“จุดยืน” จะมั่นคงได้ต้องรู้จักต้องถ่ายเท

ยอดดอย
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ
จุดยืน จะทรงตัวมั่นคงแม้ยามมีแรงมรสุมมาปะทะได้ต้องรู้จักต้องถ่ายเทอย่างเหมาะสม

สองสามวันก่อน ผมได้รับอีเมล์จากผู้ช่วยนักวิจัยคนหนึ่ง เธอเล่าถึงความรู้สึกกับงานที่ทำว่าจะมาถึงทางตัน และรู้สึกว่าตัวเองสับสนในจุดยืน คิดว่าตัวเองน่าจะได้หาอะไรทำที่มั่นคงกว่านี้ ก็เลยเมล์มาถามถึงทรรศนะของผม

  จริงๆ ผมเองก็ไม่ค่อยถนัดนักนะครับเรื่องการให้คำแนะนำใคร เกรงจะเป็นการชี้นำโดยไม่รู้ตัว แต่ผมขอเล่าจากประสบการณ์ของตนละกันนะครับ

 ในชั้นเรียนศิลปะป้องกันตัวไอคิโด ซึ่งก็คือโรงรถตอนเย็นทุกวันที่บ้านผม ผมมักจะบอกเด็กๆเสมอว่า การทรงตัวเป็นพื้นฐานที่สำคัญมาก ถ้าเรายืนไม่มั่นคงตั้งแต่แรกเสียแล้ว จะใช้เทคนิคอะไรไปจัดการกับผู้โจมตีก็ไร้ผล

การสัปประยุทธ์กับปัญหา ร้อยคนก็อาจจะร้อยกระบวนท่า และก็ใช่ว่าจะเลียนแบบกันได้เสมอไปนะครับ เทคนิคบางอย่างอาจจะสะดวกสำหรับผู้ที่ตัวเล็ก บางเทคนิคเหมาะกับคนที่มีขายาว การใช้เทคนิคก็ยังต้องสัมพันธ์กับแรงของผู้ที่เข้ามากระทำ ทั้งยังต้องสัมพันธ์กับแสงสว่าง ดิน ฟ้า อากาศ สิ่งแวดล้อมรอบข้าง เช่น ในที่โล่ง หรือในที่แคบ ในที่มืด หรือสว่าง ในที่ที่มีสิ่งกีดขวางหรือบนเบาะฝึกที่ล้มได้อย่างปลอดภัย

การทรงตัวให้มั่นคง (ผมขออนุโลมว่า การมี”จุดยืน” ที่มั่นคง) คือการทรงพลังอยู่ในตัวเอง แต่หากเมื่อมีเหตุร้ายมากระทบ เราเองก็ต้องเปลี่ยน (ถ่ายเท) ทิศทางตำแหน่งของการยืน ให้เราอยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบ ไม่ปะทะกับคู่โจมตีตรงๆ และเพื่อเบนทิศทาง/สลายแรงของคู่โจมตี แล้วนำเขากลับสู่ความสงบ

น่าสังเกตว่า การเปลี่ยนตำแหน่งในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงการเปลี่ยน “จุดยืน” นะครับ แต่เป็นการถ่ายเทพลังจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งเพื่อความเหมาะสมในการจัดการปัญหา 

 ตรงข้ามกับผู้ที่ยึดมั่นกับตำแหน่งที่ยืน ว่าเป็น “จุดยืน” เมื่อมีแรง มีปัญหาหนักๆเข้ามากระทบ ย่อมถูกปะทะอย่างรุนแรง ชนิดใครจะอยู่ใครจะไป และนั่นไม่ใช่ศิลปะการต่อสู้ที่ดี เพราะมันตอบคำถามเรื่องสันติภาพไม่ได้

หากจุดยืนการมีชีวิตอยู่ของเราเป็นเรื่องสันติภาพ การอยู่ร่วมกับคนอื่นอย่างเข้าใจ มีความสุข และมั่นคงจากข้างในตัวเองแล้ว ผมคิดว่า จำเป็นที่เราจะต้องคิดถึงความมั่นคงของจุดยืน ในมิติที่สัมพันธ์กับกาละ เทศะ ตัวตนของเรา และผู้อื่น

จุดยืน จะทรงตัวมั่นคงแม้ยามมีแรงมรสุมมาปะทะได้ต้องรู้จักต้องถ่ายเทอย่างเหมาะสม

 

ถ้ายึดติดกับจุดยืน ติดกับตำแหน่งที่ยืน ย่อมพบทางตัน เหมือนเวลาคู่ซ้อมตรึงเรากับที่แน่นๆ เราไม่เคลื่อนย้ายออกจากแนวปะทะ หากแต่มัวแต่ตั้งมั่น หรือตกใจอยู่กับที่ เราก็ยิ่งตอกตรึงตัวเองเป็นทางตันแน่น

เรื่องทางตันของหน้าที่การงานก็ดี ทางตันของชีวิตครอบครัวก็ดี จึงสัมพันธ์กับวิธีคิดเรื่องจุดยืนนะครับ ว่ารู้จักถ่ายเทมากน้อยเพียงใด

นอกจากนี้ ผมคิดว่ามันอยู่ที่มุมมองเรื่องทางตันของแต่ละคนนะครับ

แรกทีเดียวต้องมองก่อนว่า ที่เราคิดว่าตันนั้น มันเป็นเพียงมโนภาพที่เราสร้างขึ้นในใจ หรือใครก็ไม่รู้บอกว่ามันตัน แล้วเราก็เชื่อรึเปล่า

ผมคิดว่าทางตันจริงๆก็คงจะมี แต่น้อยมากนะครับ.. ..

ดูสิ ขนาดกำแพงหนาๆ ยังมีรอยรั่ว รูพรุนเล็กๆให้อากาศ ให้น้ำซึมผ่าน .

. .. .. คือมันไม่ได้ตันสักหน่อย เพียงแต่เรามองไม่เห็นโอกาสเล็กๆเหล่านั้น เพราะมันแต่ไปมองสิ่งที่เห็นได้ชัดกว่า เรียกว่าถูกลวงโดยสิ่งที่ใหญ่

และถ้าเรามองเห็นสิ่งที่เราทำ มองอย่างพินิจพิเคราะห์ จะเห็นว่าเราสามารถเชื่อมโยงและถ่ายเทสิ่งที่เราทำไปสู่งานแขนงอื่นๆ ไปสู่ผู้คนในที่อื่นๆ ไปสู่ทิศทางการเคลื่อนที่ใหม่ๆในชีวิตที่สร้างสรรค์

เฉกเช่นผู้ชำนาญวิถีแห่งไอคิโด ที่แม้ผู้จู่โจมจะหลั่งไหลมาจากทิศทางใด ก็ไม่ถูกตอกติดตรึงไว้กับการปะทะ

เป็นอีกแว่บหนึ่งของการคิดใคร่ครวญนอกโรงฝึกซ้อม ที่อยากนำมาฝากครับ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สโมสรผู้นำเยาวชนเพื่อการศึกษาและพัฒนาชุมชน จังหวัดแม่ฮ่องสอน



ความเห็น (4)

นายประเสริฐ ประดิษฐ์
IP: xxx.151.232.70
เขียนเมื่อ 

คุณยอดดอยครัคุณเป็นคนเข้าใจชีวิต และมีจุดยืน แต่...ต้องคอยระวังบางครั้งคนอื่นเขาไม่เข้าใจเรา แปลความไปต่างๆนาๆว่าเราเป็นคนอย่างโน้นอย่างนี้ หนักเข้าก็หาว่าเราเป็นคนมีปัญหา คนทุกคนจะมีวิธีคิด จุดยืน เจตคติต่อสิ่งรอบข้างที่สัมพันธ์กัน มันยากสักหน่อยกับการปรับตัวในสังคมจอมปลอมเช่นปัจจุบันนี้ คนที่มีจุดยืนที่มั่นคง หากยึดมั่นในความจริงใจเป็นที่ตั้งด้วย ก็จะสามารถสร้างอัตลักษณ์ความเป็นตัวตนของตนได้เป็นอย่างดี และจะเป็นที่เชื่อถือของสังคมด้วย ลุงเก คนใกล้ตัว

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณ ลุงเกมากๆครับ งานนี้เซอร์ไพรซ์ ไม่นึกว่าจะมีคนแม่ฮ่องสอนด้วยกันมาเยี่ยมเยือน ไม่รู้ว่าหากันเจอได้อย่างไร เพราะปกติ บล็อกผมจะเงียบๆ แบบเจียมตัวนะครับ

แอบชื่นชมลุงเกอยู่ในงาน วชช. ยังไงก็ขอขอบคุณ ความรู้ที่ถ่ายทอดให้ในวันอบรมที่ปาย แม้จะเป็นช่วงสั้นๆ แต่ผมสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้เยอะ

ผมเป็นคนที่ถูกวิจารณ์บ่อย ส่วนใหญ่จะโดนลับหลัง แต่ก็ฟังหูไว้หูนะครับ ไม่ค่อยจะเก็บมาคิดให้รกสมองมาก ถ้าคนดี มีเจตนาดีมาติติง อันนี้ผมก็จะน้อมรับด้วยความดีใจ แต่ถ้าไม่ใช่อย่างนี้ ก็ให้มันผ่านไปเหมือนสายลม เพราะเราต้องมีอะไรๆให้ทำอีกมากมาย

ส่วนตัวแล้ว ผมไม่คิดว่าการเป็นครูจะมีเกียรติอะไรในตัวเอง แต่เกียรติของครูอยู่ที่ผลงานซึ่งอยู่ข้างนอกมากกว่า แต่ถ้ายึดติดมากๆ จะกลายเป็นอัตตา แบกไปไหนก็หนักทั้งเรา ทั้งเขา ทั้งคนรอบข้างก็พลอยหนักไปด้วย ขอบคุณ วิทยาลัยชุมชน ขอบคุณผู้เรียนที่ปางมะผ้าทุกคน ที่ให้โอกาสครูบ้านนอกอย่างผมนะครับ

 

ผมเพิ่งอายุ 35 ยังเข้าใจชีวิตน้อยมาก อย่าชมผมเกินไปเลยครับ

เขียนเมื่อ 

สวัสดีอีกครั้งครับพี่วิสุทธิ์

ผมเองทึ่ง ชื่นชม หลงไหล และสงสัยกับวัฒนธรรมหลายๆ อย่างของญี่ปุ่นนะครับ คุยกับเพื่อนบ่อยๆ ว่าประเทศนี้น่าสนใจเหลือเกิน

เรื่องหนึ่งที่ผมชอบมากคือ มุซาชิ มิยาโมโตะ ที่อาจารย์สุวินัย ภรณวลัย แปลไว้ เกล็ดความรู้ตอนท้ายของหนังสือเล่มนี้อธิบายถึงดาบคู่ของมุซาชิ ว่าไม่ได้หมายถึงดาบสองมือ แต่หมายถึงดาบที่มือและดาบที่ใจ

ศิลปะการป้องกันตัวหลายอย่าง โดยเฉพาะทางตะวันออกบ้านเราเน้นจิตใจมากกว่าร่างกาย

กลับมาที่เรื่องบันทึกคราวนี้

ผมเองก็เคยประสบปัญหาการหาจุดยืนของตัวเองอยู่เหมือนกัน ก็พอจะทราบความรู้สึกได้ ผมว่าสิ่งหนึ่งที่ผมเข้าใจในช่วงชีวิตที่ผ่านมา (ซึ่งน้อยกว่าพี่นิดหน่อย) คือการเอากำลังเข้าปะทะ ทั้งด้านร่างกายและจิตใจ การตั้งใจจะสวนกระแส หรือเปลี่ยนกระแส สุดท้ายแล้วมันก็มักจะทำไม่ได้

ผมจึงไ้ด้ข้อสรุปกับตัวเองว่า สิ่งที่เราทำนั้นเราไม่ได้ทำเพื่อหวังจะให้เกิดการเปลี่ยนแปลง แต่ทำเพื่อรู้ว่าแม้เราจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ในพริบตา แต่เราก็จะไม่เปลี่ยน คือทำมันไปเรื่อยๆ นั่นละ ได้ข้อสรุปแบบนี้แล้ว ผมว่ามันมีกำลังใจ มากกว่าจะทุรนทุรายว่าทำอะไรก็ไม่เห็นเกิดผลสักอย่าง

ดูเหมือนจะไม่ค่อยมีหวัง แต่ต้องบอกว่าสิ่งที่ผมทำ ผมก็หวังอยู่เสมอครับ เพียงแต่รู้ว่าความผิดหวังมันคู่กัน

ระลึกถึงและเป็นกำลังใจให้ครับ

เขียนเมื่อ 
  • ผมเองก็ชอบงานแปล "ภูมิปัญญา มูซาชิ" ของ อ. สุวินัยเช่นกันครับ อ่านแล้วรู้สึกว่าช่วยให้เข้าใจอะไรหลายอย่างได้ดีขึ้น
  • ไม่หวังก็คือหวังอีกปางหนึ่ง  เพราะใจยังหวังที่จะไม่หวัง 
  • จะหวังหรือไม่ มันเป็นพลวัตที่ตอบยาก และหนักสมองมากหากเราจะคว้าเอาแก่นสารอะไร ผมคิดว่ามันไม่น่าสนใจเท่ากับว่าในภาวะแห่งหวังหรือไม่หวังนั้น มันนำไปสู่การ"ปลดปล่อย"จิตใจและตัวเราเองมากน้อยเพียงไร
  • ขอบคุณที่ยังไม่ลืมสหายออนไลน์นะครับ