษย์มาอยู่รวมกันจึงได้สร้าง “กติกา” ทางสังคมขึ้น เช่น วัฒนธรรม ศีลธรรม ศาสนา และกฎหมาย ฯลฯ จะได้จำกัดความต้องการตามสัญชาตญาณของตนเองลงเพื่อความสงบสุขเป็นระเบียบ ของสังคมและตนเอง ฟรอยด์เรียกกติกาทางสังคมนี้ว่า “ซูเปอร์อีโก้” (super-ego) มนุษย์แต่ละคนจะประนีประนอมระหว่าง “อิด” กับ “ซูเปอร์อีโก้” ในอัตราส่วนที่แตกต่างกัน กลายเป็นบุคคลิกภาพหรือความเป็น “ตัวตน” ของคน ๆ นั้น ซึ่งฟรอยด์เรียกว่า “อีโก้” (ego)

จิตวิทยาวิเคราะห์ของฟรอยด์ เชื่อว่ามนุษย์รับรู้โลกภายนอกโดยผ่าน “จิตสำนึก” (conscious mind) ประสบการณ์ที่ผ่านเข้ามาในจิตสำนึกตั้งแต่เด็ก ที่สุดแล้วมิได้หายไปไหน แต่ถูกเก็บไว้ในก้นบึ้งของจิตที่เรียกว่า “จิตใต้สำนึก” (subconscious mind) โดยเฉพาะประสบการณ์ที่มีผลกระทบกับเราอย่างรุนแรง ไม่ว่าทางดีหรือทางร้าย จะฝังอยู่ในจิตใต้สำนึกยาวนานเป็นพิเศษ การควบคุมจิตใต้สำนึก ต้องฝึกการใช้จิตเหนือสำนึก (superconscious mind) เพื่อให้จิตสำนึกเป็นไปในทิศทางที่เป็นด้านบวก


คราวนี้ดูศิษย์จากท่านข้างบนบ้างนะครัีบ  ผมขออนุญาตคัดลอกอีกส่วนนะครับ เกี่ยวกับ พลังอีโก้ เพราะเกรงว่าหลักการจะผิดหากเขียนเอง.....

จาก... http://pirun.ku.ac.th/~b4808079/page4.htm

"พลังอีโก้ (Ego strength)

    Ego ตามความหมายของแอริคสัน หมายถึงคุณสมบัติที่พึงมีพึงเป็น เมื่อบุคคลสามารถแก้ไขปัญหาวิกฤติ ทางด้านจิตวิทยาสังคมในแต่ละขั้นตอนของชีวิตทั้ง 8 ขั้นตอนได้ด้วยดี ดังนั้นอีโก้ของแอริคสันได้แก่ ความมีกำลังวังชา การมีความหวัง การรู้จักควบคุมตนเอง การมีความตั้งมั่น การมีแนวทางและเห็นความหมาย ของภารกิจที่ตนกำลังทำอยู่ การรู้จักวิธีจัดการ การมีสมรรถภาพ การมีความบริสุทธิ์ใจ การมีความจงรักภักดีต่อ คุณค่าหรืออุดมคติอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือต่อกลุ่ม หรือต่อสถาบันแห่งใดแห่งหนึ่งที่ตนสังกัดอยู่ การรู้จักสร้างไมตรีกับผู้อื่น การรู้จักรักและสนิทสนมกับผู้อื่น การมีผลงานสร้างสรรค์ การให้ความอนุเคราะห์อาทรบุคคลอื่น การรู้จักปล่อยวางและความฉลาดรู้เท่าทันโลกเท่าทันชีวิต

    แอริคสันตระหนักดีว่า คุณสมบัติต่างๆที่กล่าวมาค่อนข้างเป็น “อุดมคติอันสูง”อยู่มาก แต่ก็เป็น คุณสมบัติ ‘ความเป็นมนุษย์’ ซึ่งมนุษย์ทุกชาติทุกภาษาและทุกสมัย ปรารถนาสร้างสรรค์ให้พึงมีพึงเป็นในความ เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ตามอุดมคติของตน ดังนั้น Ego ของแอริคสันจึงมีชื่อเรียกว่า ‘อีโก้ที่สร้างสรรค์’ (Creative Ego) แม้คำว่า อีโก้ที่สร้างสรรค์มิใช่คำที่แอริคสันเป็นผู้ใช้เอง แต่นักแต่งตำราผู้ให้ความหมายนี้ตีความหมายจาก คุณสมบัติและวิวัฒนาการของ Ego ตามที่แอริคสันกล่าวถึง ซึ่งเกิดขึ้นเป็นลักษณะ พัฒนาการจากขั้นหนึ่งสู่ ขั้นสอง สาม สี่ จนถึงแปด ตามลำดับที่แสดงไว้ขั้นต้นนี้

    แอริคสันยังอธิบายด้วยว่า Ego หมายความครอบคลุมถึงคุณสมบัติที่บุคคลพยายามต่อสู้ดิ้นรน เพื่อเอาชนะความขัดแย้งและภาวะวิกฤติทางสังคมจิตวิทยา

    จากประสบการณ์อันยาวนานในฐานะนักจิตวิเคราะห์ผู้ช่ำชองหลายสิบปี แอริคสันยอมรับว่า มนุษย์มีส่วนของความไร้เหตุผล ความอ่อนแอ การเสแสร้งแกล้งทำ มีความกลัว ความกังวล ความสำนึกผิด (บาป) แต่แอริคสันเชื่อมั่นเสมอว่าลักษณะต่างๆเหล่านี้สามารถลบล้างหรือลดหย่อนลงได้ด้วยพลังอีโก้ ที่สร้างสรรค์ มนุษย์ทุกคนมีพลังนี้แต่ถูกบดบัง ลักษณะบุคลิกภาพทางลบจึงมีพลังเหนือความคิด จิตใจและพฤติกรรม หากได้รับความช่วยเหลือจากนักจิตวิเคราะห์ พลังอีโก้สร้างสรรค์ก็จะถูกสร้างขึ้นมามีอิทธิพลเหนือลักษณะทางลบด้านต่างๆ บุคคลก็จะเปลี่ยนบุคลิกภาพจากความอ่อนแอมาเป็นบุคลิกภาพที่เข้มแข็งได้ ข้อเขียนต่างๆของแอริคสันได้เน้นพลังอัน แข็งแกร่งของอีโก้ ซึ่งสามารถนำมาใช้แก้ภาวะวิกฤติของชีวิตและข้อขัดแย้งทางจิตใจของมนุษย์แทบทั้งสิ้น"


    จากปรมารย์ และ ศิษย์ ทำให้เราเห็นอะไรที่น่าสนใจครับ มาอ่านในฉบับลูกศิษย์ แล้วทำให้คิดว่า พลังอีโก้ นั้นมีผลทางด้านบวกเยอะมากๆ เป็นส่วนที่ดีๆ เลยครัีบ แต่ในลักษณะความเชื่อมั่นในตัวตน ตนเองนั้น มันก็มีสองด้านเช่นกันนะครัีบ มีด้านมืด ด้านสว่าง

    สิ่งที่ต้องระวังมากๆ ก็คือ... ลักษณะบุคลิกภาพทางลบมีพลังเหนือความคิด จิตใจและพฤติกรรม นั่นคือ ส่วนของความไร้เหตุผล ความอ่อนแอ การเสแสร้งแกล้งทำ มีความกลัว ความกังวล ความสำนึกผิด (บาป) ... ผมคิดว่าส่วนนี้นี่เองที่อาจจะทำให้ คำว่าอีโก้ที่เราใช้ๆ กันอยู่เป็นลบในคำว่า อีโก้ ในความรู้สึกของผม


    คราวนี้เรามาลองมองย้อนดูตัวเราดูกันไหมครัีบ ว่าเรามีอีโก้ ตามที่ว่านั้นกันแค่ไหนในตัวเรา... และเราจะนำพลังอีโก้ มาใช้ให้เป็น ‘อีโก้ที่สร้างสรรค์’ (Creative Ego) ได้อย่างไร

คราวนี้ผมจะมามองตัวผมให้คุณดู ในสิ่งที่ผมเป็นที่ผมสัมผัสได้ ข้อเสียต่างๆ นะครัีบ

  • ผมมองย้อนดูตัวเองแล้ว ก็มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูงเช่นกันครับ หากคิดว่าในเรื่องนั้นเรารู้และเคยผ่านมาแล้ว เพราะมันอาจจะเคยเกิดขึ้นจริง เลยคิดว่าต้องทำได้ และไปได้ จนบางทีผมโดนว่าเพ้อฝันไปบ่อยๆ  หรือบางทีโดนว่าึยึดแต่ทฤษฏีมากไป  หรือว่าล่องลอยอยู่ในอากาศ ผมเลยไม่ในใจว่าเราผิดมากไหมที่อยากเห็นสังคมดี สังคมวิ่งไปในทางที่ดีสงบสุข แล้วดึงจากภาพปัจจุบันที่เป็นอยู่วิ่งไปสู่จุดที่เราฝันหวานเอาไว้....
  • ผมเป็นคนชอบถกประเด็น ชอบตั้งคำถาม ถามความเห็น คราวนี้ก็มาถกกัน เวลาถกกันนี่งัดออกมาเต็มๆ ครับ ตามเหตุผลที่พอมีี จนบางทีก็หลุดแหกโค้งบ้าง แต่ภาวะทางอารมณ์ยังอยู่ ไม่หนีไปไหนง่ายๆ เว้นแต่คู่สนทนาจะเบื่อไปเสียก่อนครัีบ แต่ไม่ได้จะเอาชนะครับ แต่ยอมรับกันตามเหตุผล เพราะเชื่อว่าเราพูดคุยกันได้ ต่อให้ขัดแย้งก็ไม่ได้จะนำไปสู่การฆ่าแกงกัน ตรงนี้ใครไม่ชอบถก ใครไ่ม่ชอบตอบ ไม่ชอบสังเกตุ ก็อาจจะเบื่อผมได้ง่ายๆ ผมต้องปรับตัวเอง ว่าใครควรคุยและถกในเรื่องใด....และควรคุยในเรื่องไหน....
  • ด้วยเรื่องบางอย่างพิสูจน์ได้ด้วยมือตัวเอง อันนี้ไม่ใช่เรื่องยาก แต่คำว่าสังคมนั้นเราปั้นคนเดียวไม่ได้ ต้องร่วมกันปั้นจากทุกๆ คนในสังคม
  • ผมชอบหยอกคน...โดยเฉพาะคนที่เอาแต่ใจตัวเอง...เชื่อมั่นในตัวเองสูง...หรือไม่ฟังใครเลย เข้ามาถึงด่าๆ ตำหนิอย่างเดียว แบบนี้ผมจะไม่ค่อยถอยครัีบ  การหยอกที่ว่านี้คือการย้อนทางอ้อมครับ เพื่อนำไปสู่การพิจารณาตน เพราะเราสอนใครไม่ได้ครัีบ แต่การย้อนบ้างหยอกบ้างผมเชื่อว่าทำได้ และเราก็ต้องพร้อมให้คนอื่นมาหยอก และย้อนเราเช่นกัน ถือว่าเสมอภาค ไม่ใช่งอนไปเสียเอง แบบนี้ก็ไ่ม่ไหวครัีบ หากมีความขัดแย้งเกิดขึ้น การขอโทษ รอยยิ้ม และคำขอบคุณ นั้นจำเป็น เพราะเราต้องอยู่ร่วมกันครัีบ
  • ข้อเสียอีกอย่างของผมคือ ไ่ม่ชอบให้ใครชม ยกยอ ประจบ หรือคาดหวังมาก เพราะคำชมจะทำให้ผมเหลิง นิสัยเสีย แล้วท้ายสุดผมจะเสียคน  หากใครคาดหวังผมมาก ผมจะทำตัวให้เค้าผิดหวังเพื่อลดความคาดหวังของเค้า ให้ผมเป็นคนธรรมดาในสายตาเค้า ผมจะได้ไม่กดดันตัวเองด้วย อีกอย่างคือ หากผมเป็นคนธรรมดา และีีมีอิสระ งานที่เค้าหวังอยู่ลึกๆ จะมีประิสิทธิภาพมากขึ้น เพราะทำให้อย่างศรัทธา และออกมาจากใจที่อยากจะทำให้  นับว่าแปลกพิลึกคน
  • ผมอยากทำงานเบื้องหลัง โดยเฉพาะงานวิจัย...เพราะจะมีเวลาในการทำงานมาก
  • อื่นๆ  คุณเห็นอะไรบ้าง ข้อที่คุณคิดว่าผมควรปรับปรุง ญาติพี่น้องบอกกันได้ครัีบ

ถือว่าเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันนะครับ ส่วนข้อดีหากผมพอจะมีก็ญาติพี่น้องคงจะสัมผัสกันเอาเองนะครัีบ

    วันนี้ดีใจครัีบ ที่ได้พบคำว่า  ‘อีโก้ที่สร้างสรรค์’ (Creative Ego) เพื่อมองดูตัวเองกันต่อไปครัีบ

อื่นๆ เชิญคุณบรรเลงครัีบ

 

ด้วยมิตรภาพครัีบ

เ้้ม้ง

 

 

หมายเลขบันทึก: 188769เขียนเมื่อ 18 มิถุนายน 2008 16:40 น. ()แก้ไขเมื่อ 21 มิถุนายน 2012 12:04 น. ()สัญญาอนุญาต:


ความเห็น (17)

สวัสดีค่ะ คุณเม้ง

ย้อนไปตอนเด็ก...เรามักจะถูกปลูกฝังให้เป็นคนเชื่อมั่นในตนเอง

หลายท่านคงใช้คำนี้ในการเลี้ยงดูลูกหลาน

ทำอย่างไรจะให้เป็นการหล่อหลอมเป็นเกิด อีโก้ ที่สร้างสรรค์ได้

แบบไม่ต้องเว่อร์มากไป เดี๋ยวคุณแม่ไม่ปลื้ม

สวัสดีครับคุณtuk-a-toon

    ยินดีต้อนรับและสบายดีนะครัีบ

ตอนเด็กๆ หรือครัีบ ผมตอนเด็กๆ ไม่ค่อยกล้าแสดงออกครับ อายๆ เขินๆ ครับ ครูถามไรตอนประถม นะครับ หัวใจเต้นตุ๊บตั๊บ หากวิชาที่ตัวเองไม่ถนัด แต่วิชาไหนถนัดก็สนุกครัีบ แรงจูงใจจากครูนะครัีบ ทำำให้เรามั่นใจและกล้าแสดงออกครับ เมื่อเกิดบ่อยๆ จะมั่นใจ ครูจะเสริมให้เรามั่นใจได้ดีมากๆ ครัีบ

สำหรับ อีโก้ที่สร้างสรรค์ ผมว่า ความรู้คู่คุณธรรมนะครับ ไม่ว่าเรียนสูงแค่ไหนก็ต้องตกลงบนพื้น ลงไปเหยียบดินอยู่ดีครัีบ เพราะคุณธรรมนั้นต้องมี ดินน้ำลมไฟ ผสมอยู่ด้วยครัีบ

กระบวนการสอนลูกผมว่าสำคัญมากครัีบ ผมยังตอบตรงนี้ไม่ได้ครัีบ ยังบ่มีประสบการณ์นะครัีบ อิๆๆๆ

ขอบคุณมากๆ นะครับ ที่มาแลกเปลี่ยนกันนะครัีบ

สวัสดีค่ะน้องเม้ง

  • ถูกใจครูอ้อยจังเลยน้องรัก  อยากเขียนบ้าง  แต่เกรงใจ  ขออนุญาตเลียนแบบเนอะ

รักษาสุขภาพนะคะ

  • ดีจ๊ะ น้องชายคนดี
  • ถ้าจะนับข้อดีของน้องเม้ง คงนับได้มากกว่า 5 ข้อนะคะ
  • 1.  เป็นคนรักพวกพ้องจริงมั้ยคะ  รักญาตมิตร และรักประเทศไทยมากๆ เห็นน้องภูมิใจในท้องถิ่น แม้ไปอยู่เมืองนอก แต่ก็ไม่เคยเสียเอกราชทางความคิดเลย เป็นเด็กดีมากค่ะ
  • 2.  เป็นคนใฝ่รู้นะ  ดูได้จาก web blog ทันสมัย บันทึกที่มากมายด้วยสาระ  ไม่เพียงความรู้วิชาการ แต่เก่งคิด และเก่งคนด้วยค่ะ
  • 3.   เป็นคนอารมณ์ดีค่ะ 
  • 4.   มีบุคลิกภาพแบบคนท้องถิ่นเต็มขั้น ดูจริงใจดีค่ะ
  • 5.   น่าจะเป็นคนคิดบวกนะคะ 

ครบ 5 ข้อแล้วล่ะค่ะ น้องเม้ง

    ฝากรูปอดีตหญิงสาวชาวจีน ซึ่งมานั่งหาความสงบและสุขใจในบั้นปลายของชีวิตค่ะ

สวัสดีครับพี่อ้อยครูอ้อย แซ่เฮ

    พี่สบายดีนะครับผม ทุกอย่างเป็นไปได้ดีนะครับ ฝากสวัสดีเจ้าของหัวลำโพงด้วยนะครับ ฝากกอดแสดงความคิดถึงด้วยนะครัีบ

เขียนที่นี่ได้ครับผม เราประเมินตัวเองไม่เป็นไรนะครับ ว่าเป็นเรื่องที่ทำำได้ครับ ญาติพี่น้องก็ติสอน แนะนำได้เสมอครับ

ขอบคุณมากครับ

สวัสดีค่ะ

สบายดีไหมค่ะ อิอิ

จริงๆ ชอบกินผักชี และก็ชอบทำกับข้าวแล้วเอาผักชีโรย แต่ไม่ได้ทำเหมือนเป็นคำพังเพยหรือเพลงอัสนี วสันต์ นะค่ะ เพราะเป็นคนทำงานไม่ค่อยเอาหน้าเท่าไร ชอบทำงานอยู่เบื้องหลังมากกว่า หุหุ (เกี่ยวกันไหมนี่ พูดทางไปทาง จบอีกทาง อิอิ)

อีโก้ คำนี้ได้ยินมานานแล้ว แต่ก็ไม่ได้ศึกษาจริงๆ จังๆ  เข้ามาอ่านที่นี่ก็มึนงง ซักเล็กน้อย  เพราะเยอะเหลือเกิน  แต่ก็เริ่มเข้าใจละ ว่าคนเราก็ควรมีอีโก้เชิงสร้างสรรค์

จริง ๆ แล้ว ความมั่นใจในตัวเองมีทุกคน จะมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับการฝึกจิต และความมั่นคงทางจิตใจมีมากน้อยแค่ไหน หรือเป็นคนใช้ความคิดในการวิเคราะห์บ่อยแค่ไหน ในการตัดสินใจ สิ่งนั้น ก็เป็นอีโก้เล็ก ๆ เหมือนกัน (ตามความคิดของตัวเองนะคะไม่ได้ดูจากความหมายเด้อค่ะ)

ถ้าประเมินตนเองก็อีโก้สูงพอสมควรนะ แต่ก็ไม่ทำความเดือดร้อนให้ใคร คิดเชิงบวกเป็น เชิงลบบ้าง แหะๆ พูดเรื่องจริงนะคะ เพราะยังมีกิเลสมั้ง อิอิ แต่ก็มีจุดยืนนะคะ (เพราะมีขา มั้งหุหุ)

สังคมทุกวันนี้คนเราก็มีอีโก้ต่างกันขึ้นอยุ่กับสภาวะแวดล้อมและทางอารมณ์ไม่เหมือนกัน บางครั้งทำอะไรนิดหน่อย ถือเป็นเรื่องใหญ่โต กะเอากันให้ตายไปข้างหนึ่งเชียว อันนี้ก็สภาวะทางอารมณ์รุนแรง แต่ลืมสิ่งที่จรรโลงใจ ลืมธรรมะ เพราะไม่มีใครหนีกฏแห่งกรรมพ้นหรอกค่ะ

ความสุขอยู่ที่ใจ ความทุกข์ก็ฉันนั้น อยู่ที่ใจเช่นกัน ถ้าเราไม่ทำใจให้ทุกข์เราก็มีสุขได้ เอ๊ะ เกี่ยวกับอีโก้ตรงไหน ไม่ได้เป็นบันทึกสนทนาธรรมซักหน่อย (กะบวชมั้ง อิอิ)

เข้ามาเยี่ยมอ่านหลายเรื่องแล้ว วันนี้เข้ามาเยี่ยมอ่านเรื่อง อิด อีโก้ ซุปเปอร์อีโก้ ซึ่งตนเองเรียนผ่านไปเมื่อปีการศึกษาที่แล้ว พยายามอ่านตอนที่ตนเองเรียนอยู่ ยังสับสนว่ามันหมายถึงอะไร เพราะตอนเรียนเปรียบเทียบเป็นก้อนนำแข็งผลุบโผล่ เข้าใจยาก เพราะถ้าเปรียบเทียบมาใส่ตนเองก็สับสน เพราะไม่รู้ว่า จะอิด จะอีโก้ดี  แต่พอมาอ่านเรื่องที่คุณเขียนแล้วเอาชีวิตตัวอย่างแบบฉบับของคุณมาเปรียบเทียบ  ถึงได้เข้าใจ ความหมายที่ลึกซึ้งลงไปอีก

ออกข้อสอบที่ผ่านมา ก็ออกแบบให้ความคิดระหว่างฟรอยด์กับแอริกสันเกี่ยวกับอีโก้นี่แหละ ตนเองไม่เข้าใจเลยตอบไม่ได้

 อีโก้ในความหมายของแอริกสัน นอกจากความต้องการทั้งหลายซึ่งเป็นความคิดของฟรอยด์  แต่ของแอริคสันเพิ่มความดิ้นรนและสร้างสรรค์เข้าไปอีก เป็นพลังเงียบๆ ที่สามารถเข้ามาแก้ภาวะวิกฤคิและความขัดแย้งของชีวิตได้

ถ้าดิฉันเข้าใจถูก ตัวดิฉันเองก็จะรู้ตนเอง และควรรู้ตนเองก่อน แล้วถึงไปรู้คนอื่น  ใช่ไม่ใช่

ขอบคุณมากเลย ดิฉันชอบเรื่องต่างๆที่คุณเขียนมา อ่านหลายเรื่องแล้ว เข้าใจง่าย ถึงแม้ว่าเป็นเรื่องวิชาการ แต่คุณนำมาเปรียบเทียบให้มองออก นึกออก  ถ้าได้คุณเป็นอาจารย์สอน ดิฉันคงเก่งทีเดียว

ขอบคุณคะ

พูดไม่เพราะเลย

เขาไม่ได้เรียกอีโก้

เขาเรียก คุณโก้

อิอิ

แวะมาทักทาย ขำ ๆ ครับ

สบายดีนะครับ พี่เม้ง

 

OOHOOH  ว่า  การมี Ego  น่ะดีค่ะ  แต่อย่างไรซะก็ตาม..เดินทางสายกลาง..ดีที่สุดค่ะ..ขอบคุณค่ะ

         

สวัสดีครัีบพี่สาว Bright Lily

    ขอบคุณมากๆ นะครัีบ โห..ไปหามาจากไหนเอ่ยครับ อิๆๆๆ ไว้กลับไป มีโอกาสไปกินหนมจีนครัีบ เผื่อพี่จะได้เห็นชัดมากขึ้นครับผม

รักษาุสุขภาพด้วยนะครับผม

 

ความคิดและตัวตนที่เรารู้จักตัวเอง ทำให้เรามี อัตตาเพิ่มขึ้นใช่หรือเปล่าวค่ะ

สวัสดีครัีบน้องครูโย่ง

    สบายดีนะครัีบ ขอบคุณมากๆ นะครัีบสำหรับภาพน่ารักๆ แบบนี้ สอนน้องๆ เล็กๆ เหล่านี้คงมีความสุขตลอดวันตลอดชีวิตการให้ครับ แต่ละวัยแต่ละแบบ สนุกดีนะครับ

    อิๆๆๆๆ รอมุก คุณโก้ อยู่พอดีครัีบ ว่าใครจะเล่นบ้างครัีบ

เพราะพอเรียกว่า  อีโก้ .... มักจะทำให้ผมนึกไปถึง อีโต้ ทุกทีครัีบ

ประมาณว่า ดับ อีโก้ ด้วยอีโต้ ประมาณนั้นเลยล่ะครัีบ ฮ่าๆๆๆ

ขอบคุณมากๆ นะครัีบ

สวัสดีครัีบคุณRanee

    อิๆๆๆ สบายดีนะครัีบผม ขอบคุณมากๆ นะครัีบ มาร่วมเรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน เพราะผมก็ไม่ได้เชี่ยวชาญครัีบ เดี๋ยวจะมีคนต่อว่าว่าตัวเรียนคณิต แล้วไหงมาเขียนเกี่ยวกับจิตวิทยา เลยอยากจะรวมกันด้วยซะเลย เป็น คณิตจิต อิๆๆๆ

    เห็นอะไรไหมครัีบ???

    จริงๆ แล้วผมว่า จะมี อิดสูง อีโก้สูง หรือซุปเปอร์สูง  จะสูงหรือต่ำคงเป็นเรื่องธรรมดาครัีบ สิ่งที่ขาดไม่ได้คือ สติปัญญา หรือปัญญาที่มีสติ ปัญญาที่ขาดสติไม่รู้จะเรียกว่าปัญญาหรือเปล่าครับ

    การพิจารณาตนเองด้วยปัญญา จึงเป็นเรื่องที่สำคัญ ไม่หลงในตัวตน ไม่หลงในการติดกับดักของความไร้เหตุผล เราจำเป็นมีมาตรการบางอย่างในการจัดการนะครับ

ขอบคุณมากครัีบ

 

สวัสดีครับคุณ ว่าที่บัณฑิต

    ขอบคุณมากๆ นะครัีบ ยินดีต้อนรับนะครับ

ดี ใจที่คุณเข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนร่วมรู้ด้วยกันนะครับ ผมก็ไ่ม่ได้รู้อะไรมากหรอกครับ เพราะคนเรารู้บางเรื่องและไม่รู้ในอีกหลายๆ เรื่องครัีบ การมาแลกกันรู้จึงเป็นวิธีการเรียนอย่างหนึ่งตามแบบธรรมชาติ การทำไปรู้ไป ทำไปเรียนไป เรียนไปรู้ไป ฯลฯ จึงน่าจะเป็นแนวทางแห่งการเรียนอย่างธรรมชาติ... อีกอย่างที่ผมชอบคือ เล่นไปเรียนไป มีทั้งการผ่อนคลายและเรียนไปด้วยกันครัีบ เหมือนกับการทำงานเพื่อพักผ่อน หรือพักผ่อนด้วยการทำงาน เพราะจริงๆ แล้วเราแยกมันออกจากกันไม่ได้ทั้งหมดครัีบ

    เวลามีใครสักคนไม่สบายใจ เชื่อไหมว่าเราทุกคนสามารถบำบัดหรือทำให้เพื่อนของเราสบายใจได้ ในขณะนั้น เป็นการเรียนรู้ทั้งตัวเราและตัวเพื่อนไปพร้อมๆ กัน นั่นคือการเรียนจริงๆ ก็ต้องแชร์ไปด้วยกัน คงแยกว่าเราต้องรู้เราก่อนจะไปรู้คนอื่นแบบแยกส่วน คงไม่น่าจะใช้ซะทีเดียวครัีบ

    เราจำเป็นต้องประเมินตน กล้าวิจารณ์ตัวเอง เพราะเอาเข้าจริงๆแล้วหาคนจะมานั่งวิจารณ์เรายากครัีบ เราต้องสะท้อนทั้งในและนอก วิจารณ์เพื่อรับรู้และปรับตัวครัีบ แล้วถอนหญ้าคาออกจากตัวเอาบ้างนะครัีบ หญ้าคาอาจจะเปรียบได้เช่น อัตตาหรือตัวตน ครับ

    คุณเคยลองจับกิเลสของตัวเองไหมครัีบ มันวิ่งเร็วมากๆ เลยนะครับ มันอยู่ในจิตเรา มันวิ่งเท่ากับจิต เพราะมันห่ออยู่ด้วยกัน การรู้เท่ากันกิเลส จึงสำคัญมากๆ นะครัีบ  บางทีเราจำเป็นต้องมีเวลาส่วนตัวบ้างเพื่อคุยกับตัวเราเองครัีบ ในการมองตัวเอง มองอีโก้ของตัวเอง ที่ผมยกมานั้นแค่ตัวอย่าง ซึ่งมันอาจจะมีส่วนที่เรายังค้นไม่เจอ หรือมองไม่เห็นฝังอยู่อีกครับ

ขอบคุณ มากๆ นะครับ เข้ามาถกกันบ่อยๆ นะครับ ผมก็ต้องเรียนรู้ไปพร้อมๆ กับคุณนะครับ สิ่งที่ผมปรารถนามากที่สุดคือ การเป็นครูของตัวเองและ การเป็นนักเรียนของตัวเองครัีบ  คือทั้งครูและนักเรียนในตัวเรา จะเรียนไปด้วยกันครัีบ

ขอบคุณครับ

สวัสดีครัีบคุณOOHOOH

    ขอบคุณมากๆ นะครับ สบายดีนะครับ ผมก็ต้องปรับทางสายกลางของตัวเองด้วยครับ คือในทุกๆ อย่างหากปรับได้จะดีที่สุดอย่างว่านะครับ  คือรู้ทั้งจุดอ่อนจุดแข็งของตัวเรา อ่อนน้อมและยอมรับกับตัวเองและพร้อมจะติชมตัวเองภายในได้อย่างสบายใจ ตลอดจนการยอมรับการติชมจากภายนอกได้เช่นกันครัีบ การหลงตนจนใครวิจารณ์ตนไม่ได้นั้นเป็นเรื่องน่ากลัวครัีบ แต่การวิจารณ์นั้นไม่ใช่การทำลาย ทำร้าย แต่เป็นการหวังดี เพื่อการพัฒนาไปในทางที่ควรครับ

    ขอบคุณมากๆ นะครับ

สวัสดีครับคุณครูเอ

    สบายดีไหมครัีบ ขอบคุณมากๆ นะครัีบ

ความคิดและตัวตนที่เรารู้จักตัวเอง ทำให้เรามี อัตตาเพิ่มขึ้นใช่หรือเปล่าวค่ะ

    ผมสนใจความคิดเห็นนี้มากๆ เลยครับ ทำให้ผมต้องคิดเพิ่มครัีบ คำตอบน่าจะคือ ใช่ ครัีบ และหากสิ่งนั้นที่เราเห็นว่าเป็นตัวตนของเรา แล้วมั่นใจหรือหลงผิด และคิดว่ามันใช่และถูกต้อง มันคงเป็นเรื่องที่น่ากลัวนะครับ คราวนี้มันอยู่ที่ว่าเราจะเพิ่มในอัตตาย่อยอันไหน และจะลดส่วนไหนบ้างครับ ตรงนี้จัดการได้ด้วย ปัญญาครับ

    การรู้จักตัวตนเป็นเรื่องที่ดีมากๆ นะครัีบ ส่วนการมี อัตตา  ตัวตน  ในทางที่เป็นลบ มีวิธีการดับอยู่นะครัีบ หากเทียบการมีอัตตา เหมือนการมีหญ้าคาในสวนยาง เราอาจจะใช้มีดพร้าไปตัดให้เตียน แต่มันก็งอกมาได้อีก หรือเราจะปลูกพืชคลุมเพื่อควบคุมหญ้าคา ก็อยู่ได้เช่นกันครัีบ แต่หากวันหนึ่งพืชคลุมตายหญ้าคาก็ขึ้นมาอีกครัีบ  แต่หากเราชำแหละหญ้าคาโดยขุดรากขึ้นมาให้หมด หญ้าคาจะหายไปตลอดกาลครัีบ

    อีโก้บวกลบ อัตตาบวกลบ  รู้เท่าทัน ด้วยปัญญาแบบถอนรากถอนโคน ครับ จริงๆ มีวิธีการอื่น แต่ผมว่าวิธีนี้ น่าจะดีสุดครับ

เรียนรู้ด้วยกันนะครับ....

อิด======อีโก้ อัตตา ตัวตน--------------ซุปเปอร์อีโก้

จากบรรทัดบนนี้

    อิดมันผูกโยงกับตัวตนของเราด้วยเชือกหลายเ้ส้นครัีบ ปรุ๊ดเดียวมันดึงตัวเราวิ่งไปหาอิดทางซ้ายแล้วครัีบ ส่วนทางขวานั้นเชือกมีพลังอ่อนมากครัีบ เราต้องฝึกอย่าสม่ำเสมอ เพื่อรู้เท่าทัน อิด ในตัวเรานะคับ ให้ตัวตนของเรา อยู่ใกล้ ซุปเปอร์อีโก้ให้มากที่สุดครัีบ

อิด===========อีโก้ อัตตา ตัวตน----ซุปเปอร์อีโก้

หากเราดึงให้เชือกสองเส้นนี้ขาดได้ น่าจะดีมากๆ คือรู้เท่าทันกิเลสตลอดเวลาครัีบ แล้วย้ายตัวเราไปหาซุปเปอร์อีโก้ครับ

พูดง่ายๆ ก็คงอย่างที่เราบอกว่า  กิเลสมันติดจรวด จริงๆ แล้วคือ

กิเลสมันติดจิต เราต้องรู้ทันแล้วสะบัดให้หลุด ผมเคยสังเกตกิเลสผม ปรุ๊ดเดียวมันคิดไปไกลแล้ว ต้องมาพิจารณา อย่าขับมันเร็วไป ใช้สติ มันจะได้ไม่เหยียบคัดเร่งของจิต หรือผลักจิตเราให้วิ่งหนีสตินะครับ

ขอบคุณมากๆ นะครับ

ปล. อาจจะผิดพลาดนะครับ ที่ำนำเสนอมาด้านบนครับ อ่านด้วยสติครัีบผม ผมไม่ได้เชี่ยวชาญด้านนี้มากนะครัีบ แต่สนใจ อยากเรียนรู้ครับ

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี