ก่อนเล่าเรื่องอดีตต่อขออนุญาตเล่าเหตุการณ์วันนี้ก่อนนะครับ วันนี้มีอะไรๆ สร้างความประหลาดใจให้ผมหลายเรื่องครับ ตอนเที่ยงท่านอาจารย์รอมลี หัวหน้าสาขาวิชาภาษามลายูมาเยี่ยมครับ ที่ประหลาดใจคือ ท่านเดินเข้ามาในซอยบ้านผม จนผมต้องถามว่า แล้วอาจารย์จอดรถไว้ที่ไหนครับ ท่านบอกว่าท่านไม่เคยมาบ้านผม ท่านเลยจอดรถเสียไกลเลย

ส่วนช่วงบ่าย ท่านอาจารย์สุกรี หลังปูเต๊ะ ผู้เป็นคณบดี (แฮะๆ ที่ได้รับการอนุมัติลาพักงานสามเดือน) แวะมาเยี่ยมเป็นท่านแรก สิ่งแรกที่ผมทักทายท่านคือ ทำไมยังมาทำงานอีก ฮิฮิ คุยกันได้สักพัก อ.อับดุรรอมาน จะปะกียาก็แวะมา คุยไปคุยมาท่านเหลือบมองนาฬีกาบ่อยเลยต้องถามว่า นัดใครไว้หรือเปล่า คำตอบคือ นัดทีมนักวิจัยอีกสองท่านที่เหลือมาประชุม แฮะแฮะ มาประชุมกันที่บ้านผม ผมไม่ทราบล่วงหน้าครับว่าจะมีการประชุมวิจัยกัน ก็ไม่ใช่ด้วยเหตุผลอะไรหรอกครับ ทุกคนในทีมเชื่อว่าผมน่าจะว่างที่สุด ดังนั้นถ้าคนอื่นว่างก็เป็นอันว่าได้ประชุมแน่ เอาก็เอาครับ ประชุมกันหน่อย พอจบเรื่องวิจัย แฮะแฮะ ดร.ดลวนะ บอกข้อห้ามสำหรับผู้ป่วยกระดูกหักอย่างผม ฮิฮิ ขออนุญาตไม่นำมาเผยแพร่ (เป็นความเชื่อส่วนบุคคล)

พอทีมวิจัยลุกขึ้นกำลังจะกลับ รถของท่านอธิการบดีก็มาจอดหน้าบ้านต่อ ท่านแวะมาเยี่ยมครับ พร้อมคำถามแรกคือ ผมมาอยู่บ้านนี้เมื่อไรแล้ว ฮือ.... มันทำให้ผมนึกขึ้นมาได้ว่า ตอนงานขึ้นบ้านใหม่ ผมไม่ได้ไปเรียนเชิญท่าน จริงๆ ไปแล้วแต่ท่านมีแขกทุกครั้งเลยไม่ได้เชิญ  (ผู้น้อยต้องขออภัย)

เอาละครับ ได้เวลาเล่าเรื่องต่อ

บ่ายสองโมงของวันจันทร์ ผมถูกเข็นเข้าห้องผ่าตัดครับ ก่อนการเข้าห้องผมก็ได้รับการรัดสายรัดข้อมือครับ ข้อความประกอบด้วย ชื่อ หมอผู้รับผิดชอบ แผนกและตึก

เมื่อเข้าไปรอการผ่าตัด ผมได้รับการเรียกชื่อประมาณเกือบสิบครั้งได้ครับ คิดว่าน่าจะเป็นกระบวนการเพื่อสร้างความมั่นใจว่า ผ่าตัดไม่ผิดคน ระหว่างนอนรอผมได้ยินพยาบาลคุยกันเสียงดังพอประมาณว่า หมอน่าจะวางแผนการผ่าตัดผิด อะไรทำนองนี้แหละครับ และที่สำคัญเมื่อเขาดูฟิลม์กระดูกหักของผม ทุกคนจะต้องคำถามว่า ทำไมกระดูกเล็กและบางจัง ซึ่งผมตอบไปหลายครั้งเหมือนกันครับว่า ขาผมมันพิเศษครับ ฮิฮิ

กำหนดผ่าตัดของผมจริงๆ คือ บ่ายสามโมงครับ แต่แล้วหมอก็ติดต่อมาว่า ให้นอนรอไปก่อน เพราะท่านติดตรวจคนไข้อยู่ ตาผมก็มองไปโดยรอบละครับ ประสาคนอยากรู้อยากเห็น สุดท้ายผมก็ถูกเข็นไปห้องปฏิบัติการจริงๆ เสียทีครับ แต่หมอยังมาไม่ถึง ผมโดนมัดเสียทุกส่วนเลยครับ แล้วพยาบาลก็คุยกันว่าเตียงเอียง แล้วก็กดปุ่มปรับไปปรับมาอยู่พักหนึ่ง

ผมรู้สึกว่า หมอน่าจะมาถึงแล้วครับ เพราะเห็นแต่ละคนเปลี่ยนแปลงตำแหน่งกัน เวลาขณะนั้นสามโมงสามสิบครับ

สิ่งที่ผมไม่คาดคิดว่าผมจะโดนอีกรอบหนึ่งคือการโดนพยาบาลหลอกครับ ครั้งก่อนต่อไปเยี่ยมอ.ibm ครูปอเนาะ โดยหลอกมาครั้งหนึ่ง รอบนี้ขนาดจะโดนผ่าตัดยังโดนหลอกอีกรอบหนึ่งแล้วครับ พยาบาล (ถ้าเข้าใจไม่ผิด) บอกผมว่า สูดอ๊อกซีเจนนะค่ะ สูดเข้าไปลึกๆ เลย แล้วก็เอาที่ครอบจมูกมาที่จมูกและปากผม ผมจำได้ว่า ผมสูดไปสักประมาณสามฟอดเองครับ แล้วผมก็หลับไปเลย แหม่! อ็อกซีเจนอะไรทำให้หลับได้ขนาดนั้น โดยพยาบาลหลอกอีกแล้วนะเรา

รู้สึกตัวขึ้นมาพร้อมกับการได้ยินเสียงพี่สาวคนโตเรียกและขอผ้าห่มจากพยาบาลเพิ่มเป็นผมถูกห่มด้วยผ้าห่มหนาๆ จำนวนสามชั้นเลยทีเดียว แต่ตัวผมก็ยังสั่นอยู่นั่นแหละครับ ความหนาวสั่นทำให้ผมนึกถึงตอนภรรยาผ่าตัดเพื่อคลอดลูกทั้งสองคนนะครับ ออกมาด้วยอาการสั่นเหมือนกัน ซึ่งพยาบาลในห้องพักก็มักจะบ่นว่า ห้องผ่าตัดนะเปิดแอร์เย็นมาก จนคนใข้สั่นกันทุกคน แต่ผมเองเคยได้ยินจากพยาบาลห้องผ่าตัดว่า ต้องใช้อุณหภูมิต่ำๆ เพื่อการควบคุมเลือดครับ ออ.แต่เหตุผลที่ผมพบเอง ผมว่า เนื่องจากเราเสียเลือดมากครับทำให้เราเย็นได้ในอุณหภูมิปกติครับ

ผมได้ยินพี่สาวบอกว่า แม่กับพ่อมาถึงแล้ว แล้วผมก็หลับต่อครับ ฮือฮือ อันนี้น่าจะยังเป็นผลจากโดยพยาบาลหลอกครับ และหลังจากพื้นตัวเรียบร้อยแล้ว พี่สาวก็แซวว่า แค่ได้ยินว่า แม่มาถึงแล้ว ผมนะยิ้มแล้วยิ้มอีก

ออ. ตอนที่ผมเปลี่ยนแปลเพื่อเข้าห้องผ่าตัด พยาบาลในห้องพักรวมจัดเตียงนอนผมใหม่ พร้อมกับบอกว่า เตรียมไว้สำหรับหลังผ่าตัด แต่พี่สาวผมก็บอกไปว่า จองห้องพิเศษไว้แล้ว พยาบาลบอกว่า ส่วนใหญ่ต้องกลับมาห้องนี้ก่อนค่ะ เป็นปกติ เพราะห้องพิเศษไม่ค่อยจะว่าง แต่แล้วผมไม่ต้องกลับไปห้องรวมครับ ถูกเข็นเข้าห้องพิเศษเลย ซึ่งตอนนั้นผมอยู่ในสภาพกึ่งหลับกึ่งตื่นครับ ไม่รู้ว่าเป็นอะไร แค่ตื่นมาเจอพ่อเจอแม่ เจอพี่ หัวใจก็ชุ่มชื่นแล้วครับ