จุดยืน จะทรงตัวมั่นคงแม้ยามมีแรงมรสุมมาปะทะได้ต้องรู้จักต้องถ่ายเทอย่างเหมาะสม

สองสามวันก่อน ผมได้รับอีเมล์จากผู้ช่วยนักวิจัยคนหนึ่ง เธอเล่าถึงความรู้สึกกับงานที่ทำว่าจะมาถึงทางตัน และรู้สึกว่าตัวเองสับสนในจุดยืน คิดว่าตัวเองน่าจะได้หาอะไรทำที่มั่นคงกว่านี้ ก็เลยเมล์มาถามถึงทรรศนะของผม

  จริงๆ ผมเองก็ไม่ค่อยถนัดนักนะครับเรื่องการให้คำแนะนำใคร เกรงจะเป็นการชี้นำโดยไม่รู้ตัว แต่ผมขอเล่าจากประสบการณ์ของตนละกันนะครับ

 ในชั้นเรียนศิลปะป้องกันตัวไอคิโด ซึ่งก็คือโรงรถตอนเย็นทุกวันที่บ้านผม ผมมักจะบอกเด็กๆเสมอว่า การทรงตัวเป็นพื้นฐานที่สำคัญมาก ถ้าเรายืนไม่มั่นคงตั้งแต่แรกเสียแล้ว จะใช้เทคนิคอะไรไปจัดการกับผู้โจมตีก็ไร้ผล

การสัปประยุทธ์กับปัญหา ร้อยคนก็อาจจะร้อยกระบวนท่า และก็ใช่ว่าจะเลียนแบบกันได้เสมอไปนะครับ เทคนิคบางอย่างอาจจะสะดวกสำหรับผู้ที่ตัวเล็ก บางเทคนิคเหมาะกับคนที่มีขายาว การใช้เทคนิคก็ยังต้องสัมพันธ์กับแรงของผู้ที่เข้ามากระทำ ทั้งยังต้องสัมพันธ์กับแสงสว่าง ดิน ฟ้า อากาศ สิ่งแวดล้อมรอบข้าง เช่น ในที่โล่ง หรือในที่แคบ ในที่มืด หรือสว่าง ในที่ที่มีสิ่งกีดขวางหรือบนเบาะฝึกที่ล้มได้อย่างปลอดภัย

การทรงตัวให้มั่นคง (ผมขออนุโลมว่า การมี”จุดยืน” ที่มั่นคง) คือการทรงพลังอยู่ในตัวเอง แต่หากเมื่อมีเหตุร้ายมากระทบ เราเองก็ต้องเปลี่ยน (ถ่ายเท) ทิศทางตำแหน่งของการยืน ให้เราอยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบ ไม่ปะทะกับคู่โจมตีตรงๆ และเพื่อเบนทิศทาง/สลายแรงของคู่โจมตี แล้วนำเขากลับสู่ความสงบ

น่าสังเกตว่า การเปลี่ยนตำแหน่งในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงการเปลี่ยน “จุดยืน” นะครับ แต่เป็นการถ่ายเทพลังจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งเพื่อความเหมาะสมในการจัดการปัญหา 

 ตรงข้ามกับผู้ที่ยึดมั่นกับตำแหน่งที่ยืน ว่าเป็น “จุดยืน” เมื่อมีแรง มีปัญหาหนักๆเข้ามากระทบ ย่อมถูกปะทะอย่างรุนแรง ชนิดใครจะอยู่ใครจะไป และนั่นไม่ใช่ศิลปะการต่อสู้ที่ดี เพราะมันตอบคำถามเรื่องสันติภาพไม่ได้

หากจุดยืนการมีชีวิตอยู่ของเราเป็นเรื่องสันติภาพ การอยู่ร่วมกับคนอื่นอย่างเข้าใจ มีความสุข และมั่นคงจากข้างในตัวเองแล้ว ผมคิดว่า จำเป็นที่เราจะต้องคิดถึงความมั่นคงของจุดยืน ในมิติที่สัมพันธ์กับกาละ เทศะ ตัวตนของเรา และผู้อื่น

จุดยืน จะทรงตัวมั่นคงแม้ยามมีแรงมรสุมมาปะทะได้ต้องรู้จักต้องถ่ายเทอย่างเหมาะสม

 

ถ้ายึดติดกับจุดยืน ติดกับตำแหน่งที่ยืน ย่อมพบทางตัน เหมือนเวลาคู่ซ้อมตรึงเรากับที่แน่นๆ เราไม่เคลื่อนย้ายออกจากแนวปะทะ หากแต่มัวแต่ตั้งมั่น หรือตกใจอยู่กับที่ เราก็ยิ่งตอกตรึงตัวเองเป็นทางตันแน่น

เรื่องทางตันของหน้าที่การงานก็ดี ทางตันของชีวิตครอบครัวก็ดี จึงสัมพันธ์กับวิธีคิดเรื่องจุดยืนนะครับ ว่ารู้จักถ่ายเทมากน้อยเพียงใด

นอกจากนี้ ผมคิดว่ามันอยู่ที่มุมมองเรื่องทางตันของแต่ละคนนะครับ

แรกทีเดียวต้องมองก่อนว่า ที่เราคิดว่าตันนั้น มันเป็นเพียงมโนภาพที่เราสร้างขึ้นในใจ หรือใครก็ไม่รู้บอกว่ามันตัน แล้วเราก็เชื่อรึเปล่า

ผมคิดว่าทางตันจริงๆก็คงจะมี แต่น้อยมากนะครับ.. ..

ดูสิ ขนาดกำแพงหนาๆ ยังมีรอยรั่ว รูพรุนเล็กๆให้อากาศ ให้น้ำซึมผ่าน .

. .. .. คือมันไม่ได้ตันสักหน่อย เพียงแต่เรามองไม่เห็นโอกาสเล็กๆเหล่านั้น เพราะมันแต่ไปมองสิ่งที่เห็นได้ชัดกว่า เรียกว่าถูกลวงโดยสิ่งที่ใหญ่

และถ้าเรามองเห็นสิ่งที่เราทำ มองอย่างพินิจพิเคราะห์ จะเห็นว่าเราสามารถเชื่อมโยงและถ่ายเทสิ่งที่เราทำไปสู่งานแขนงอื่นๆ ไปสู่ผู้คนในที่อื่นๆ ไปสู่ทิศทางการเคลื่อนที่ใหม่ๆในชีวิตที่สร้างสรรค์

เฉกเช่นผู้ชำนาญวิถีแห่งไอคิโด ที่แม้ผู้จู่โจมจะหลั่งไหลมาจากทิศทางใด ก็ไม่ถูกตอกติดตรึงไว้กับการปะทะ

เป็นอีกแว่บหนึ่งของการคิดใคร่ครวญนอกโรงฝึกซ้อม ที่อยากนำมาฝากครับ